
ประภัสสร เสวิกุล กับวรรณกรรมเพื่ออาเซียน
โดย...จตุรภัทร หาญจริง / ภาพ (ภาพ 45) คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...จตุรภัทร หาญจริง / ภาพ (ภาพ 45) คลังภาพโพสต์ทูเดย์
จากคำบอกเล่าของ “คุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์” นายกสมาคมอาเซียนประเทศไทย ที่กล่าวว่า นับแต่สมาคมอาเซียนได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2510 จากสมาชิกเริ่มแรกเพียง 5 ประเทศ มาถึง พ.ศ. 2555 สมาชิกของสมาคมอาเซียนมีด้วยกัน 10 ประเทศ (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา) และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ทั้งสิบประเทศจะก้าวสู่การเป็นเป็นหนึ่งเดียวกัน ในนามประชาคมอาเซียน
“แน่นอนว่า ทั้งสิบประเทศมีความแตกต่างกัน ทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และอื่นๆ การเป็นประชาคมเดียวกัน จึงจำเป็นที่สมาชิกแต่ละประเทศจะต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อทำให้ประชาคมอาเซียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มั่นคง มั่งคั่ง และมีสันติภาพที่ยั่งยืน”
สมาคมอาเซียนประเทศไทยจึงได้พิจารณาว่า หนทางหนึ่งในการจะสร้างมิตรภาพและความเข้าใจดังกล่าวได้อย่างดีและรวดเร็ว ก็คือการดำเนินการในรูปแบบวรรณกรรม ซึ่งผู้ประพันธ์สามารถจะสื่อสารกับผู้อ่านได้ทุกระดับในวงกว้าง
“ทางสมาคมจึงได้พิจารณาเห็นสมควรจัดทำโครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียนขึ้น และได้มอบหมายให้คุณประภัสสร เสวิกุล เป็นผู้ดำเนินโครงการในครั้งนี้”
และนี่คือที่มาของการสนทนากับศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2554 “ประภัสสร เสวิกุล” เกี่ยวกับนวนิยายในโครงการ “วรรณกรรมเพื่ออาเซียน”
“อย่างที่ทราบว่าโครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน เป็นความริเริ่มของคุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ นายกสมาคมอาเซียนประเทศไทย ที่ต้องการให้คนไทยสัมผัสประเทศสมาชิกอาเซียนผ่านการนำเสนอในรูปแบบของวรรณกรรม ซึ่งน่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเอกสารทางวิชาการ ดังนั้น ทางสมาคมอาเซียนประเทศไทย จึงมอบให้ผมเป็นผู้ดำเนินโครงการนี้ โดยเขียนนวนิยายเกี่ยวกับเพื่อนประเทศสมาชิกอาเซียนขึ้นมาครับ”
ประภัสสร กล่าวอีกว่า ในฐานะของคนที่ทำงานในแวดวงวรรณกรรมมาเป็นเวลานาน เห็นว่านวนิยายที่ใช้ฉากต่างประเทศเป็นแนวหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักอ่านไทย และมีช่องทางในการนำเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศนั้นๆ มาสอดแทรกไว้ระหว่างบรรทัดในการเขียนนวนิยายในโครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน
“ผมได้คำนึงถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา วิถีชีวิต คตินิยม ฯ ซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาชนในแต่ละชาติเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้อ่านชาวไทยได้มองเห็นภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศต่างๆ ของอาเซียนอย่างคร่าวๆ รวมถึงสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงที่ปรากฏเหตุการณ์ในนวนิยาย เช่น ในเรื่อง ‘จะฝันถึงเธอ ทุกคืนที่มีแสงดาว’ ผู้อ่านก็จะได้เห็นภาพของการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวอินโดนีเซียจากฮอลันดา หรือคนงานอินโดนีเซียที่ถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะในประเทศไทย”
นอกจากนี้ ประภัสสรได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่ใกล้เข้ามา รวมทั้งพูดถึงสิ่งที่คนไทยควรตระหนักถึงมากที่สุดได้อย่างน่าสนใจ
“ผมเห็นว่าการเป็นประชาคมเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งของสังคมโลก โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่ประเทศเล็กๆ ยากที่จะอยู่เพียงลำพังได้ และการเป็นประชาคมก็จะทำให้เกิดเสถียรภาพขึ้นในภูมิภาคนั้น และสร้างความเข้มแข็งทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งพลังในการผลิตการบริโภค และการต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ ในส่วนของประชาคมอาเซียนเองก็ได้แสดงบทบาทดังกล่าวมาโดยตลอด จนเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก
แต่ที่ผ่านมาอาเซียนมักจะถูกมองว่าเป็นงานของภาครัฐหรือกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่ตามความเป็นจริงประชาชนทั้ง 600700 ล้านคนของอาเซียน คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หรือผลกระทบโดยตรงจากพันธกรณีต่างๆ ของอาเซียน และภาคสังคมวัฒนธรรมก็เป็นเสาหลักเสาหนึ่งของประชาคมอาเซียน ซึ่งผมคิดว่าคนไทยควรจะได้ตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของภาคประชาชนต่ออาเซียนให้มากขึ้น”
ปัจจุบัน โครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน จัดพิมพ์แล้ว 2 เรื่อง คือ “จะฝันถึงเธอ ทุกคืนที่มีแสงดาว” และ “รักในม่านฝน” ประภัสสรได้บอกเล่าถึงความประทับใจเกี่ยวกับหนังสือทั้งสองเรื่องนี้...
“ผมมีความประทับใจต่อเรื่องราวของความรักชาติของสุมาตรา และความเสียสละของวิชยา ในเรื่อง ‘จะฝันถึงเธอ ทุกคืนที่มีแสงดาว’ และประทับใจในความรักที่มั่นคงของลุงดินห์ ใน ‘รักในม่านฝน’ ผมคิดว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความรักชาติ การเสียสละความสุขของตนเองเพื่อคนอื่น และความรักอันบริสุทธิ์ แต่ที่ลึกลงไปกว่านั้นคือ ผมประทับใจในเพื่อนและผู้คนชาวอินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่ผมได้รู้จักก่อนหน้านั้น และพบปะทั้งในช่วงที่เดินทางไปเก็บข้อมูลเพื่อนำมาเขียนนวนิยายทั้งสองเรื่องนี้”
นอกจากนั้น ประภัสสรยังได้สอดแทรกแก่นสารสำคัญที่ต้องการให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึง นั่นคือ มิตรภาพ “ผมเชื่อว่าคนเราสามารถเป็นมิตรกันได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง หรือสถานะทางสังคม และมิตรภาพที่แท้จริงย่อมจะยั่งยืน” ประภัสสร กล่าว
“สำหรับการทำงานในโครงการนี้ ทางสมาคมอาเซียนประเทศไทย ให้ผมเดินทางไปเก็บข้อมูลยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน ประมาณประเทศละ 12-14 วัน โดยเดินทางไปชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ตามเมืองต่างๆ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศเหล่านั้นได้กรุณาจัดให้ผมได้พบกับบุคคลต่างๆ ทั้งผู้นำทางการเมือง สังคม ศาสนา นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักร้อง นักเขียน ในท้องถิ่น รวมทั้งคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศดังกล่าว เพื่อประมวลเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจ
ผมยังศึกษาเพิ่มเติมจากหนังสือและเอกสารต่างๆ จากนั้นจึงลงมือเขียน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ถึงปีครึ่ง แล้วแต่ความยาวของเรื่อง ปัญหาที่พบมีเพียงเรื่องเดียว คือช่วงเวลาที่เดินทางจะตกประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. อันเป็นช่วงวันชาติ เทศกาลทางศาสนา หรืองานประเพณีของหลายๆ ประเทศในอาเซียน ทำให้ประสบปัญหาเรื่องการนัดหมาย ที่พัก หรืออาหารการกินอยู่บ้าง (หัวเราะ)”
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้ว่า วรรณกรรมเพื่ออาเซียนจะมีโอกาสนำไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายในอีก 9 ประเทศบ้างหรือไม่
ประภัสสรยิ้ม ก่อนตอบ... “เรื่องการแปลวรรณกรรมเพื่ออาเซียน เป็นเรื่องที่ท่านนายกสมาคมอาเซียนประเทศไทย คือคุณหญิงลักษณาจันทร คิดไว้เหมือนกัน แต่เวลานี้มีสำนักพิมพ์ของเวียดนามติดต่อขอแปลเรื่อง ‘จะฝันถึงเธอ ทุกคืนที่มีแสงดาว’ เป็นภาษาเวียดนามแล้ว ขณะนี้กำลังพิจารณารายละเอียดกันอยู่”
ประภัสสรได้วางแผนการไว้ว่าจะเขียนวรรณกรรมเพื่ออาเซียน ปีละ 2 เรื่อง ซึ่งเรื่องที่สาม คือ “มีเมฆบ้างเป็นบางวัน” เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งผู้อ่านจะเห็นถึงสภาพของฟิลิปปินส์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดครอง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ มีกำหนดออกในเดือน ต.ค. 2555 หลังจากนั้น อีก 2 เรื่องถัดไปจะทยอยออกมา ในปี 2556
“สำหรับสองเรื่องที่ลงมือทำอยู่ขณะนี้ที่จะออกมาในปี 2556 เรื่องแรก เกี่ยวกับประเทศสิงคโปร์ ชื่อ ‘ไชน่ามูน’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างชาติสิงคโปร์ จะลงพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน เรื่องที่สองเกี่ยวกับประเทศมาเลเซีย ชื่อ ‘กริชมะละกา’ จะลงพิมพ์ในนิตยสารสกุลไทย แต่เนื้อหาขออนุญาตอุบไว้ก่อน (หัวเราะ)”
ด้วยเหตุผลใด คนไทยถึงสมควรอ่านวรรณกรรมเพื่ออาเซียน ประภัสสรยิ้มก่อนตอบว่า ในการรวมเป็นประชาคมอาเซียนนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องรู้จักมิตรประเทศของเราให้มากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจในตัวเขา และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศของเขา หนังสือก็เป็นหนทางลัดที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจในประเทศเหล่านั้นดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขในเรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคม เมื่อเราเข้าใจเขาแล้ว ก็จะลดความรู้สึกแปลกแยกแตกต่างที่เคยมีอยู่ลง และเปิดใจรับเขาเป็นเพื่อนได้มากขึ้น
“งานเขียนในโครงการวรรณกรรมเพื่ออาเซียน คงไม่สามารถตอบคำถามทุกข้อของคุณเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนได้ครบถ้วน แต่จะเป็นช่องทางใหม่ให้คนไทยได้รู้จักเพื่อนๆ อาเซียน และผมปรารถนาที่จะเห็นวรรณกรรมในลักษณะนี้ จากนักเขียนไทยและนักเขียนอาเซียนเกิดขึ้นมากๆ ในอนาคต”
และนี่คงเป็นความมุ่งหวัง และเป็นความหวังเล็กๆ ที่ศิลปินแห่งชาติท่านนี้แอบหวังใจไว้ลึกๆ
“จะฝันถึงเธอทุกคืนที่มีแสงดาว” นวนิยายเล่มแรกในชุด “วรรณกรรมเพื่ออาเซียน” ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของคนในอาเซียนผ่านทางวรรณกรรม เป็นเรื่องราวในมิตรภาพระหว่างชานนท์ เด็กชายชาวไทยกับวิชยา เด็กหญิงชาวอินโดนีเซีย เริ่มต้นขึ้นเพราะสงครามโลกครั้งที่สอง ความใกล้ชิดในวัยเด็กกลายเป็นความผูกพันอันยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมาย แต่ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างเพื่อนต่างเชื้อชาติกลับไม่เคยแปรเปลี่ยน
“รักในม่านฝน” นวนิยายเล่มที่สองในชุด “วรรณกรรมเพื่ออาเซียน” ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของคนในอาเซียนผ่านทางวรรณกรรม เป็นเรื่องราวในมิตรภาพระหว่างเรน สาวไทย กับบ๋าว อาน ไกด์หนุ่มชาวเวียดนาม เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ๋าว อานนำเที่ยวฮานอย ตัวตนของทั้งคู่ เรื่องราวต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน สะกิดให้ทั้งสองนึกถึงบางเหตุการณ์ในชีวิตของตน โดยเฉพาะบ๋าว อาน ที่ได้ทบทวนเรื่องราวในครอบครัวของตน ได้นึกถึงลุงดินห์ ที่เขาเกือบจะลืมเลือนเรื่องเล่าต่างๆ ของลุงไปแล้ว







