
สามารถ สุทะ ทุกลมหายใจเพื่อเด็กและธรรมชาติ
เพิ่งเข้ารับรางวัล โครงการ “ข้าราชการไทย ใจสีขาว” ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
เพิ่งเข้ารับรางวัล โครงการ “ข้าราชการไทย ใจสีขาว” ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม ไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2555 ที่ผ่านมา สำหรับ “สามารถ สุทะ” ครูสอนประจำห้องเรียน สาขาเรือนแพ โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งตั้งอยู่กลางแม่น้ำปิง เหนือเขื่อนภูมิพล
ครูสามารถ เกิดที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย แต่ไปมีอนาคตรุ่งเรืองที่ จ.ลำพูน โดยเส้นทางเริ่มจากการบวชเป็นสามเณรเรียนหนังสือที่โรงเรียนปริยัติธรรมที่วัดใน จ.ลำพูน โดยการสนับสนุนส่งเสริมจากพระอาจารย์รูปหนึ่งจนจบ ม.6 แล้วส่งให้เรียนต่อปริญญาตรี ที่วิทยาลัยพลศึกษา จ.เชียงใหม่ จบแล้วมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนเอกชนในเมืองลำพูน 4 ปี ก่อนจะมาสมัครสอบครูของรัฐและรับราชการครูมาถึงวันนี้
“ครอบครัวผมยากจนพ่อก็เลยเอามาฝากที่วัด ต่อมาบวชเป็นสามเณรที่วัดแห่งหนึ่งในตัวเมือง จ.ลำพูน แล้วพระอาจารย์ท่านหนึ่งส่งให้เรียนปริยัติสามัญจนจบ ม.6 จากนั้นก็ส่งเรียนปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา เอกประถม ที่วิทยาลัยพลศึกษา จ.เชียงใหม่ จบมาไปเป็นครูสอนในโรงเรียนเอกชน 4 ปี แล้วไปสมัครสอบบรรจุครูของรัฐได้ รับราชการครูเรื่อยมาถึงวันนี้ก็ประมาณ 8 ปีแล้ว”
ครูสามารถมีวิริยะและจิตใจที่เสียสละแรงกล้า มีฉันทะในการทำหน้าที่ครูเต็มร้อย ไม่มีอิดออด จะเมื่อยล้าแค่ไหนก็ยิ้มได้ตลอด ไม่รู้จักคำว่าเบื่อในการให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ เรียกว่ามีวิญญาณของความเป็นครูเต็มเปี่ยม
“ผมเป็นครูสอนคนเดียวของโรงเรียนเรือนแพนี้มา 7 ปีแล้วครับ โดยห้องเรียนสาขาเรือนแพ จะมีแพ 2 หลัง โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เช่าให้ 1 หลัง อีก 1 หลัง สโมสรโรตารีสากลทำให้ และมีห้องสมุดเล็กๆ 1 ห้อง ซึ่งผมทำขึ้นเองโดยความช่วยเหลือของเอกชนและเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน”
ครูสามารถ บอกว่า เด็กนักเรียนในปีการศึกษานี้ มีทั้งหมด 7 คน ครบทุกชั้นเรียน ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป.6 เด็กๆ ก็เป็นลูกของชาวประมงที่ทำประมงเหนือเขื่อนทั้งสิ้น พวกเด็กๆ ต้องใช้ชีวิตกิน นอน และเรียน ที่แพกับตนตลอด 4 คืน 5 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยพ่อแม่จะนำลูกมาส่งที่โรงเรียนเรือนแพในเช้าวันจันทร์ จากนั้นเด็กทุกคนก็เป็นหน้าที่ของตนที่ต้องดูแล เรียกว่าตนเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่ เพื่อน ครู ภารโรง พ่อครัว หมอ ทุกอย่าง
“ผมจะเดินทางมาสอนนักเรียนของผมที่เรือนแพทุกวันจันทร์แล้วกลับวันศุกร์ตอนเย็นเหมือนกับพวกเด็กๆ ที่มาวันจันทร์กลับวันศุกร์ แต่ระยะทางของผมค่อนข้างไกล เพราะผมขับรถยนต์จากบ้านพักในตัวเมืองลำพูนมาที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิงราวๆ 180 กิโลเมตร แล้วจอดรถไว้ที่อุทยาน จากนั้นขับเรือยนต์ที่ท่าเรือแก่งก้อ ซึ่งอยู่ในอุทยานไปที่โรงเรียนเรือนแพอีก 1 ชั่วโมง” ครูสามารถเล่าถึงการเดินทางมาสอน
ด้านการเรียนการสอนคุณครูบอกว่า สอนทุกวิชาเหมือนในโรงเรียนประถมของรัฐทั่วไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่พยายามปลูกฝังอยู่เสมอก็คือ การสอนให้พวกเด็กๆ รู้จักรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการรักษาแหล่งน้ำบริเวณที่ซึ่งเป็นเหมือนพื้นดินที่พวกเขาได้อาศัยอยู่
“ไม่เฉพาะวิชาความรู้ในตำราเท่านั้นที่ผมให้กับพวกเขา แต่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ผมพยายามปลูกฝังและสอนพวกเขาตลอดให้รู้จักหวงแหน รักษา ไม่ให้ทำลาย ไม่ว่าป่าไม้ แหล่งน้ำ เช่น เรื่องขยะ ผมจะสอนให้เขารู้จักการทิ้งขยะให้เป็นที่ และรู้จักการคัดแยกขยะ
เมื่อถึงเวลาเก็บขยะรอบๆ เรือนแพ พวกเขาก็รู้ว่าขยะอันไหนมีพิษ ไม่มีพิษ อันไหนมีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ และรู้ว่าขยะอันไหนต้องกำจัดอย่างไร ที่สำคัญพวกเขายังนำสิ่งที่ผมสอนนี้ไปบอกกับพ่อแม่ของเขาด้วย
เป็นที่น่าดีใจว่าก่อนที่ผมจะมาสอนที่นี่พวกเด็กๆ รวมถึงพ่อแม่ของเขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้เลย เวลากินอะไร ก็จะทิ้งลงน้ำหมด แต่หลังจากที่พวกเขามาเรียนกับผม ทุกแพจะมีถุงใส่ขยะของตน ไม่ได้ทิ้งลงน้ำอีกแล้ว อันไหนที่กำจัดได้โดยการฝังก็เอาไปฝัง อันไหนกำจัดไม่ได้ เช่น ขวดน้ำพลาสติก ขวดน้ำปลา พวกเด็กๆ ก็จะเอามาให้ผมซึ่งผมจะเอาใส่ถุงดำไปทิ้งที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง ซึ่งที่นั่นจะมีการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ” ครูผู้เสียสละกล่าว
ครูสามารถ บอกว่า ทุกวันนี้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าต่างๆ เช่น ป่าไม้ ต้นไม้ เหลือน้อยเต็มที แหล่งน้ำที่สะอาดก็หายากมาก ส่วนใหญ่มีแต่แหล่งน้ำสกปรก ไม่ว่าจะไปที่ไหนๆ ก็เห็นทุกที่
“จึงอยากฝากให้ทุกคนหันมาใส่ใจในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มาก ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าจะช่วยได้ดีก็คือ ต้องปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เหมือนเช่นเด็กๆ โรงเรียนเรือนแพที่มีไม่กี่คนนี้ แต่ก็ทำให้เห็นแล้วในครอบครัวของเขา” ครูผู้เสียสละทิ้งท้าย







