
โลกอส โฮป โนอาห์แห่งความรู้คู่มนุษยชาติ
เรามีเหตุผลในการอ่านหนังสือที่ต่างกันออกไป นักเรียนอ่านเพื่อสอบ อาจารย์อ่านเพื่อสอน หลายคนอ่านเพื่อความพึงพอใจในการอ่านส่วนตัวเพราะเขาเป็นหนอนหนังสือ
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์
“เรามีเหตุผลในการอ่านหนังสือที่ต่างกันออกไป นักเรียนอ่านเพื่อสอบ อาจารย์อ่านเพื่อสอน หลายคนอ่านเพื่อความพึงพอใจในการอ่านส่วนตัวเพราะเขาเป็นหนอนหนังสือ แต่เหนือเหตุผลทั้งหมด เราอ่านเพื่อหาความรู้” ลอยด์ นิโคลาส ผู้การเรือโลกอส โฮป เรือหนังสือที่ใหญ่ที่สุดโลก เผยแง่มุมของการอ่านหนังสือที่ทำให้เราทุกคนแสวงหาความรู้ในวันที่ผู้คนทั่วโลกอ่านหนังสือน้อยลง
ท่ามกลางวัฒนธรรมการอ่านของผู้คนทั่วโลกที่เปลี่ยนไป เรือโลกอส โฮป เรือขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุด ที่มีเพียงลำเดียวในโลก ของเรือพันธกิจ GBA Ships e.V. ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลนานาชาติขึ้นทะเบียนที่ประเทศเยอรมนี ยังคงทำหน้าที่เดินทางไปรอบโลกแวะเวียนในประเทศต่างๆ เพื่อจุดประกายความรู้ ให้ความช่วยเหลือและความหวังแก่ผู้คนด้วยความรู้เพื่อนำไปพัฒนาประเทศของพวกเขาต่อไป และล่าสุดก็ได้เทียบที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร เพื่อกระจายความรู้ด้วยหนังสือ และความหวังความช่วยเหลือจากเหล่าอาสาสมัครกว่า 400 คนจาก 43 ประเทศทั่วโลก
อาสาสมัครส่วนใหญ่บนเรือจะต้องประจำการอยู่ประมาณ 2 ปี แต่ละคนจะถูกคัดเลือกจากคริสตจักรของแต่ละประเทศเข้ามาทำงานโดยไม่รับค่าจ้าง แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้รับก็คือความภาคภูมิใจในความเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ อีกทั้งพวกเขาจะฝึกหน้าที่เรียนรู้การเป็นผู้นำจากหลักสูตรพิเศษบนเรือ ฝึกภาษาอังกฤษ เรียนรู้วัฒนธรรมจากเพื่อนๆ ทั่วโลก ได้ล่องเรือเดินทางไปยัง 45 ประเทศ และที่สำคัญที่สุดพวกเขาจะได้อ่านหนังสือดีๆ ที่มีอยู่มากมายบนเรือลำนี้
ณรงค์ ศรีสกุลแพทย์ วัย 28 ปี อาสาสมัครชาวไทย เล่าถึงการทำงานบนเรือว่า แต่ละคนจะมีหน้าที่เท่าเทียมกัน โดยมีตารางเวียนการทำงานและฝึกการเป็นผู้นำ “อย่างชั่วโมงแรกผมอาจอยู่ที่ห้องขายตั๋ว ชั่วโมงต่อมาผมจะทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับ และถัดไปเป็นพนักงานจัดหนังสือ เก็บเงิน สลับกันไปทุกชั่วโมง บางครั้งเราก็ฝึกหน้าที่การเป็นผู้นำโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ แต่สิ่งสำคัญก็คือเราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดได้อย่างไร”
ก่อนหน้าเรือจะเทียบท่าราว 3 เดือน จะมีทีมงานเรือเดินทางมาล่วงหน้า เพื่อขอวีซ่าให้กับสมาชิกทุกคน จัดหาสถานที่ทำกิจกรรม สถานที่ที่เหล่าอาสาจะลงเข้าไปพัฒนาให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งติดต่อขอสปอนเซอร์ ซึ่งสปอนเซอร์ในประเทศไทยก็คือ กลุ่มมิตรผล เป็นสปอนเซอร์หลัก แต่ปีนี้พิเศษตรงที่มีการตอบรับขอร่วมเป็นสปอนเซอร์พร้อมๆ กันก็คือ ซัมซุง เป็นสปอนเซอร์ร่วม
แต่นับเป็นเรื่องที่ดีเพราะการที่มีผู้สนับสนุนจำนวนมากก็จะทำให้ร้านค้าขายหนังสือได้ในราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ ถูกขนาดที่ทำให้หนอนหนังสือชาวไทยนับแสนคนต้องคืบคลานมาที่เรือลำนี้แม้ตัวจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องมาหาซื้อหนังสือติดไม้ติดมือกลับบ้านไปสักเล่มสองเล่ม หากไม่นับค่าเข้าแสนถูกกว่าค่าอาหารกลางวันแค่ 20 บาท
โซนแรกที่เราได้ขึ้นเรือลำนี้ก็คือ โซนแนะนำเรือ เป็นเก้าอี้ลูกเรือให้ทุกคนได้นั่งรอชมก่อนถึงรอบที่ตัวเองสามารถเข้าไปหาซื้อหนังสือภายในได้ ซึ่งจะมีวีดิทัศน์แนะนำประวัติที่มาที่ไปของเรือลำนี้ว่ามีจุดประสงค์อะไร เด็กๆ จะได้เห็นห้องบังคับการเรือจำลองให้จับเล่น รวมทั้งห้องพักลูกเรือจำลองที่อาสาสมัครของเรือต่างเชื้อชาติจะมาอยู่ร่วมกัน
แคท อาสาสมัครสาววัย 25 ปี ชาวอังกฤษ เชื้อสายจีนฮ่องกง บอกว่า สิ่งที่เธอได้รับจากการเป็นอาสาสมัครก็คือ การได้เรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกัน อย่างห้องพักจะเป็นแหล่งรวม 4 เชื้อชาติ ลองนึกภาพดูว่าแต่ละที่นั้นก็มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนต่างทวีปจะแตกต่างกันขนาดไหน เธอจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวอย่างมากในเรื่องการเป็นอยู่ และทุกคนบนเรือลำนี้ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งตัวแคทเองนั้นทำหน้าที่อยู่ฝ่ายไอทีบนเรือตัดต่อวิดีโอของเรือลำนี้ ทั้งที่เรียนจบมาทางด้านจิตวิทยา
ถัดจากส่วนแนะนำเรือ เราก็จะพบกับห้องขายหนังสือที่มีหมวดหมู่แยกย่อยแบบละเอียดยิบ มีตั้งแต่หนังสือของเด็กแรกเกิดไปจนถึงวัยชรา มีตำราเรียนระดับสูง ซึ่งหนังสือเกือบทุกเล่มเรียกว่า ตีพิมพ์ปกแข็งสวยงามอย่างดี แถมยังมีส่วนขายซีดีเพลงแม้จะเก่าบ้าง กล่องพลาสติกแตกหักบ้าง แต่ตัวซีดียังอยู่ในสภาพที่ดี สำหรับร้านหนังสือที่ต้องเดินทางรอบโลก
นอกจากนี้ ก็ยังมีของเล่นเสริมทักษะเด็ก หนังสือนิทาน สมุดระบายสี ขายในราคาที่ถูกกว่าร้านหนังสือตามศูนย์การค้าในบ้านเราเสียอีก โดยราคาขายหนังสือจะคิดเป็น 100 ยูนิตเท่ากับ 80 บาท เฉลี่ยหนังสือปกแข็งดีๆ ที่ขายในบ้านเราจะอยู่ที่ประมาณ 500-600 บาทขึ้นไป แต่ที่ร้านหนังสือลอยน้ำนี้ขายเพียง 160 บาทเท่านั้น
ลอยด์ อธิบายว่า ร้านหนังสือนี้เราจัดเพื่อดึงความสนใจให้ครอบครัวได้มาเยี่ยมเยือนเรา ด้วยหนังสือดีราคาถูกที่มีให้เลือกมากมายสำหรับเด็กๆ และคนรุ่นใหม่ เพราะต้องการให้ทุกคนเข้าถึงหนังสือ ซึ่งราคาก็เป็นอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้คนไม่สามารถเข้าถึงหนังสือที่อยากอ่าน ที่ผ่านมาเราได้พบว่าคนที่อ่านหนังสือตั้งแต่เด็กเขาจะประสบความสำเร็จในชีวิตช่วงต้นๆ ของเขาด้วย
แต่ปัจจุบันทั่วโลกคนอ่านหนังสือลดลงเพราะมีอุตสาหกรรมบันเทิงเข้ามาแบ่งเวลาในการอ่านของพวกเขาไป คนรุ่นใหม่ๆ จะเล่นไอแพดและเข้าอยู่ในอินเทอร์เน็ตมากกว่าหนังสือ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในด้านการศึกษา เพราะความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจจะส่งผลทางด้านสังคม ซึ่งมีตัวแปรอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของความเป็นผู้นำ ถ้าผู้นำขาดการอ่านหนังสือ เขาก็อาจจะขาดทักษะความเป็นผู้นำไป เพราะการอ่านหนังสือมากๆ ผู้อ่านจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองจาก “เลิร์นเนอร์เป็นลีดเดอร์” ในที่สุด
สิ่งที่ลอยด์กล่าวไว้ได้สะท้อนออกมาในการจัดรูปแบบของร้านหนังสือลอยน้ำ ที่ไม่เพียงแต่จะมีหนังสือให้เลือกซื้อเลือกอ่านมากมาย ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้ชีวิต และบอร์ดที่ให้ความรู้ต่างๆ มากมาย ที่เด็กๆ จะได้เดินชมบนเรือลำนี้ สิ่งที่พิเศษมากกว่าเรือลำก่อนนอกจากขนาดร้านที่ใหญ่กว่าเดิมแล้วก็คือมีพื้นที่ร้านอาหารบนเรือ และโซนให้ความรู้พิเศษที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยตัวเองจากพี่ๆ อาสาสมัคร
แม้กระทั่งตัวของผู้การเรืออาวุโสผู้นี้แม้จะอายุมากแล้วก็ตาม เขาก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่ทุกวัน ด้วยเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยและหน้าที่ หนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญที่มีแนวคิดเปลี่ยนโลก หนังสือพัฒนาภาวการณ์เป็นผู้นำ และหนังสือแนวผจญภัยที่เขาชอบก็ยังถูกหยิบขึ้นมาอ่านในเวลาว่าง เพราะเขาเองก็ยอมรับว่า ต้องพัฒนาแนวคิดในการทำงานใหม่ๆ ในฐานะผู้นำของเรือลำนี้อยู่ตลอดเวลา
เพราะโลกกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการอ่านในรูปแบบใหม่ ลอยด์มองว่าในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า การอ่านหนังสือจะมีแนวโน้มไปทางอิเล็กทรอนิกส์เกือบทั้งหมด แต่ถ้าเขาคิดจะหาหนังสือสักเล่มมาอ่านก็ต้องหาซื้อได้แน่นอน แต่ปัจจุบันที่เราอยู่ เท่าที่เห็นจากทุกคนที่ซื้อหนังสือกลับไป ก็ยังมีความสุขกับการได้หยิบจับหนังสือเล่มมากกว่า แต่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องดูกันต่อไปว่าอีบุ๊กจะเข้ามาแทนที่หนังสือได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งตัวเขาเองก็มักจะหยิบไอแพดขึ้นมาอ่านข่าวอยู่เป็นประจำเช่นกัน
แต่อย่างน้อยเรือลำนี้ก็ได้จุดประกายมุมมองในการอ่านหนังสือ เพื่อพัฒนาคนพัฒนาโลกด้วยความรู้ที่มนุษยชาติร่วมกันถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ต่อไป ตั้งแต่ โลกอส โฮป ลำนี้เริ่มภารกิจมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ก็สามารถขายหนังสือไปได้แล้วกว่า 3 ล้านเล่ม และมีผู้สนใจเยี่ยมชมเรือมากกว่า 2.6 ล้านคน ซึ่งเรือลำนี้รับจำนวนผู้ชมเรือได้สูงสุด 450 คนต่อรอบเวลาเข้าชมเท่านั้น โดยเรือจะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.30 น. ไปจนถึงวันที่ 11 มี.ค. 2556 นี้เท่านั้น
หลังจากผมเดินลงจากเรือโลกอส โฮป ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ส่วนตัวผมเองคิดว่าเรือลำนี้คือเรือโนอาห์ของหนังสือที่รวมความรู้ของมนุษยชาติโดยแท้ และเราก็ควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ด้วยการอ่านหนังสือหาความรู้เสริมความคิดให้ดียิ่งขึ้น







