posttoday
3ศัตรูสู่ความร่วมมือ

3ศัตรูสู่ความร่วมมือ

21 มีนาคม 2553

แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย คือ น้ำใจนักกีฬา

สโลแกนคู่วงการกีฬาที่ยังคงใช้ได้ทุกสถานการณ์ แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหาความขัดแย้ง มีเหตุทะเลาะวิวาทในเกมกีฬาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

ในสนามบ้าง...นอกสนามบ้าง

เพราะต่างคน ต่างความคิด ต่างมุมมอง หรือบางครั้งการแข่งขันก็พัฒนาไปสู่ความเป็น ศัตรูคู่ปรับ โดยปริยาย

แต่ในความแตกต่างตรงกันข้ามนี้ ยังสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเดินไปสู่ความสำเร็จด้วยกันได้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่ยังทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

แอนดี โคล VS เท็ดดี เชอริงแฮม

บางคนอาจพอจะรู้บ้างว่า โคลมีเรื่องหมางใจกับเชอริงแฮม ถึงขั้นไม่พูดจากัน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ทั้งคู่ไม่เคยพูดกันเลยตลอดการเล่นอยู่ด้วยกันในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึง 5 ปี!!!

“ผมขอนั่งดื่มชากับ นีล รัดด็อก ที่หักขาผมสะบั้น 2 ท่อนในปี 1996 มากกว่าจะเป็น เท็ดดี เชอริงแฮม ซึ่งผมไม่ชอบหน้ามานานกว่า 15 ปี”

คำยืนยันผ่านคอลัมน์ส่วนตัวในเว็บไซต์ ดิ อินดิเพนเดนต์ ของอดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ

โคลทั้งหงุดหงิดและโมโหมากตอนที่ถูกรัดด็อกเข้าสกัดรุนแรง จนทำให้ขาหัก 2 ท่อนและข้อเท้าหัก แม้คู่กรณีจะบอกว่าเจตนาสกัดแบบบริสุทธิ์

เพราะทำให้เขาไม่ได้ลงเล่น และต้องหยุดพักรักษาตัวไปหลายเดือนทีเดียว

แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขารู้สึกเป็น ศัตรู กับ รัดด็อก เหมือนอย่างที่รู้สึกกับอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่างเชอริงแฮม

นั่นเป็นเพราะโคลมองว่ารัดด็อกเข้าเสียบช้าและหละหลวม แต่ไม่เคยมีแม้แต่วินาทีเดียวที่คิดว่า จงใจอัดให้เขาเจ็บและกระดูกหัก เพราะไม่มีนักเตะอาชีพคนไหนที่จะทำแบบนั้นกับเพื่อนร่วมอาชีพ เว้นเสียแต่สมองบิดเบี้ยว และเป็นส่วนหนึ่งในเกมฟุตบอลที่ย่อมมีการปะทะกัน

ตรงกันข้ามกับเชอริงแฮม ที่ทำให้เขาฝังใจจนถึงทุกวันนี้

เหตุเกิดขึ้นที่ข้างสนามในเกมทีมชาติระหว่าง อังกฤษ กับ อุรุกกวัย ช่วงต้นปี 1995 หลังจากกองหน้าผิวสีเพิ่งเซ็นสัญญากับแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อโคลถูกส่งลงเป็นตัวสำรองแทนเชอริงแฮม ที่ยังเล่นอยู่กับสเปอร์ส ในนาทีที่ 70 และกำลังยืนรอเปลี่ยนตัว

“คุณต้องเข้าใจว่าตอนนั้นในหัวของผมคิดอะไร เพื่อทำเข้าความใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ผมตื่นเต้นและแข้งขาสั่นไปหมด นี่คือสุดยอดของความใฝ่ฝัน คุณอาจคุ้นเคยกับคำพูดที่ว่า ‘การเล่นให้ทีมชาติมีความหมายกับผมมาก’ แต่เชื่อเถอะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ มันไม่ใช่แค่ตัวผม แต่ทั้งครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ของผม ที่ตรากตรำสู้ความยากลำบากเพื่อให้พวกเราได้รับโอกาสอย่างที่ได้รับ การเป็นนักเตะอาชีพมันน่าเหลือเชื่อ การเล่นให้ทีมชาติอังกฤษเป็นสิ่งที่อธิบายออกมาไม่ได้ และช่วงเวลานั้นขอผมก็มาถึง”

แต่ขณะที่เขาก้าวเท้าลงสนามต่อหน้าแฟนบอลกว่า 60 หมื่นคน โดยมีเชอริงแฮมกำลังเดินมาเปลี่ยนตัว และโคลคาดหวังจะได้จับมือกับรุ่นพี่ พร้อมได้ยินคำพูดสั้นๆ ว่า “โชคดี โคลอี้” นั่นเอง เชอริงแฮมได้ทำร้ายความรู้สึกเขาอย่างจัง

“ผมกำลังจะจับมือ แต่เขาเมินผมซะอย่างงั้น ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้เลยจนกระทั่งตอนนี้ เขาจะมามีเรื่องอะไรกับผม เราเป็นนักเตะอังกฤษเหมือนกัน และนั่นก็เป็นเกมแรกของผม แต่เขาปฏิเสธผม คุณรู้ไหม ตอนนั้นผมคิดยังไง? พระเจ้าช่วย! จะมีสักกี่คนนะที่เห็นเชอริงแฮมทำแบบนั้นกับผม ผมโคตรอายเลย”

หลังจากนั้นอีก 2 ปี โชคชะตาทำให้เชอริงแฮมย้ายมาเป็นเพื่อนร่วมทีมในโอลด์แทรฟฟอร์ด หลังจาก เอริก คันโตนา หนึ่งในตำนานเบอร์ 7 ของผีแดง ประกาศอำลา

แม้จะกินเหลากันถ้วยโต โดยไม่มีใครยอมพูดกับใคร แต่ทั้งคู่ก็แยกเรื่องส่วนตัวออกจากหน้าที่ได้ดีเยี่ยม จนดูแทบไม่ออก นอกจากเพื่อนร่วมทีม เมื่อลงไปเล่นเข้าขากันได้ดี การันตีได้จากผลงานยิงประตูรวมกัน 54 ประตูจาก 4,581 นาที ที่อยู่ด้วยกันในสนาม หรือเฉลี่ย 84.8 นาทีต่อประตู จบด้วยการฉลองแชมป์ถึง 6 ครั้ง (พรีเมียร์ลีก 3 เอฟเอคัพ 1 ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 และอินเตอร์คอนติเนนตัล 1)

“เราเล่นร่วมกันหลายปี ยิงด้วยกันหลายประตู แต่ผมไม่เคยพูดกับเขาแม้แต่คำเดียว แต่ก็ไม่เคยดูถูก เชอริงแฮม ในฐานะหนึ่งในยอดนักเตะทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ ผมแค่ไม่ชอบเขาเป็นส่วนตัวมา 15 ปี”

นั่นคือเหตุผล

หงส์แดง รวมใจ ทอฟฟี่

อย่างที่ทราบกันดีว่า ทีมคู่ปรับร่วมเมืองในวงการลูกหนังนั้น ถือเป็นศัตรูคู่อริหมายเลข 1 กันเลยก็ว่าได้

ดาร์บีแมตช์เมื่อไหร่ แรงกันทุกที...ไม่มีคำว่ายอม

แต่ใช่ว่าจะเข้ากันไม่ได้เลย

เพราะยังมีภาพแฟนบอลหนุ่มของเอฟเวอร์ตันคนหนึ่ง กำลังจูงมือชายแก่ๆ ที่เป็นแฟนบอลทีมลิเวอร์พูล เดินลงอัฒจันทร์ในศึกดาร์บีแมตช์คราวที่แล้ว

ทั้งที่ทอฟฟี่สีน้ำเงินเพิ่งถูกยัดเยียดความพ่ายแพ้คาบ้าน 02

นี่ยังไม่รวมถึงเหตุการณ์ที่ลิเวอร์พูลจัดงานรำลึกให้กับครอบครัวของแฟนบอลรุ่นเล็กของเอฟเวอร์ตัน วัย 11 ขวบ ที่ถูกแก๊งอันธพาลฆ่าตาย

แถมล่าสุด ชาวหงส์และแฟนทอฟฟี่ยังเตรียมรวมพลังหวังทำลายสถิติโลกลงกินเนสบุ๊ก ด้วยการแข่งขันฟุตซอล 5 คนต่อเนื่องนานที่สุด โดยมี เจมี คาร์ราเกอร์ รับคำร่วมแจมด้วย

กองหลังทีมชาติอังกฤษ จะรับหน้าที่จัดทีมแฟนบอลหงส์แดง ลงปะทะกับ แฟนบอลเอฟเวอร์ตัน โดยคอยเฝ้าดูการฝึกซ้อมอันทรหดกว่า 4 ชั่วโมง ของทีมในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งรวมถึงการวิ่ง 6 ไมล์ เลียบชายหาดครอสบี และการลงซ้อมทีมอีก 2 ชั่วโมง ที่ศูนย์กีฬามหาวิทยาลัยเซนต์แมรี

“ผมไม่มีคำบรรยายใดๆ นอกจากจะขอชื่นชมทุกๆ คนมาร่วมด้วยช่วยกัน ทุกคนต้องวิ่งในสภาพอากาศแบบนี้และยังซ้อมอีก 3 ชั่วโมง พวกเขาทำได้อย่างไร”

คาร์ราเกอร์ บอกว่า การเลือกผู้เล่น 8 คนสุดท้ายของทั้งสองทีมจะไม่ง่ายแน่นอน แต่หวังว่าพวกเขาจะทำลายสถิติสำเร็จ เพราะซ้อมกันมานาน และพร้อมจะทำให้บรรลุเป้าหมายแล้ว

ไม่ได้มีเพียงแค่นักเตะของหงส์แดงเท่านั้น แต่ เลย์ตัน เบนส์ แบ็กซ้ายของเอฟเวอร์ตัน ก็ตกลงรับตำแหน่งผู้จัดการทีมของสาวกทอฟฟี่ในแมตช์นี้เช่นกัน ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 มี.ค.นี้ ส่วนคาร์ราเกอร์นั่งเก้าอี้กุนซือของฝั่งหงส์แดง

พวกเขาหวังจะทำลายสถิติเดิมที่จารึกไว้ 31 ชั่วโมง

แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการทำลายสถิติโลก นั่นก็คือ รายได้จากความร่วมมือในครั้งนี้ จะมอบให้กับมูลนิธิ 23 ของคาร์ราเกอร์ มูลนิธิเอฟเวอร์ตัน และ เรดิโอ ซิตี แคช ฟอร์ คิดส์ เพื่อการกุศล โดยล่าสุดระดมทุนได้แล้วหลายพันปอนด์

รายได้ส่วนหนึ่งจะมาจากการประมูล 3 พื้นที่ในแต่ละทีม ซึ่งราคาประมูล 3 อันดับแรกของทีมลิเวอร์พูล คือ 1,250 ปอนด์ (ราว 6.25 หมื่นบาท) 1,050 ปอนด์ (ราว 5.25 หมื่นบาท) และ 925 ปอนด์ (ราว 4.6 หมื่นบาท)

ขณะที่ทีมเอฟเวอร์ตัน ประมูลได้สูงกว่าที่ 1,500 ปอนด์ (ราว 7.5 หมื่นบาท) 2 ที่ และ 1,135 ปอนด์ (ราว 5.7 หมื่นบาท) อีกหนึ่งที่

แซมพราส จับมือ อกัสซี

ก่อนจะเกิดเหตุหยอกกันแรง (ไม่นิด) ในแมตช์การกุศล “Hit For Haiti” เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว จนทำให้ความสัมพันธ์ของ พีต แซมพราส และ อังเดร อกัสซี ยิ่งแย่ลงไปอีกนั้น ทั้งคู่ถือเป็นคู่ปรับคนสำคัญอยู่แล้วสมัยยังอยู่ในเส้นทางนักเทนนิสอาชีพ

แต่นั่นก็ยังเป็นแค่คู่ปรับในสนาม

จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว อกัสซีได้ออกหนังสืออัตชีวประวัติ “โอเพน” แฉประวัติด้านลบของตัวเองเรื่องเคยใช้ “ยาไอซ์” และโกหกเจ้าหน้าที่จนเอาตัวรอดจากโทษแบน รวมทั้งวิจารณ์นิสัยของ ไมเคิล ชาง, บอริส เบกเกอร์ และแซมพราส อดีตมือ 1 โลก

เจ้าของฉายา “ไอ้หนุ่มบลูยีนส์” เหมาว่า แซมพราสต้องตกอยู่ในภาวะวังเวงและขาดแรงบันดาลใจในการเล่นเทนนิส เช่นเดียวกับตัวเขานั้น

เท่านั้นไม่พอ ยังบอกว่า เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 14 สมัย ยังเป็นคนขี้ตืด เคยให้ทิปพนักงานจอดรถแค่ 1 เหรียญสหรัฐ (ราว 32 บาท) เท่านั้น

ทำเอาแซมพราสถึงกับเลือดขึ้นหน้า ประกาศอยากขอเคลียร์เป็นการส่วนตัว

“เขากับผมเคยเป็นคู่แค้นกันในสนาม ในเวลานั้นผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาเคยทำเรื่องร้ายๆ แบบนั้นมา แต่เมื่อเราโตขึ้นแล้วเกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็ทำให้ผมรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขามากขึ้น แต่ก็ยังแปลกใจอยู่ดีว่าการเปิดเผยว่าตนเองเคยใช้ยาไอซ์ผ่านหนังสือเป็นสิ่งที่จำเป็นหรือ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เขาพูดถึงผม มันได้สร้างความประหลาดใจและผิดหวังขึ้นมาไม่น้อยเลย”

เพราะเมื่อครั้งพีตออกหนังสือ เขาไม่เคยไปพาดพิงอกัสซีในทางเสียหายมาก่อน

“วันนี้ผมรู้แล้วว่าเขากับผมต่างกันมาก เรามีทางเดินของตนเอง เขาอาจจะสับสนว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่ แต่สำหรับผมนั้นมีจุดมุ่งหมายชัดเจน ดังนั้นจึงแน่วแน่และหนักแน่นมาตลอด ผมต้องการขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ จึงพยายามสุดความสามารถและมากกว่าใคร อีกอย่างคือผมไม่เคยเสียใจกับอาชีพนักเทนนิสเลย” แซมพราส กระทบไปถึงอกัสซี ที่ย้ำตลอดในหนังสือตลอดว่า เขา “เกลียด” กีฬาเทนนิส

แต่ถึงจะไม่พอใจขนาดนี้ แซมพราสก็ยังตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันแมตช์พิเศษ เพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติร่วมกับอกัสซีที่อินเดียน เวลส์

แม้ระหว่างการแข่งขันจะเกิดบรรยากาศคุกรุ่นขึ้นช่วงหนึ่ง เมื่อแซมพราสเดินท่าเป็ดล้อเลียนอกัสซี ที่แก้เผ็ดด้วยการทำท่าล้วงกระเป๋าหาเศษเงินและคำพูดเหน็บแนม จนอดีตมือ 1 โลกจอมเสิร์ฟวอลเลย์ฟิวส์ขาดชั่วขณะ เลยเสิร์ฟบอลใส่อกัสซี แต่ทั้งสองก็ยังเข้าสวมกอดกันแสดงน้ำใจนักกีฬาหลังจบเกม

นอกจากนี้ อกัสซียังได้ออกมายอมรับว่า ตัวเองล้ำเส้นไป และขอโทษที่หยอกแซมพราสแรงไปนิด ส่วนแซมพราสก็แสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะจริงๆ แล้วเขาเองก็เคารพในความสามารถของอกัสซี

แต่สิ่งที่น่าจดจำกว่า คือ สิ่งที่พวกเขาร่วมกันทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเดือดร้อนอยู่ ทั้งที่ไม่ถูกใจกัน

ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องหาทางออกด้วยการแตกหัก หรือมีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการและร่วมมือกัน เหมือนปรัชญาที่ว่า

“ความร่วมมือไม่ใช่การไร้ความขัดแย้ง แต่เป็นวิธีจัดการกับความขัดแย้ง”

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน