
ราคาของความเป็น ‘เด็กดี’
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
โดย...หนูดีวนิษา เรซ
ใครๆ ก็อยากให้ลูกเป็นเด็กดี และเด็กน่ารัก ซึ่งคำนิยามของความเป็นเด็กดีของแต่ละบ้าน ก็ย่อมแตกต่างกันออกไป บางบ้านบอกว่า เด็กดี คือ เด็กที่เชื่อฟังคำสั่ง ไม่เถียง ไม่ดื้อ แต่สำหรับบางบ้านอาจบอกว่า เด็กดีนั้น เถียงก็ได้ ไม่เชื่อฟังก็ได้ แต่ขอให้มีเหตุผลที่ชัดเจน และพร้อมจะฟังและต่อรองพอสมควร ที่สำคัญ ขอให้เป็นคนดี อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ
เราคาดหวังว่า ถ้าเด็กคนหนึ่งเป็น “เด็กดี” เขาก็จะโตขึ้นมาเป็น “คนดี” ของสังคมต่อไป
ใครๆ ก็รักเด็กดี และรักคนดีกันทั้งนั้นค่ะ
แต่วันนี้ หนูดีจะมาชวนให้เรามองในมุมกลับ ไม่ใช่ให้ไปรักคนไม่ดี และเลี้ยงลูกเป็นเด็กไม่ดีกันนะคะ แต่จะชวนมาดู “ราคาของความเป็นเด็กดี” กันดีกว่าว่า การที่เด็กคนหนึ่งจะเป็น “เด็กดี” ในสายตาผู้ใหญ่และคนรอบข้างได้ เด็กคนนั้น ต้อง “จ่าย” เป็นอะไรบ้าง
มีนักวิจัย ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดท่านหนึ่งที่หนูดีชอบเป็นพิเศษ เธอทำงานเกี่ยวกับ “สติและสมาธิ” ซึ่งออกแนวศาสนาพุทธมาก เธอมีชื่อว่า ดร.เอลเลน เจ. แลงเงอร์ ซึ่งหนูดีอ่านผลงานวิจัยของเธอแล้วชอบมากๆ ค่ะ
ตัวอย่างงานวิจัยที่หนูดีขอยกของ ดร.แลงเงอร์มาในวันนี้ คือ งานวิจัยที่เธอต้องการรู้ว่า “การเป็นเด็กดีนั้น ทำให้เด็กคนหนึ่ง ไม่ฉลาดเท่าที่ควรหรือเปล่า” และ “สไตล์การเรียนรู้ที่แตกต่างกันระหว่างเด็กชายและเด็กหญิงนั้น ทำให้ความสามารถของพวกเขาแตกต่างกันด้วยหรือไม่”
สิ่งที่งานวิจัยนี้ของเธอต้องการโฟกัสก็คือว่า ความเป็น “เด็กดี” ที่แตกต่างกันระหว่างชายและหญิง ทำให้เด็กทั้งสองเพศ มีผลสัมฤทธิ์การเรียนแตกต่างกันไปหรือเปล่า
งานวิจัยนี้ ทำกับเด็กชายและเด็กหญิงชาวอเมริกัน แต่เมื่อหนูดีอ่านงานวิจัยแล้ว คิดว่า วิธีการคิดของเด็กสองเพศ ในสองวัฒนธรรมนี้ ไทย กับ อเมริกัน ในกรณีนี้ ไม่ค่อยแตกต่างกันค่ะ เลยนำมาเล่าให้ฟัง
การเป็นเด็กดี ในแบบของเด็กผู้หญิง มักหมายความว่า เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่เถียงผู้ใหญ่ บอกให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เรื่องมาก และไม่เป็นคนกบฏ ถ้าเขียนตรงๆ แบบในงานวิจัย เด็กดีแบบเด็กหญิงฝรั่งคือ Do What you are told แปลง่ายๆ ว่า “บอกให้ทำอย่างไร ก็ทำไปแบบนั้นล่ะ”
ส่วนการเป็นเด็กดี ในแบบของเด็กผู้ชาย มักไม่เข้มงวดถึงขนาดนั้น การเป็นเด็กผู้ชาย ผู้ใหญ่มักเลี้ยงให้ “แมนๆ” กล้าได้กล้าเสียกว่า และกล้ากบฏกว่าเด็กหญิง รวมถึงกล้าตั้งคำถามแปลกๆ และกล้าตั้งข้อสงสัยกับผู้ใหญ่ ซึ่งนั่นหมายความว่า แนวคิดการเลี้ยงดูให้เด็กชายโต้ตอบกับผู้ใหญ่มักเป็นในลักษณะที่งานวิจัยเขียนไว้ว่า Don’t listen to all you are told หรือ “ไม่ต้องฟัง (และเชื่อ) ทั้งหมดที่มีคนบอกเธอ”
ด้วยแนวคิดสำหรับการเป็น “เด็กดี”? ในสายตาของสังคมที่แตกต่างกันไปสำหรับเด็กชายและเด็กหญิง ช่างไม่น่าเชื่อว่า สิ่งนี้ จะส่งผลให้พวกเขามีระดับและสไตล์การเรียนรู้ที่ต่างกัน และส่งผลต่อเนื่องมาตลอดทั้งชีวิตของพวกเขาเลยทีเดียว หากไม่ระวัง
ในงานวิจัยนี้ นักวิจัยแบ่งเด็กชายหญิงออกเป็นสองกลุ่ม และเลือกให้พวกเขาเรียน “กีฬา” เพราะในการเรียนกีฬานั้น เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างเพศได้มากที่สุด และเพื่อให้ผู้เข้าวิจัยไม่สามารถเอาประสบการณ์กีฬาเดิมมาใช้ได้ นักวิจัยจึงออกแบบกีฬาใหม่ขึ้นมาชนิดหนึ่ง เขาตั้งชื่อมันว่า SmackIt Ball ฟังชื่อก็พอเดาออกว่า เป็นการตีลูกบอลด้วยไม้ ลักษณะการเล่น คล้ายเบสบอลค่ะ
ในการสอนนี้ นักวิจัยจะเฝ้าระวัง และสังเกตสไตล์การเรียนรู้ของเด็กทั้งสองเพศอย่างใกล้ชิด ในการสอนครั้งแรก จะใช้ลูกบอลและไม้ที่มีน้ำหนักไม่มากนัก ซึ่งเด็กทั้งสองเพศเรียนรู้ได้ดีเท่าๆ กัน
แต่พอมาในขั้นที่สองนี้ละค่ะ ที่นักวิจัยจ้องผลกันใจจดจ่อ เพราะทีมนักวิจัยจะให้เด็กเปลี่ยนไม้ และเปลี่ยนลูกบอลให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และน้ำหนักมากขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงเน้นการสอนวิธีเดิมอยู่
ตรงนี้ล่ะค่ะ ประเด็นที่สำคัญ
เพราะเมื่อไม้เปลี่ยน บอลเปลี่ยน น้ำหนักเปลี่ยน ขนาดก็เปลี่ยน
แต่ครูยังเน้นการสอนวิธีเดิม
ตรงนี้ล่ะ ที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของการเรียนรู้
ในขณะที่เด็กผู้หญิง ยังคงเชื่อฟัง และตีลูกด้วยวิธีเดิม ที่เธอถูกสอนให้ทำ ตอนที่ไม้และบอลยังไม่หนักมาก และไม่ปรับ ส่งผลให้ ตอนนี้ ที่สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว พวกเธอทำคะแนนได้น้อยลงมาก
ส่วนกลุ่มเด็กผู้ชายน่ะหรือคะ ก็เป็นอย่างที่นักวิจัยคาดไว้ไม่ผิด คือ พวกเขา แม้ยังเป็นเด็ก แต่ด้วยความที่ถูกสอนจนฝังหัวไปแล้วว่า ไม่ต้องฟังผู้ใหญ่ทั้งหมดก็ได้ พอพวกเขาได้สัมผัสลูกบอลที่หนักขึ้น และขนาดไม้ที่เปลี่ยนไป เด็กชายแทบทุกคน จะทำหูทวนลมกับการสอนที่ยังคงย้ำการตีแบบเดิมๆ อยู่ และจัดการเปลี่ยนวิธีการตี การทิ้งน้ำหนักตัว ให้เป็นไปตามความเหมาะสมของขนาดไม้และบอลชุดใหม่ สิ่งนี้ ส่งผลให้คะแนนรวมของกลุ่มเด็กชาย สูงแบบทิ้งห่างกลุ่มเด็กหญิงอย่างมีนัยสำคัญ
การเป็นเด็กดี ทั้งหมดอยู่ที่คำนิยามของผู้ใหญ่นะคะ
จะบอกว่า เด็กผู้ชายกลุ่มนี้ เป็นเด็กไม่ดีก็ไม่ได้
เขาแค่คิดแบบเป็นตัวของตัวเอง และปรับตามสถานการณ์ บางคนอาจบอกว่า นี่คิดแบบกบฏนี่ แต่เราเอง ในฐานะผู้ใหญ่ เราบอกตัวเองได้เต็มปากไหมว่า “เราถูกทุกครั้ง และเด็กผิดทุกครั้ง” แค่เพราะเราเป็นผู้ใหญ่กว่า
การเป็นอะไรๆ ก็มีราคา และมีต้นทุนกันทั้งนั้น
และนี่เอง ในสายตานักวิจัยกลุ่มนี้ อาจเป็นเหตุผลที่เมื่อยังเด็ก เด็กหญิงสอบได้คะแนนรวมคณิตศาสตร์ระดับชาติสูงกว่าเด็กชาย (ในสหรัฐ) แต่เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น จนในระดับไฮสคูล และมหาวิทยาลัย คะแนนรวมของชายกลับดีกว่า เพราะในวัยเด็ก คณิตศาสตร์คือการท่องจำ แต่ยิ่งเรียนสูงขึ้น เราต้องคิดเองและคิดนอกกรอบให้ได้มากๆ
การเป็นเด็กดีนั้นดีแน่ แต่นิยามของเด็กดีของเราคืออะไร และราคาของเด็กดีในบางรูปแบบ ...สูงไปไหมคะ







