
เห็นตีนงู
โดย...จำลอง บุญสอง
โดย...จำลอง บุญสอง
มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 24 พ.ย. 2555 หน้า 5 ลงข่าวว่า เอกชน นักวิชาการ รุมค้านย้าย อพท. หรือองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากสำนักนายกรัฐมนตรีไปอยู่ภายใต้การกำกับการดูแลของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานการท่องเที่ยว และเพื่อให้มีการบูรณาการการท่องเที่ยวให้เป็นเอกภาพขึ้น
ผู้คัดค้านให้เหตุผลกันไปต่างๆ นานา เช่น เทิดชาย ช่วยบำรุง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการจัดการการท่องเที่ยวแบบบูรณาการของนิด้า และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการการท่องเที่ยวภายในขององค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ที่กล่าวว่า อพท.กับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกัน อพท.เป็นผู้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ททท.เป็นผู้ทำการตลาด และกระทรวงเป็นผู้กำหนดนโยบาย ส่วนอำนวยการ สุรเชษฎ์ เชษฐมาส นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ ก็ให้เหตุผลว่า อพท.ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ภายใต้การกำกับอำนาจจากกระทรวง ฯลฯ
การรวบรวมหน่วยงานการท่องเที่ยวให้ไปอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงเพื่อให้เกิด Single Command นั้น เป็นเรื่องสามัญของการบริหารจัดการองค์กรของทั้งเอกชนและราชการทั่วโลก และเชื่อว่าผู้คัดค้านในเรื่องนี้ดี แต่ปมที่น่าสงสัยก็คือ ทำไมผู้ที่ออกมาต่อต้านการยุบรวมเหล่านั้นถึง “หวาดกลัว” การยุบรวมหน่วยงานการท่องเที่ยวจากสำนักนายกฯ ไปอยู่ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ
ทำไมการยุบรวมหน่วยงานในกระทรวงอื่นๆ คนเหล่านั้นจึงไม่ออกมาคัดค้าน?
การคัดค้านนี้เป็น “ปัญหาบุคคล” หรือเป็น “ปัญหาหลักการ” ?
ถ้าไม่ใช่ ชุมพล ศิลปอาชา อยู่ภายใต้เงาทะมึนของ บรรหาร ศิลปอาชา แล้ว ถ้าไม่ใช่พรรคชาติไทยสืบมาจนเป็นชาติไทยพัฒนาที่บริหารกระทรวงนี้มาเกือบ 10 ปีแล้ว
การคัดค้านเรื่องนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร?
ผู้คัดค้านไปเห็น “ตีนงู” หรือไปเห็น “นมไก่” เข้าหรือ จึงออกมากระต๊ากๆ กันให้ขรมอย่างนั้น?
พักเรื่องการคัดค้าน อพท.ไปขึ้นต่อกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เอาไว้แค่นั้น มาพูดถึงเรื่องพีอาร์หรือองค์กรประชาสัมพันธ์กันบ้าง เพราะปัจจุบันไม่ว่าองค์กรรัฐหรือองค์กรเอกชนต่างล้วนใช้งานพีอาร์กันทั้งนั้น บริษัทพีอาร์เหล่านั้นมีทั้งตั้งขึ้นมาโดยบริสุทธิ์ใจก็มี ตั้งขึ้นมาเพื่อรับจ๊อบของนักการเมืองก็มี ตั้งขึ้นรองรับโปรเจกต์ของหน่วยงานนั้นๆ ก็มี พีอาร์เฉพาะกิจเฉพาะกาลเหล่านั้น ถ้าไม่ใช่ลูกหลาน เมียน้อยนักการเมืองแล้ว ผู้รับจ๊อบก็ต้อง “ทอนเงินคืน” ให้ผู้อนุมัติหรือเจ้าของโปรเจกต์เสมอ เข้าทำนอง “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” หรือ “วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่ง” อะไรทำนองนั้น
สมัยก่อนเงินทอนมีแต่เรื่องการก่อสร้าง การค้า เดี๋ยวนี้ระบาดมาถึงวงการพีอาร์ เพราะพีอาร์เป็นธุรกิจที่ทำง่ายได้เงินมากถ้าเข้าถูกจุด
นักข่าวหลายคนที่เข้าใจกลไกข่าวลาออกไปทำพีอาร์อย่างได้รับผลสำเร็จ นักข่าวหลายคนทำงานพีอาร์ทั้งๆ ที่อยู่ในคราบนักข่าว องค์กรข่าวหลายองค์กรใช้นักข่าวใช้หน้าข่าวทำพีอาร์หาเงินเข้าบริษัทและเข้ากระเป๋าตัวเอง ผู้นำองค์กรบางคนใช้อำนาจหน้าที่เอา Advertorial ของบริษัทที่ตนมีส่วนได้ส่วนเสียมาลงในสื่อที่ตนรับผิดชอบ เส้นแบ่งระหว่างนักข่าวที่ปลอดจากพันธนาการของทุนกับนักข่าวที่ทำงานให้ทุน และการเมืองเผด็จการไม่สามารถแยกออกได้อย่างชัดเจนในสังคมทุนนิยมไทย
สื่อตัวเล็กตัวน้อยทำงานไป... ลำบากใจไปครับ!







