
ยั่งยืนจริงหรือ
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
โดย...วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ตั้งแต่แนวความคิดและกระแส “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) ได้แพร่สะพัดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เป็นผลให้มีการกำหนดมาตรฐาน ISO26000 (มาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากลในช่วงใกล้เคียงกัน องค์กรขนาดใหญ่หลายๆ แห่ง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็ได้ขานรับและได้แสดงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของตนเองรับทราบว่า นโยบายและกระบวนการทางธุรกิจของพวกเขาให้ความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค
การจุดกระแส CSR ก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ “ความยั่งยืน” ขององค์กร หรือ “Sustainability” ที่เน้นสร้างความสมดุลของมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในองค์กร (Triple Bottom Line) จนกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของแนวทาง “อุตสาหกรรมสีเขียว” หรือ “Green Industry” ของกระทรวงอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี องค์กรที่ประสงค์จะพัฒนาตนเองไปถึงระดับความยั่งยืนนั้นมี 2 แบบ คือ องค์กรที่เอาจริงเอาจังเรียกได้ว่าเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนอย่างแท้จริง (Embracer) กับองค์กรที่ทดลองทำอย่างระมัดระวัง (Cautious Adopter) องค์กรในแบบแรกมีความเชื่อว่า หากดำเนินการตามแนวทาง CSR และ Triple Bottom Line แล้ว จะทำให้องค์กรเกิดความยั่งยืนอย่างไม่ต้องสงสัยและจะปลูกฝังหลักการแนวคิดเกี่ยวกับความยั่งยืนให้กับทุกคนในองค์กร โดยถือเอาเรื่องความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์หลักที่ขับเคลื่อนองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน
องค์กรในแบบที่สอง แม้ว่าจะเข้าใจหลักการความยั่งยืน แต่อาจยังลังเลว่าแนวทางที่จะปฏิบัตินั้น จะส่งผลกระทบต่อรายได้ขององค์กรหรือไม่ โดยอาจถือเอาเรื่องการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการปรับปรุงประสิทธิภาพ (Efficiency Gain) เป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนองค์กร
จากการศึกษาวิจัยของ MIT Sloan Management & Boston Consulting Group ในปี ค.ศ. 2011 พบว่า องค์กรที่เป็นผู้นำด้านการสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง จะมีความสามารถในการแข่งขันที่เหนือผู้อื่นและมีผลประกอบการที่เป็นเลิศ
องค์กรที่เป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะมีลักษณะพิเศษที่เหมือนๆ กันดังต่อไปนี้
1.ลุยไปข้างหน้าก่อนผู้อื่น โดยไม่ลังเลว่าจะมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจหรือไม่
2.สร้างความสมดุลและความเป็นไปได้ในตัววิสัยทัศน์ โดยเน้นโครงการหรือกิจกรรมที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว อาทิ การบริหารจัดการโซ่อุปทาน ที่สร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
3.ขับเคลื่อน “ความยั่งยืน” จากระดับบนสู่ล่างและจากล่างสู่บน
4.ไม่ถือว่า “ความยั่งยืน” เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งกิจกรรมหรือโครงการขององค์กร แต่เป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่ทุกกระบวนการต้องมี
5.ดำเนินการวัดทุกสิ่งทุกอย่าง โดยการสร้าง Base Line ของแต่ละตัวชี้วัด อะไรที่ไม่มีตัวชี้วัดก็ให้สร้างหรือพัฒนาขึ้น ทำการวัดผลการดำเนินงาน และปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง
6.ให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ที่จับต้องไม่ได้อย่างจริงจัง ไม่ยึดติดเรื่องตัวเงิน
7.ทำทุกอย่างให้โปร่งใส เป็นไปได้ และไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ระยะสั้น
ในวันนี้และต่อไปในอนาคต องค์กรที่สามารถอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว จะเป็นพวกที่ยืดเอาคำขวัญที่ว่า “เกิดขึ้น คงอยู่ และยั่งยืน” ครับผม!







