
โกหกสีขาว...โกงกินไม่น่ารังเกียจชาวพุทธควรพิจารณาอย่างไร!? (ตอน ๔)
สิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด ซึ่งพระบรมศาสดาได้ทรงตรัสไว้ในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ว่า...
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
สิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด ซึ่งพระบรมศาสดาได้ทรงตรัสไว้ในมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ว่า...
... อนึ่ง ตถาคต รู้วาจาไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
... อนึ่ง ตถาคต รู้วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
... อนึ่ง ตถาคต รู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น
... อนึ่ง ตถาคต รู้วาจาไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
... อนึ่ง ตถาคต รู้วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
... อนึ่ง ตถาคต รู้วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์ และวาจาเป็นที่รัก ที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตกล่าววาจานั้น
เมื่อพิจารณาพุทธจริยาในเรื่องการพูด จึงเห็นลักษณะของความควร ความไม่ควร เป็นองค์ประกอบบนพื้นฐานที่จะต้องพูดกล่าว แต่คำจริงที่แท้ และพิจารณาประโยชน์เป็นสำคัญ รองลงไปให้พิจารณาคำกล่าวที่เป็นที่รัก ที่ชอบใจของผู้ฟังด้วย แต่ให้มุ่งเน้นคำจริงแท้ ที่เป็นประโยชน์ เป็นความควรที่สำคัญ ซึ่งคงต้องโยงกลับไปอ่านวาจาสุภาษิตในมงคลที่ ๑๐ ประกอบด้วย ก็คงจะได้แนวทางปฏิบัติสำหรับการพูดกล่าวที่ถูกต้องตรงธรรม สมควรแก่ธรรม อันให้ประโยชน์ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
หากพิจารณาข้อพูดเท็จ หรือคำไม่จริง ไม่แท้ ที่เรียกว่า มุสาวาท ต้องดูในองค์ประกอบ ๔ ประการ ได้แก่
๑.เรื่องไม่จริง
๒.จิตคิดจะกล่าวให้คลาดเคลื่อน
๓.ความพยายามที่เกิดจากจิตนั้น
๔.ผู้อื่นเข้าใจความตามที่ผู้กล่าวต้องการให้เข้าใจความ (ส่วนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
ถ้าเป็นเรื่องการพูดส่อเสียด (ปิสุณาวาจา) กล่าวคำหยาบ (ผรุสวาจา) หรือพูดเพ้อเจ้อ (สัมผัปปลาปะ) ก็ต้องไล่เรียงดูแต่ละองค์ประกอบของแต่ละคำ เช่น พูดเพ้อเจ้อนั้น ได้แก่ การมุ่งพูดเรื่องไร้สาระ และพูดเรื่องนั้นออกมา หรือกล่าวคำหยาบ (ผรุสวาจา) นั้นมีองค์ประกอบ ๓ ประการ ได้แก่
๑.มีบุคคลถูกด่า
๒.จิตโกรธ
๓.ด่าหรือพูดคำหยาบออกมา
ในส่วนของปิสุณาวาจา (การพูดเสียดสี) นั้น ประกอบด้วยองค์ ๔ ได้แก่
๑.คนอื่นซึ่งพึงทำลายให้แตกกัน
๒.มุ่งทำลายให้ผู้อื่นแตกกัน
๓.ความพยายามเกิดจากการมุ่งทำลาย
๔.ผู้อื่นรู้ความนั้น
เมื่อพิจารณาตามหลักธรรมที่กล่าวมา ก็คงจะเห็นแนวคำตอบของการกล่าวคำเท็จ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร แม้มุ่งหวังประโยชน์ที่ถูกต้อง เพื่อสังคม ประเทศชาติ จึงไม่ต้องกล่าวถึงการหวังประโยชน์ให้กับตนหรือหมู่คณะ ซึ่งไม่เรียกว่าเป็นประโยชน์ในความหมายแห่งธรรมตามที่กล่าวมา
พระพุทธศาสนาจึงวางรากฐานวจีกรรมสุจริตไว้ในส่วนของคำจริงที่แท้ และมีประโยชน์เป็นสำคัญสุด ส่วนจะเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจหรือไม่นั้น ให้ดูตามสถานการณ์
แต่อย่างไรก็ตาม ในความผิดนั้นก็มีความแตกต่างหนักเบาในโทษานุโทษ หรือผลแห่งการกระทำ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย ซึ่งเป็นเรื่องทางจริยศาสตร์ที่น่านำมาวินิจฉัย เช่น บางกรณีผิดศีล หากพูดในด้านศีลธรรม แต่ขอนำมาพิจารณาเรื่อง จริยธรรม ก็จะรู้ว่าควรทำ หรือไม่ควรทำ ยกตัวอย่างเช่น มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งหนีบุคคลคณะหนึ่งที่ตามไล่ฆ่า และผู้ชายคนนั้นได้มาซ่อนตัวอยู่ในวิหารหลังพระประธาน ซึ่งขณะนั้นพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังทำความสะอาดวิหารอยู่... ซึ่งได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตลอด เมื่อบุคคลกลุ่มที่ติดตามไล่ฆ่าชายผู้หลบซ่อนตัวอยู่หลังพระประธานมาถึงหน้าพระวิหาร พระสงฆ์รูปดังกล่าวก็ได้เดินออกไปจากวิหาร ไปหยุดยืนอยู่หน้าพระวิหาร บุคคลกลุ่มที่ติดตามชายผู้นั้นได้เดินเข้ามาถามว่า “ท่านเห็นชายผู้หนึ่งวิ่งมาทางนี้หรือไม่.!?” พระภิกษุรูปนั้นได้กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบว่า “เมื่ออาตมายืนอยู่ตรงนี้ ยังไม่เห็นใครมาเลย มีแต่เห็นพวกท่านเท่านั้นที่มา” บุคคลกลุ่มดังกล่าวได้ฟังดังนั้นจึงรีบกับชักชวนออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อติดตามชายผู้นั้นต่อไป...
หากจะพิเคราะห์เรื่องดังกล่าว ดูเหมือนภิกษุรูปนั้นตอบไม่ตรงเจตนาของกลุ่มบุคคลผู้ถาม ซึ่งภิกษุรูปดังกล่าวก็รู้อยู่ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวกำลังตามไล่ฆ่าผู้ชายที่หนีไปหลบซ่อนอยู่หลังพระประธาน แต่ด้วยการตอบที่มีสติปัญญา ก็ได้ตอบอ้างอิงความจริงจากวัตถุภายนอกว่า... ขณะที่ยืนอยู่ตรงนี้เห็นแต่พวกท่าน จึงดูเหมือนไม่ได้กล่าวเท็จ ที่สำคัญเป็นการคำนึงถึงจริยธรรม เพราะหากพูดไม่เป็น กล่าวไม่ถูกควร ก็สร้างความฉิบหายแก่ผู้อื่น หรือทำให้ผัวเมียเขาทะเลาะเลิกร้างกันมาเยอะแยะแล้ว เพราะความไม่ควร เรื่องดังกล่าวจึงต้องรวมลงไปที่ความควร ความไม่ควร เป็นสำคัญด้วย ดังนั้นเมื่อพูดเรื่องศีลธรรม ก็จะต้องกล่าวถึงจริยธรรมและคุณธรรมด้วย
ดุจเรื่องในพระพุทธศาสนา กรณี นางกุณฑลเกสี ผลักสามี (โจร) ลงเหว ถึงแก่ความตายตามเจตนา แต่ปรากฏว่า เทวดาสาธุการ ว่า...
“... บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั้งปวงก็หาไม่ สตรีมีปัญญาวิจักษณ์ ก็เป็นบัณฑิตได้เหมือนกัน...”
อ่านต่อฉบับวันจันทร์







