
วัฒนธรรมสีเขียว : หนึ่งเดียวในโลก
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
เมื่อวันอังคารที่ 18 ธ.ค. 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดพิธีมอบเกียรติบัตรโครงการพัฒนาสถานประกอบการสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ประจำปี 2555 ในงานสัมมนา “ก้าวต่อไป...อุตสาหกรรมสีเขียวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นเกียรติแก่สถานประกอบการที่ผ่านการตรวจประเมิน “อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4” (วัฒนธรรมสีเขียว) อันเป็นการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อจะได้สามารถอยู่ร่วมกับสังคมและชุมชนได้อย่างยั่งยืน
กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลภาคอุตสาหกรรม ยังมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้สถานประกอบการมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จึงมีแนวความคิดที่จะเชิญชวนให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่องสู่การเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว”
“อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) แบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว (Green Commitment) ระดับที่ 2 ปฏิบัติการสีเขียว (Green Activity) ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว (Green System) ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) และระดับที่ 5 เครือข่ายสีเขียว (Green Network)
นับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน การดำเนินโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ได้รับการตอบรับอย่างดีจากภาคอุตสาหกรรมโดยมีสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นจำนวนมาก และผ่านการประเมินแล้วจำนวน 3,667 ราย แบ่งเป็นระดับที่ 1 จำนวน 1,619 ราย ระดับที่ 2 จำนวน 870 ราย ระดับที่ 3 จำนวน 1,162 ราย และระดับที่ 4 จำนวน 30 ราย และยังมีสถานประกอบการอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างรอการตรวจประเมินอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 และระดับที่ 5
ความเป็นจริงของบ้านเราในวันนี้ ก็คือความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่เข้าใจกันระหว่างโรงงานกับชุมชนโดยรอบโรงงานได้ขยายวงกว้างขึ้น โดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะสามารถอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่กำจัดมลพิษสิ่งแวดล้อมได้ หรือลดระดับปัญหาจนอยู่ในมาตรฐานสากลได้ แต่ชุมชนก็ไม่วางใจและไม่เชื่อในคุณภาพของผู้ประกอบกิจการโรงงาน จนถึงขนาดไม่เชื่อมั่นในผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ว่าได้มาตรฐานจริง ตลอดจนการไม่เชื่อมั่นในระบบราชการ จึงแทบจะไม่มีโรงงานที่ไม่ถูกร้องเรียน การร้องเรียนจำนวนไม่น้อยที่ขยายผลสู่การชุมนุมประท้วงไม่ให้โรงงานตั้งใหม่ หรือประกอบกิจการต่อไป
วันนี้สถานประกอบการ โรงงาน และสังคมไทย จึงต้องเลือกระหว่างการมีโรงงานที่เป็น “Green Industry” หรือจะไม่มีโรงงานใหม่อีกต่อไป “No Industry”
“อุตสาหกรรมสีเขียว” ในวันนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะลดความขัดแย้ง และสร้างความไว้วางใจระหว่างโรงงานและชุมชนได้มากขึ้น
สถานประกอบการที่ได้เป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” ทั้งในระดับเริ่มต้น ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงนโยบายและความมุ่งมั่น ไปจนถึงระดับที่ 4 ของการมีวัฒนธรรมที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้พิสูจน์ให้สังคมไทยและสังคมโลกได้ประจักษ์แล้วว่า การเดินไปสู่เส้นทางดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติและผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย โดยสามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้น สร้างการยอมรับของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญคือเป็นหลักประกันถึงความยั่งยืนของธุรกิจอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะสถานประกอบการทั้ง 17 ราย ที่ได้รับการตรวจประเมินว่ามี “วัฒนธรรมสีเขียว” จากจำนวนโรงงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นกว่า 3,600 ราย ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำภาคอุตสาหกรรมของการมีวัฒนธรรมสีเขียว ซึ่งทั้งรัฐบาล ประชาชน และกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเชื่อมั่นว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชนและสังคมไทยโดยรวม และยังสามารถช่วยเหลือภาคราชการในการเป็นพี่เลี้ยงให้กับสถานประกอบการอื่นๆ เพื่อนำพาให้เข้าสู่กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะทำให้อุตสาหกรรมประเภทที่อาจส่งผลกระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” ทั้งหมด
ขณะนี้ภาพลักษณ์ใหม่ของโรงงานอุตสาหกรรมไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย ดังที่เห็นได้จากการเข้าร่วมในโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ผลแห่งความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมไทยในการพัฒนาคุณภาพอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืนที่ทำให้เกิดความสมดุลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงเป็นก้าวสำคัญของไทยที่สามารถก้าวข้ามการประกอบกิจการอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ ที่มุ่งแต่ผลกำไรทางตัวเงินเป็นหลัก
การได้รับใบรับรอง “อุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 : วัฒนธรรมสีเขียว” ของผู้ประกอบกิจการทั้ง 30 ราย ถือเป็นความน่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งของสถานประกอบการเองและภาครัฐ เพราะต้องผ่าน “เกณฑ์การตรวจประเมิน” ที่เข้มข้น ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสามารถของผู้บริหาร ที่ทำให้ผู้คนทุกระดับในองค์กรมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนเป็น “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เป็นรากแก้วของการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
ผมขอชื่นชมและปรบมือให้กับสถานประกอบการทั้ง 30 ราย ที่เป็น “คณะแรก” ของประเทศไทย (และโลก)
เพราะ “วัฒนธรรมสีเขียว” เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไทยหนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งเกิดจากการแปลงแนวความคิดเรื่อง “Green Industry” ของสากล สู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเป็น 5 ขั้นบันได (5 ระดับ) ของไทย
หากไม่เชื่อ ก็ลองเปิด Internet ค้นหาดูก็ได้ ครับผม!







