
ความรู้แสวง
เป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า “ความรู้” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต ใครมีความรู้ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จ ใครที่ไม่มีความรู้ชีวิตก็ลำบาก
เป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า “ความรู้” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต ใครมีความรู้ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จ ใครที่ไม่มีความรู้ชีวิตก็ลำบาก
โดย...วีรณัฐ โรจนประภา www.veeranut.com, www.facebook.com/kidmai
เป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า “ความรู้” เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต ใครมีความรู้ชีวิตก็จะประสบความสำเร็จ ใครที่ไม่มีความรู้ชีวิตก็ลำบาก นั่นจึงเป็นเหตุให้เราทุ่มเทเต็มที่กับการศึกษาก็เพื่อหวังในความสำเร็จนี่เอง แต่ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวความรู้เองก็คือ
“วิธีการได้มาซึ่งความรู้”
ในภาคการศึกษามีทฤษฎีว่าด้วยการได้มาซึ่งความรู้อยู่ 2 ทฤษฎี
หนึ่งนั้นเชื่อว่าการที่ใครสักคนจะได้มาซึ่งความรู้นั้นต้องผ่านการเรียนรู้ อาจจะเป็นการเรียนในห้องเรียน การอ่านจากตำรา หรือแม้แต่ไม่เป็นทางการอย่างการฟังคนอื่นคุยกัน การบังเอิญเดินไปเห็น มาสะสมเข้ามาเป็นความรู้ของแต่ละคน คนที่รู้มากคือคนที่เรียนมาก อ่านมาก ฟังมาก สังเกตมาก และยังนำมาประมวลผลเป็นองค์ความรู้ได้
ส่วนอีกทฤษฎีคือความรู้นั้นเป็นเสมือนของกลาง เป็นคลังข้อมูลใหญ่ที่ใครทำอะไรได้ผลอย่างไรก็รวบรวมเก็บไว้ในคลังนี้ การได้มาซึ่งความรู้นี้จึงไม่ใช่การเดินทางไปแสวงหาที่ใด แต่เป็นการเข้าถึงคลังข้อมูลกลางนี้ ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้จึงไม่ใช่ตาในการอ่านตำรา ไม่ใช่หูในการฟังคำสอน แต่คือการทำจิตให้เป็นสมาธิแล้ว “หยั่ง” เข้าไปรู้ ผู้รู้บางท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนการ “ปลั๊ก อิน” (Plug In) ต้องการรู้เรื่องใดก็ต่อแล้วดึงความรู้นั้นออกมา
คุณเชื่อทฤษฎีไหนครับ ?
ผมเชื่อแบบหลัง โดยเหตุผลก็คือผมมักสงสัยเสมอว่าคนหรือสัตว์ที่เกิดมานั้นหลายเรื่องไม่เห็นต้องมีใครสอนก็ทำกันเป็น ไม่เห็นต้องสอนสัตว์เกิดใหม่ให้ควานหาหัวนมแม่เพื่อดูด ไม่ต้องสอนว่ายามเจอไฟลวกต้องดึงมือหลบ ไม่ต้องสอนว่าจะร่วมเพศกันอย่างไร ฯลฯ
บางท่านอาจแย้งว่านั่นล้วนเป็นสัญชาตญาณที่สัตว์มีกันตั้งแต่เกิด!
ก็ถูกครับ แต่น่าคิดไหมว่าแล้วตัวสัญชาตญาณ หรือความรู้ที่จะกิน หนีภัย สืบพันธุ์ต่างๆ นั้นมาจากไหน
นอกจากสัญชาตญาณแล้วยังมีอีกหลายตัวอย่างที่เราได้ยินบ่อยๆ อย่างเช่น คนที่โลกเชิดชูว่าเป็นอัจฉริยะจำนวนมากที่ได้ชุดความรู้ที่สร้างชื่อให้เขานั้นยามที่จิตใจสบายหรือเป็นสมาธิ ที่ดังที่สุดเห็นจะเป็น “อาร์คิมิดีส” กับคำอุทานบันลือโลก “ยูเรกา”
หรือที่น่าทึ่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นความรู้ในพระไตรปิฎกที่หลายเรื่องชวนตะลึงว่าพระพุทธองค์ท่านทรงทราบได้อย่างไรในยุคที่ไม่มีตำราสอน ดังนั้นวิธีการแสวงหาความรู้ของพระองค์จึงน่าจะเป็นการได้ความรู้ในอีกแบบจนท่านได้รับการสรรเสริญว่าเป็น “สัพพัญญู” รู้ในทุกสิ่ง
พระสูตรที่ชวนทึ่งพระสูตรหนึ่งก็คือ พระสูตรว่าด้วยกำเนิดของมนุษย์ที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกมาหลายพันปีแล้วเกี่ยวกับวิวัฒนาการในครรภ์ของมนุษย์ ท่านตรัสว่า
สัปดาห์แรกเล็กมากจนมองไม่เห็น ใสดุจน้ำมันเนย
สัปดาห์ที่สองมีลักษณะข้นขึ้นดุจน้ำล้างเนื้อ
สัปดาห์ที่สามเป็นเหมือนชิ้นเนื้อ
สัปดาห์ที่สี่เป็นก้อนเนื้อรูปทรงคล้ายไข่
สัปดาห์ที่ห้าแตกออกเป็น 5 ปุ่ม (หัวแขน 2ขา 2)
สัปดาห์ที่เจ็ดประสาทตาเริ่มพัฒนา
สัปดาห์ที่แปดประสาทหูเริ่มพัฒนา
สัปดาห์ที่เก้าประสาทจมูกเริ่มพัฒนา
สัปดาห์ที่สิบประสาทลิ้นเริ่มพัฒนา
ถามว่าท่านทราบได้อย่างไร ขนาดยุคนี้มีเครื่องอัลตราซาวด์อย่างละเอียดแล้วยังอาจตรวจไม่เจอตอนช่วงแรกด้วยซ้ำว่ามีการตั้งครรภ์ จะบอกว่าก็เพราะเป็นพระพุทธเจ้าไง ท่านเป็นศาสดา ท่านมีญาณวิเศษกว่าคนทั่วไป ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าการได้มาซึ่งความรู้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้การหาข้อมูลโดยตรง แต่สามารถได้จากการทำงานภายในจิตใจ
นี่แหละครับผมถึงเลือกที่จะเชื่อวิธีการแสวงหาความรู้ในแบบหลัง ยิ่งเมื่อได้มาสนใจศึกษากลไกทางนามธรรมมากขึ้นจนเชื่อแน่ได้ถือการมีอยู่จริงของนามธรรม ดังนั้นเมื่อใครมีความรู้เรื่องใดขึ้นมาแล้วความรู้หรือนามธรรมนี้จึงควรมี “ที่อยู่” ซึ่งก็คืออยู่ในธรรมชาตินั่นเอง
ดังนั้น ใครอยากมีความรู้มากจึงควรให้ความสนใจกับวิธีการได้มาด้วย หากเราใช้วิธีแบบใด เราก็จะได้ภูมิความรู้แบบนั้น ถูกจำกัดแค่ประสิทธิภาพของวิธีการนั้น ดังนั้นหากคุณเชื่อเหมือนผมคือมีคลังความรู้อยู่และอยากจะเข้าถึงก็ควรจะฝึก “สมาธิ” กันให้มากครับ
แต่แม้ใครจะเชื่อวิธีได้ความรู้แบบแรกคือ การต้องหาข้อมูลมาป้อนให้ตัวก่อน ก็ยังต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมโยงสร้างเป็นชุดความรู้ใหม่ นำมาสร้างประโยชน์ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ผู้ทำต้องมีจิตใจที่สะอาด มองเห็นความรู้ชุดต่างๆ ชัด เพื่อจะได้เชื่อมโยงหรือบูรณาการความรู้ได้
หากเปรียบก็เหมือนโต๊ะทำงานที่ต้องเป็นระเบียบไม่มีของเกะกะ รกโต๊ะจนหาชิ้นงานที่ต้องการไม่เจอ โต๊ะต้องเป็นระเบียบถึงจะสามารถนำชิ้นงานมาต่อได้อย่างถูกฝา ถูกตัว ซึ่งการเคลียร์โต๊ะนี้ก็คือการทำสมาธินั่นเอง
เขียนเทียบ 2 ทฤษฎีก็เพื่อรวมลงสิ่งเดียว สำหรับผู้ที่ต้องการความรู้เพื่อไปใช้พัฒนาตนเองและหน้าที่การงานนั่นคือต้องหมั่นทำสมาธิ มิใช่เอาแต่เรียนแยกส่วนออกนอกตัวไปสารพัดเรื่อง แตกแขนงกิ่งก้านสาขาไปไม่รู้จักจบซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่นิ่ง การทำสมาธิก็เหมือนการศึกษาย้อนกลับเข้ามาข้างในจิตใจตนเองอันเป็นที่ที่ขุมทรัพย์ล้ำค่าที่คุณแสวงหาตั้งอยู่
สรุปจบบทนี้ผมขอนำคำฝากจากครูบาอาจารย์ที่ท่านมอบไว้ให้ว่า
“ไม่ว่าจะจบมากี่ (หลัก) สูตรก็ไร้ค่าหากไม่รู้สูตรจบ”
ลองเอาเครื่องมือ (สมาธิ) นี้ไปเรียนสูตรจบกันนะครับ!







