
‘วิภาส ศรีทอง’ เปิดใจ ซีไรต์ในมรสุม
กลายเป็นประเด็นร้อน
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
กลายเป็นประเด็นร้อน
เมื่อคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้นวนิยายเรื่องคนแคระ ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2555
ชื่อของนักเขียน วิภาส ศรีทอง จึงถูกกล่าวถึงอย่างอื้ออึงในทันที
“นี่มันฝันร้ายแห่งวงการวรรณกรรมชัดๆ”
ใครบางคนบอก หลังจากที่ จิตติ หนูสุข กรรมการสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ยกมือทวงถามเรื่องความบกพร่องทางศีลธรรมของนักเขียนซีไรต์คนล่าสุด ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวเคยถูกกล่าวหาว่าลอกเลียนผลงานของผู้อื่น
ย้อนกลับไปราว 5 ปีก่อน เกิดข่าวอื้อฉาวขึ้นในเวทีซีไรต์ ประเภทรวมเรื่องสั้น ประจำปี 2551 เมื่อผลงานรวมเรื่องสั้นชื่อ “เวลาล่วงผ่านอุโมงค์” ของ วิภาส ศรีทอง ถูกนักวิจารณ์กล่าวหาว่าเรื่องสั้นที่ชื่อ W.S.6 Sept. ลอกเลียนเนื้อหาบางส่วนจาก Peeling เรื่องสั้นจากหนังสือ The Fat Man in History ของ ปีเตอร์ คารีย์ นักเขียนรางวัลบุ๊กเกอร์ไพรซ์ ชาวออสเตรเลีย
แม้จะไม่มีการออกมายอมรับหรือปฏิเสธใดๆ จากนักเขียน ซ้ำยังไม่มีการตัดสินลงโทษจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย แต่ชื่อของเขาก็หายเข้ากลีบเมฆนับแต่นั้น
จนกระทั่งวันนี้ วันที่ได้ก้าวออกมาจากมุมมืดอีกครั้ง พร้อมผลงานนิยายเล่มใหม่ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลซีไรต์ การรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของผู้คนแวดวงน้ำหมึกก็สิ้นสุดลง
“ผมชอบงานของนักเขียนคนนี้ เป็นความผิดของผม ผมขออภัยด้วยครับ”
วิภาส ยอมรับสั้นๆ กลางงานเปิดตัวนักเขียนซีไรต์เมื่อวานนี้ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ด้วยสีหน้านิ่งขรึม
เป็นการเปิดปากครั้งแรกต่อสาธารณชนนับตั้งแต่เกิดเรื่อง เล่นเอาทุกคนเงียบกริบ รวมทั้ง เจน สงสมพันธุ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ที่ทำหน้าที่ดำเนินรายการ และเมื่อนักข่าวยกมือทำท่าจะถามคุ้ยถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เจ้าตัวขออนุญาตไม่อธิบาย คำถามจึงกระโดดข้ามไปยังประเด็นอื่นแทบในทันที
“ผมค่อนข้างเก็บตัว เรื่องการเก็บตัวเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของนักเขียน เคยมีคนบอกว่าการที่นักเขียนรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก๊วน มันไม่ช่วยอะไรเลยเวลาอยู่หน้าแป้นพิมพ์ดีด ไม่มีใครมาช่วยเราเขียน แต่มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนะครับ ผมแค่รู้สึกส่วนตัว ผมเขียนงานเสร็จ คนเดียวที่จะได้อ่านคือภรรยาของผม นาตาลี ชไนเดอร์ คนที่ผมอุทิศหนังสือเล่มนี้ให้”
วิภาส เผยว่า ข้อดีที่รางวัลนี้มอบให้ คือผลงานของเขาจะเข้าถึงคนอ่านง่ายขึ้น ส่วนข้อเสียคือ ทำให้เสียสมาธิในการทำงาน
“ซีไรต์ไม่ใช่รางวัลที่มอบให้แก่ตัวบุคคล แต่เลือกหนังสือดีที่สุดในปีนั้น ไม่ได้วัดว่าเป็นความสำเร็จของชีวิต มันทำให้ทำงานยากขึ้นด้วยซ้ำ การได้ซีไรต์ก็โล่งไปเปลาะนึง ในแง่ที่ว่าเราไม่ต้องไปมองมันอีกแล้ว เหมือนเราปีนยอดเขา ปีนเสร็จก็ไปปีนยอดต่อไป ไม่ใช่มานั่งแช่อยู่บนยอดเดิม จริงๆ แล้วงานเขียนหรืองานศิลปะมันต้องปีนป่ายไปตลอดชีวิต
ข้อดีของรางวัลซีไรต์ คือ งานผมคงเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น มันไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายที่ทำให้เรามีความสุข ความสุขคือการได้เห็นคนอ่านอ่านงานเรา แต่ข้อเสียมันทำให้เราเสียสมาธิ งานที่ผมคิดไว้ในช่วงนี้ก็ต้องวางทิ้งไปเลย รอวันปลีกวิเวกไปหามัน นี่ก็เริ่มรู้สึกแล้วว่ามันไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ (หัวเราะ) ตอนนี้ฝุ่นตลบอยู่ ฝุ่นวางตัวแล้วจะได้ไปเขียนงานต่อเงียบๆ เสียที”
ต่อไปผมคงเกร็งมากขึ้น ผมเขียน “คนแคระ” ไม่ได้สนใจนักวิจารณ์หรือนักอ่าน แต่เขียนเพราะอยากอ่านงานแบบนี้ พอได้รางวัลเลยกลัวว่าวันหน้าจะต้องมานั่งเขียนให้คนอื่นอ่าน เสียความเป็นธรรมชาติ เพราะต้องถูกคาดหวัง ผมกลัวเรื่องนี้ที่สุด”
วิภาส ศรีทอง เกิดเมื่อ 6 ก.ย. 2513 เป็นชาว จ.พัทลุง ศึกษาที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้เวลาศึกษานานกว่า 10 ปี แต่ไม่จบ เพราะลาออกในเทอมสุดท้าย เพื่อไปทำตามความฝันนั่นคือ การเขียนหนังสือ ทำหนังสั้น และทำงานศิลปะ
มีผลงานตีพิมพ์ 5 เล่ม ได้แก่ รวมเรื่องสั้นแมวเก้าชีวิต (2545) และเวลาล่วงผ่านอุโมงค์ (2551) รวมบทกวีภาษาอังกฤษ กราฟฟิตี้ (2545) และรวมวรรณรูป ตรึงตากลบท (2554)
นวนิยายเรื่องคนแคระ สำนักพิมพ์สมมติ เล่มนี้ เป็นเรื่องของ เกริก ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมด้วยการศึกษา ฐานะ เงินทอง แต่กลับมีความคิดวิปลาสพิลึกพิลั่นอย่างมิอาจหาเหตุผลมาอธิบายได้ นั่นคือการลักพาตัวใครสักคนมาจองจำไว้ในกรงขัง และคนแคระคือเหยื่อเคราะห์ร้ายคนนั้น
นิยายเล่มนี้พาผู้อ่านสำรวจลึกลงไปในจิตใจมนุษย์ ทั้ง เกริก ชายหนุ่มผู้กระทำ และคนแคระผู้ถูกกระทำ ว่าการลักพาตัวใครสักคนมากักขังแล้วนั่งมองเหมือนกำลังดูสารคดีชีวิตสัตว์ในกรง เพื่อสนองจินตนาการอันฟุ้งซ่านนั้น แท้จริงแล้วคือปมด้อยจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก หรือเป็นความปรารถนาประหลาดพิกลของคนป่วยไข้กันแน่
เขาเขียนต้นฉบับด้วยดินสอ ใช้เวลาเขียนและแก้ไขตัดทอนนานกว่า 2 ปีกว่าจะสำเร็จ
“นิยายมันเป็นรูปแบบการเขียนที่ท้าทายที่สุด การเขียนนิยายมันเหมือนการได้แต่งงานกับใครสักคนนานๆ อยู่กับเขานานๆ หัวใจสำคัญของเรื่องนี้บอกว่าเราจะรู้จักมนุษย์ได้ดีกว่าผ่านมุมมองทางด้านมืด มิใช่ด้านสว่าง"
เสียงสะท้อนจากคณะกรรมการทั้ง 7 คน กล่าวเป็นเสียงเดียวว่า นวนิยายเรื่องนี้โดดเด่นทั้งในแง่เนื้อหาและวรรณศิลป์ ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของนวนิยายไทยในรอบสิบปีที่ผ่านมา
“คุณค่าของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่แค่ให้อ่านเฉยๆ แต่ต้องคิดตาม แล้วก็มองตาม และรู้สึกตามไปด้วย เราจะรู้สึกรักเสรีภาพและรักความเสมอภาคขึ้นด้วย” เป็นความเห็นของ ประภัสสร เสวิกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์
ขณะที่ สกุล บุณยทัต หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน ตอบคำถามประเด็นเรื่องบกพร่องทางจริยธรรมของนักเขียนซีไรต์คนใหม่ล่าสุดนี้อย่างน่าคิด...
“ผมค้นไปถึงงานเขียนภาคเยอรมัน ค้นไปถึง Misery ของ สตีเฟน คิง ด้วย เราทิ้งเวลาในการประกาศผลนานมาก เพื่อที่จะพิสูจน์บทนี้ แต่ตราบใดที่เขายังไม่ได้ถูกลงโทษกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หนังสือเล่มนี้บริสุทธิ์ครับ
ทุกครั้งที่มีการตัดสิน เราต้องมองภาวะแบบนี้ ผมว่าความบกพร่องทางจริยธรรมในสังคมไทยเป็นเรื่องที่แย่มาก แต่ด้านหนึ่งในการพิสูจน์แบบนี้ เรามองภาวะเป็นภาวะครับ ไม่ว่าอดีตของเขาจะเป็นขาวหรือดำ ถ้าคิดว่าเขาดำ ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาดำ แต่ในที่นี้เราไม่ได้ฟอกขาวให้วิภาส แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยกระบวนการของมัน เท่าที่มันอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ซีไรต์วางไว้”
มนุษย์ทุกคนย่อมเคยทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น แม้อดีตครั้งก่อนจะแปดเปื้อนด่างพร้อย เต็มไปด้วยริ้วรอยตำหนิ หากแต่การพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ผ่านผลงานที่สร้างสรรค์ออกมาอย่างตั้งใจสุดชีวิต พร้อมคำสารภาพผิดอย่างลูกผู้ชาย นั่นหมายถึงความกล้าหาญชนิดหนึ่ง
และอาจเป็นความกล้าหาญชนิดเดียวกันกับที่ วิภาส ศรีทอง นักเขียนซีไรต์คนล่าสุด พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วในวันนี้
&<2288;







