
Mind the Gap
โดย...กันย์
โดย...กันย์
Situation
สถานการณ์... น้าสาววัยใกล้เกษียณอยู่ๆ หกล้มก้นกระแทก เลยทำให้ต้องดูแลกันเป็นพิเศษ แต่คุณน้าก็ดูกังวลมากๆ จนน่าเป็นห่วง
ทางออก... ปลอบใจว่ามันเป็นธรรมดาที่คนวัยใกล้ 60 ปี ก็อาจจะต้องมีปัญหาด้านสุขภาพกันบ้าง เหมือนรถที่ใช้มานานๆ ก็ต้องเข้าอู่เช็กเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงไว้ใช้ได้นานๆ แล้วหาข้อมูลในการดูแลตัวเองมาให้คุณน้าทราบ เพื่อปฏิบัติตัวให้ถูกวิธีเพื่อเป็นการป้องกันดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุนกับคนสูงวัย ความรู้เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง การรักษาหรือแก้ไขควรจะต้องทำพร้อมกันในทุกระบบแบบองค์รวมจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย โรคกระดูกพรุนพบได้บ่อยในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และยังพบในสตรีกลุ่มวัยหมดประจำเดือน อายุ 50 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ผลที่ตามมาจากการเป็นโรคกระดูกพรุน คือ กระดูกหัก ซึ่งจะหักง่ายกว่าปกติแม้ได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น การพลัดตกหกล้ม หรือลื่นล้ม ดังนั้นการป้องกันกระดูกหักจึงเป็นเป้าหมายหลักในการรักษาโรคกระดูกพรุน
สถานการณ์... เมื่อปลอบใจและได้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคแล้ว น้าสาวคลายกังวลลงได้ แต่ก็อิดออดไม่อยากไปโรงพยาบาล
ทางออกที่ 2... ต้องโน้มน้าวใจให้คุณน้าไปรักษาอย่างถูกวิธีที่โรงพยาบาล เพราะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนพบได้บ่อยที่กระดูกสันหลัง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรัง หลังโกงหรือคดผิดรูป ทำให้คุณภาพชีวิตลดน้อยลง หากไม่รับการรักษาอาจถึงขั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และต้องพึ่งการดูแลพยาบาลจากผู้อื่น รวมทั้งอายุจะสั้นลงกว่าที่ควร นอกจากกระดูกสันหลังยุบตัวแล้ว ยังพบกระดูกหักได้บ่อยที่ข้อสะโพก ข้อมือ กระดูกเชิงกราน และกระดูกต้นแขน จากสถิติพบว่ากระดูกสันหลังหักหรือยุบ เกิดจากการพลัดตกหกล้มประมาณ 60% ที่เหลือเกิดขึ้นเอง โดยมักจะเห็นโดยบังเอิญจากภาพเอกซเรย์ ส่วนกระดูกหักตำแหน่งอื่นๆ พบว่าเกิดจากการหกล้มมากกว่า 90% ดังนั้นการดูแลรักษาโรคกระดูกพรุนจึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับกระดูกที่บางลงหรือกระดูกพรุน แต่เกี่ยวกับเรื่องกระดูกหักที่ส่วนใหญ่เกิดจากการพลัดตกหกล้ม และการหกล้มในผู้สูงอายุนั้น แพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อที่ค่อยๆ เสื่อมลงตามวัย ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้มและการป้องกันการหกล้ม ซึ่งจะสามารถป้องกันกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Ask the Expert
Q2 ดิฉันกำลังจะแต่งงาน ผู้ชายมีลูกติดเป็นเด็กผู้ชายอายุ 5 ขวบ ชอบโทษคนอื่นเมื่อเป็นความผิดของตัวเอง โมโห คิดแก้แค้น เคยพาไปพบแพทย์ ระบุว่าเป็น ODD คืออะไร จะดูแลเขาอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้อย่างไรให้มีความสุข กลุ้มใจจังค่ะ?
A. พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลบีเอ็นเอช บอกว่า ODD ย่อมาจาก Oppositional Defiant Disorder หมายถึงเด็กที่ดื้อรุนแรงเกินกว่าเด็กปกติที่มีอายุและพัฒนาการเดียวกัน แสดงออกโดยการเถียง ไม่เชื่อฟัง โทษคนอื่น คิดเอาคืน หงุดหงิดง่าย มีใจที่มุ่งร้าย โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมากกว่าเขา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุเชื่อว่าเกี่ยวข้องทั้งพันธุกรรมและการเลี้ยงดู การช่วยเหลือที่สำคัญ คือ การปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เขารักและรักเขาต้องเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันก่อน ให้เด็กรับรู้ว่าเราเข้ามา “ช่วยเหลือ” ไม่ใช่มา “จัดการ” ร่วมกับการสร้างวินัยเชิงบวก เมื่อเป็น ODD แล้วจำเป็นต้องพบแพทย์สม่ำเสมอ เพราะโรคนี้พบร่วมกับโรคสมาธิสั้นได้ ซึ่งจำเป็นต้องรักษาคู่กันไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้เทคนิคหลายๆ อย่างในการดูแลเด็ก เช่น เทคนิคการเล่นกับเด็กเพื่อสัมพันธภาพอันดีทั้งสองฝ่าย เทคนิคการชม เทคนิคการสื่อสาร เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกันหรือเถียงกัน เทคนิคการลงโทษที่ไม่ให้เด็กยิ่งเจ็บแค้น เป็นต้น
He Said/She Said
โป้ง นักธุรกิจ
“ทุกวันนี้ผู้หญิงมีให้เลือกเยอะก็จริงอยู่ แต่ถ้าเราเลือกมากเกินไป เราก็อาจจะไม่ได้เลยสักคน (หัวเราะ) อย่าชะล่าใจไปครับหนุ่มๆ ผมว่าผู้หญิงแต่ละคนก็มีเสน่ห์และน่ารักในแบบฉบับของตัวเอง เลือกสักคนก่อนเถอะครับ ก่อนที่จะเป็นโสดโดยไม่รู้ตัว”
จ๋า นักเขียน
“การค้นหาผู้ชายดีๆ สักคน ก็เหมือนกับค้นหาหนังสือดีๆ สักเล่ม ยิ่งยุคนี้ผู้ชายมีน้อย ก็ต้องเลือกเฟ้นให้ดี ให้ใช่ ถ้าไม่ได้ก็อยู่เป็นสาวโสดก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าเจอคนที่ใช่ต้องรีบคว้าเลยนะคะ เดี๋ยวไม่ทัน (หัวเราะ)”
Quote
“ตลอดชีวิตของคนเราจะต้องเผชิญกับคนที่ทำให้คุณโกรธ คนที่ไม่ยอมรับนับถือ หรือปฏิบัติแย่ๆ ต่อคุณ ใครๆ ก็เจอเรื่องแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ความโกรธความเกลียดในใจ จะกัดกินตัวคุณเองไปด้วย เพราะฉะนั้นปล่อยให้พระเจ้าลงโทษคนเหล่านั้นไปเองเถอะ”
วิล สมิธ นักแสดงฮอลลีวูด







