
พิพิธภัณฑ์ อยู่สุขสุวรรณ์ อัศจรรย์หมื่นตะเกียง
พิพิธเพลินสัปดาห์นี้เราเดินทางออกไปไกลจากกรุงเทพ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
พิพิธเพลินสัปดาห์นี้เราเดินทางออกไปไกลจากกรุงเทพ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์
โดย...โยธิน อยู่จงดี
พิพิธเพลินสัปดาห์นี้เราเดินทางออกไปไกลจากกรุงเทพ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน ตั้งอยู่ในเขตอ.เมือง จ.ปราจีนบุรี จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือตะเกียงเจ้าพายุที่มีจำนวนมากกว่า 15,000 ดวง รวมทั้งของโบราณที่เราเคยเห็น เคยใช้แต่เด็กๆโดยเฉพาะคนรุ่นประมาณ พ.ศ.2515 เป็นต้นมาจะซึมซับเอาบรรยากาศเก่าๆความรู้สึกดีๆเหล่านี้ไว้ได้เป็นอย่างดี
พิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ ตั้งโดย ณรงค์ อยู่สุขสุวรรณ์ และ วิภาวรรณ์ อยู่สุขสุวรรณ์ ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นผู้ที่มีความสนใจและรักในวัตถุโบราณต่างๆ จึงได้เก็บรวบรวมสะสมทีละเล็กละน้อยไว้ตั้งแต่ปี 2520 โดยเฉพาะตะเกียงเจ้าพายุและตะเกียงแก็ส หลากหลายยี่ห้อที่กว้านซื้อจากบ้านเรือนและร้านค้าต่างๆใน จ.ปราจีนบุรี เฉพาะที่ไม่มีคนใช้แล้วในราคาดวงละประมาณ 50 บาท มาเก็บสะสมไว้ในบริเวณบ้าน และคัดแยกไว้ขายให้คนที่ต้องการเพราะเริ่มมีคนสนใจมากขึ้นเพื่อที่จะนำไปตกแต่งให้สวยงามและขายต่อให้ชาวต่างประเทศในราคาสูง
ต่อมามีคนแนะนำว่า ถ้าในบ้านมีของดีมากมายขนาดนี้ ทำไมไม่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้ศึกษาจึงคิดได้ว่าหากขายออกไปจำนวนมากอาจทำให้ตะเกียงเจ้าพายุ ซึ่งเป็นตะเกียงที่มีเอกลักษณ์สวยงามที่เคยใช้เคยอยู่ในประเทศไทยหมดไป คนรุ่นหลังอาจไม่รู้จักเพราะไม่เคยเห็นตะเกียงแบบนี้ จึงได้ตัดสินใจเริ่มสะสมโดยตะเกียงดวงแรก ก็คือตะเกียงขนาด 150 แรงเทียน จากนั้นก็เริ่มมีตะเกียงแปลกๆที่ได้จากเพื่อนและคนรู้จักซื้อมาฝากด้วยสิ่งแรก
จากตะเกียงก็เริ่มสะสมของอื่นๆ ตามมาเช่น นาฬิกา จักรยาน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ รวมกับของภรรยา ที่ชอบสะสมตู้เก่า ตู้โบราณที่ทำจากไม้สัก จึงทำให้มีของเก็บสะสมจำพวกตู้มากขึ้น ซึ่งสิ่งของที่จัดแสดงทั้งหมดนี้ใช้ระยะเวลาในการเก็บสะสมมากกว่า 30 ปี สิ่งเหล่านี้จึงถือว่าเป็นจุดกำเนิดของพิพิธภัณฑ์อยู่สุขสุวรรณ์ก็ว่าได้ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี พ.ศ.2550
ด้วยความที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนจึงมีการเก็บค่าเข้าชมคนล่ะ 80 บาท แต่ก็เป็นเงินที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความรู้ที่ได้ครับ ถ้าเราเดินทางไปเป็นกลุ่ม 45 คน ก็สามารถขอเจ้าหน้าที่เดินนำชมให้ความรู้เกี่ยวกับตะเกียงและสิ่งของต่างๆภายในพิพิธภัณฑ์
เริ่มจากอาคารราชาวดีเป็นอาคารสองชั้น จัดแสดงสิ่งของโบราณหลากหลายชนิดอาทิ เช่น เครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง เตารีดโบราณ เครื่องปั้นดินเผา ตู้เย็นใช้น้ำมันก๊าซ ซึ่งหาชมได้ยากมากแม้ผมเองก็ยังเกิดไม่ทันยุคตู้เย็นให้น้ำมันก๊าซ
ระหว่างทางขึ้นไปชั้น 2 ก็จะเห็นร้านกาแฟโบราณ พร้อมโต๊ะนั่งเป็นในส่วนของชั้นสองเป็นชั้นที่รวบรวมตะเกียงเจ้าพายุหลากหลายยี่ห้อ ทั้งยังมีตะเกียงที่มีการใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น ตะเกียงเรือ ตะเกียงฉายสไลด์ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของส่วนประกอบตะเกียงให้เราได้ศึกษา
เดินลงจากชั้นล่างไปที่ อาคารลีลาวดี เป็นอาคารแฝดมีสองชั้นรวมหกห้องเริ่มจากห้องราชพฤกษ์ จัดแสดงเกี่ยวกับถ้วยชามโบราณ ถาดกระเบื้อง โถพู ขวดน้ำอัดลมโบราณ เห็นแล้วอยากหามาดื่มอีกสักขวดให้ชื่นใจระลึกถึงวันวาน ต่อด้วยห้องชัยพฤกษ์ ส่วนจัดแสดงจะเป็นเครื่องทองเหลือง อาทิ เชี่ยนหมาก ทองเหลือง ขันลงหิน เตาน้ำมันก๊าซ ตะเกียงลาน เครื่องถ้วยชามสมัยรัชกาลที่ 5
จากนั้นเดินต่อไปที่ห้องกัลปพฤกษ์ สำหรับคนที่ชื่นชอบเกี่ยวกับรถจักรยาน และรถมอเตอร์ไซค์ ภายในห้องนี้ได้รวบรวม รถจักรยานหลากหลายยี่ห้อรวมไปถึงรถมอเตอร์ไซค์ โบราณที่เหมือนเอาจักรยานมาติดเครื่องยนต์มากกว่า รวมทั้งที่เติมน้ำมันในปั้มสมัยก่อนที่ดูคลาสสิกยิ่ง
เดินถัดมาที่ห้องทองกวาว ภายในห้องนี้เต็มไปด้วยของเล่นเด็ก แต่ผู้ใหญ่ชอบเพราะเด็กๆเคยเล่นส่วนเด็กรุ่นใหม่คงได้แต่เดินผ่าน เพราะของเล่นไอแพดที่ถืออยู่นั้นน่าเล่นกว่าของเล่นสังกะสีภายในห้องนี้เป็นไหนๆ แต่ถ้าของเล่นไม่ชอบลองขนมหวานโบราณผมว่าจะกี่ยุคกี่สมัยเด็กก็คงติดใจเหมือนๆกัน
ต่อด้วยห้องทองหลาง ภายในห้องนี้ได้จัดแสดงในเรื่องของพระ เช่น พระผง พระเหรียญ รวมถึงรูปพระเก่าไว้มากมายหลายแบบ รวมทั้งพระเครื่องที่ขึ้นชื่อของจังหวัดปราจีนบุรี เป็นห้องที่ขลังและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ออกมาห้องที่อยู่ติดกันคือ ห้องทองพันชั่ง เป็นห้องสุดท้ายที่รวบรวมเกี่ยวกับเครื่องคำนวณ ตราชั่งและเครื่องตวงวัดในรูปแบบต่างๆ เช่น ตราชั่งคัน โบราณ เครื่องคำนวณภาษีสมัยโบราณ ซึ่งไม่ทราบว่าไปเอาจากสรรพากรที่ไหนมา ต่อด้วยเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ เครื่องพิมพ์ดีดไฟฟ้า และปิดท้ายด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคซีพียูอินเทล 486 จอเขียวๆเห็นแล้วขลังดีแท้
จากนั้นเดินต่อไปที่อาคารชวนชม เป็นอาคารที่จัดแสดงรูปเก่าของเมืองปราจีนบุรีสมัยก่อน และรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จมาเยือนปราจีนบุรี ณ วัดแก้วพิจิตร และยังมีหนังสือเก่านานาชนิด เช่นหนังสือพิมพ์ที่วางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2515 หนังสือการ์ตูนและสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในเรื่องของแสตมป์ ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงแสตมป์ที่สำคัญๆ ไว้หลายชุดด้วยกัน รวมถึงยังมีล็อตเตอรี่รุ่นแรกๆของประเทศไทย นับเป็นส่วนแสดงสำคัญที่สะท้อนสภาพสังคม โดยเฉพาะสังคมเมืองปราจีนบุรีในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี
จบท้ายที่ อาคารเจ้าพายุ เป็นอาคารที่สร้างจากรูปแบบของตะเกียงเจ้าพายุ หน้าตาเหมือนตะเกียงสมชื่อภายในอาคารนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปเพื่อชมวิวโดยรอบได้ ใกล้อาคารนี้จะมีสวนหย่อมสวยๆให้พักเหนื่อยและถ่ายรูปเล่น มีเรือขุดสมัยก่อนที่ใช้ต้นไม้ทั้งต้นมาทำเรือขุดเพียงลำเดียว และภายในโรงเรือยังมีเรือนเครื่องผูก ซึ่งเป็นบ้านที่สร้างจากไม้ไผ่โดยไม่ต้องใช้ตะปูหรือลวดในการก่อสร้างเลย และจัดข้าวของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตสมัยก่อนอีกมากมาย
หากจะเทียบพิพิธภัณฑ์นี้กับพิพิธภัณฑ์โบราณที่อื่นๆผมว่าที่นี้ได้ครบทั้งของและอารมณ์ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะข้าวของต่างๆในพิพิธภัณฑ์เป็นของเครื่องใช้ในบ้านที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ ของคนไทยสมัยก่อนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่วุ่นวาย ของบ้างชิ้นเช่นเตาถ่าน ตะเกียง เครื่องครัว และมอเตอร์ไซค์ ทำให้เรารู้สึกว่าเครื่องใช้เหล่านี้ไม่มีความซับซ้อนอะไรเลย แต่ก็ได้ผลออกมาเหมือนๆกับอุปกรณ์ไฟฟ้าสมัยใหม่ เพียงแต่เราต้องเป็นคนลงแรงเองเป็นแหล่งพลังงานหลักของเครื่องใช้เหล่านี้ ถ้าในวันที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ถามว่าเราจะอยู่ได้ไหม คำตอบก็คือเราต้องอยู่ได้เพียงแต่ต้องปรับตัวไปตามสภาพให้ได้เท่านั้นเอง.
&<2288;







