
ทิเบต # 1
มีโอกาสได้ไปประเทศธิเบตเพราะบรรดาแฟนคลับของสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 95
โดย...ปู โลกเบี้ยว
มีโอกาสได้ไปประเทศธิเบตเพราะบรรดาแฟนคลับของสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 95 โหวตให้กับบรรดาดีเจที่เขาชื่นชอบได้เดินทางไปท่องเที่ยวในกิจกรรมที่ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 95 จัดไว้คืนกำไรให้กับคนฟัง ด้วยการส่งฝาเอ็ม 150 เข้าไปเชียร์ว่าใครจะได้ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในกิจกรรม ซุปเปอร์สตาร์ฮาเฮ อะราว เดอะเวิลด์ กับคริสตี้ กิ๊บสัน นักร้องลูกทุ่งฝรั่งหัวใจคนไทย และแล้วปูก็ได้จำนวนโหวตมากถึงสองหมื่นฝ่า ความโชคดีจึงบังเกิดให้ปูได้เดินทางไปยังหลังคาโลก ดินแดนแห่งพุทธศาสนา
เขาว่ากันว่าน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้ไปเยือน เพราะมันทั้งหนาวทั้งไม่มีออกซิเจนไว้หายใจ ใครไม่แข็งแรงพออย่าได้คิดที่จะไปเลย พอฟังแล้วตกลงโชคดีละเปล่าเนี้ย แต่ปูก็มีความผูกพันกับความเป็นทิเบตมานานพอสมควร เพราะ พี่ไอรีน ออง อาจารย์ผู้สอนวิชาฮวงจุ้ยให้ นางเป็นผู้ที่มีความศรัทธาในคำสอนและหลายๆ สิ่งในทิเบตมาก เคยนิมนต์พระลามะเข้ามาทำพิธีกรรมหลายๆ อย่างในประเทศไทยอยู่หลายต่อหลายครั้ง อย่างเช่น กิจกรรมมันดาลาทรายที่สร้างโดยแม่ชีและพระลามะของทิเบตที่วัดธรรมปัญญาราม บางม่วง นครปฐม ไงล่ะ หรือถึงขนาดพาปูไปพบพระลามะที่เนปาลมาแล้ว แต่เนปาลก็แค่ริมๆ ของทิเบตอ่ะนะ แต่ขนาดยังไม่ถึงทิเบตทั้งสถานที่และบรรยากาศก็ทำให้ปูขนลุกได้ตลอดเวลา ยิ่งตอนที่พระลามะสี่ร้อยและแม่ชีสี่ร้อยคนสวดมนต์ในโบสถ์ แล้วปูอยู่ท่ามกลางพระและแม่ชีเหล่านั้นก็สุดยอดแล้วล่ะ ก็ไม่คาดคิดว่าจะได้มีโอกาสไปเหยียบหลังคาโลกดินแดนทิเบต ทิเบตคือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน คือยานใหญ่ ที่ใหญ่มากก็เพราะว่าเขามีความเชื่อในเรื่องการกลับมาเกิดใหม่ของบรรดาลามะผู้ที่มีความรู้ทางธรรมทั้งหลายจะได้กลับมา เพื่อถ่ายทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าให้แผ่ขยายออกไปนั้นเอง แต่ศาสนาพุทธในประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่จะเป็นหินยาน คือยานเล็กๆ คือมีความเชื่อว่าเมื่อตายแล้วจะนิพพานคือไม่กลับมาเกิดใหม่อีกแล้วไงล่ะ
แค่เตรียมตัวไปก็หนาวแล้ว คือต้องออกกำลังกายทำตัวให้แข็งแรง รับประทานยาจีนเพื่อให้เพิ่มออกซิเจนในร่างกาย แล้วต้องไปตรวจสภาพร่างกายให้แพทย์รับรองว่าสามารถไปทิเบตได้ ก็เที่ยวอวดใครต่อใครว่าจะไปทิเบตไง มีเสียงตามสายขู่กันมาเลยว่าเฮ้ย...! จะไหวเหรอ? รุ่นพี่คนหนึ่งบอกเพื่อนพี่เพิ่งตายหลังจากกลับจากทิเบต ส่วนอีกคนบอกพี่อ่ะนะจัดทัวร์มาหลายทัวร์แล้วแต่ถ้าไปทิเบตกลับมามักมีคนตายปางตายป่วย โดยเฉพาะเมียพี่หน้างี้บวม สั่งน้ำมูกออกมาเป็นลิ่มเลือดเลยอ่ะ ฟังแล้วท้อเลย พอถามหัวหน้าทัวร์ที่จะนำเราไปทิเบตบอก โหย...! ไม่ขนาดนั้นหรอกครับพี่ ตั้งแต่พาทัวร์ไปเนี้ยก็มีอายุ 55 ปี ที่ร่างกายเขาค่อนข้างอ่อนแอแค่หน้าเขียวหายใจไม่ออกก็ส่งกลับครับ มันไม่ได้อยู่ที่อายุมากน้อยมันอยู่ที่ร่างกายแข็งแรงและใจสู้ขนาดไหน อีกอย่างปัจจุบันนี้ทิเบตก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ มีความเจริญพอ ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนซะหน่อย แค่มีอากาศที่หนาวเย็นและออกซิเจนค่อนข้างน้อยเท่านั้นเอง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ออกซิเจนกระป๋องคอยช่วยเหลือ ควรค่อยๆ หัดหายใจด้วยตัวเองพยายามทำอะไรช้าๆ เข้าไว้ อย่ารีบเร่งจะดีกว่า ไม่งั้นคงต้องพึ่งพากระป๋องออกซิเจนไปตลอดเส้นทาง
ทิเบตที่เห็นในหนังภาพยนตร์น่ะเขาต้องขับรถขึ้นเขาไปไกลๆ อีกเป็นร้อยกิโลแน่ะ แต่เนี้ยเราไปแค่ในเมือง พยายามอย่าไปถ่ายภาพในสถานที่ที่เขาไม่อนุญาติไม่งั้นเขาริบเก็บกล้องของเราไปเลย อาจจะสื่อสารกันลำบากหน่อยเพราะพวกเขาไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษกัน พยายามอย่าขนสัมภาระเอาไปให้มากนักเพราะต้องเดินทางตลอดยิ่งตอนขึ้นรถไฟสายยาวที่สุดในโลกตลอด 24 ชั่วโมงแล้วยิ่งลำบาก เพราะถ้าสัมภาระมากไม่สามารถเก็บไว้ใต้เบาะที่นั่งได้ก็ต้องไปฝากไว้ยังโบกี้ขนสัมภาระ กว่าจะได้กระเป๋าคืนวุ่นวายแล้วนาน ล่อไปเป็นวันๆ เลยล่ะ เวลาจะชวนเพื่อนๆ ดูอะไรพยายามอย่าใช้นิ้วชี้สถานที่ต่างๆ เพราะที่ทิเบตเขาถือว่าไม่สุภาพ ให้ใช้ผายมือเอาจะสุภาพกว่า
แค่เนี้ย... ไม่เห็นจะมีอะไรหนักหนาสาหัสเลย แต่ก็มีอีกหลายๆ เสียงก็ว่า "ไม่ใช่ว่าใครก็ได้นะที่จะได้ไปเหยียบทิเบตหลังคาโลกกันได้ง่ายๆ เออ... จริงแฮะ แม่ชี Songmo ที่เนปาลยังเอสเอ็มเอสมาเป็นกำลังใจเลยว่า “WOW ... that's great ... I also want to go to TIBET one day” เลยอ่ะ แล้วเราจะมัวกลัวอะไรอยู่ล่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้รู้ไปเลยว่า... ที่เขาว่า หายใจไม่ออกน่ะมันเป็นยังไงงงง







