
ชัยชนะเกมชีวิต สายสุนีย์ จ๊ะนะ
บทความนี้เขียนขึ้นก่อนพาราลิมปิกเกมส์ รายการแข่งขันกีฬาผู้พิการ ที่จบลงไปเมื่อวานนี้ (9 ก.ย.)
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์/ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
บทความนี้เขียนขึ้นก่อนพาราลิมปิกเกมส์ รายการแข่งขันกีฬาผู้พิการ ที่จบลงไปเมื่อวานนี้ (9 ก.ย.) ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณในความทุ่มเท สปิริตจิตวิญญาณการต่อสู้ของนักกีฬาทุกท่าน ถือโอกาสนี้แนะนำผู้อ่านให้ได้รู้จักกับชีวิตของนักกีฬาคนหนึ่ง ซึ่งทุ่มเททั้งชีวิต ต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรียกว่า ชัยชนะ
ชัยชนะของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ตามความคิดของผู้เขียนแล้ว ความหมายแห่งชัยชนะ ผกผันมากน้อยขึ้นอยู่กับเดิมพันของตัวผู้ต่อสู้เอง สำหรับเรื่องราวที่จะเล่าในวันนี้ คือเรื่องราวของนักกีฬาผู้ไม่ยอมแพ้ สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ “แวว” นักกีฬาพาราลิมปิกประเภทวีลแชร์ฟันดาบ เจ้าของ 2 เหรียญทองและ 2 เหรียญเงิน เดี่ยวฟอล์ยและเดี่ยวเอเป้ จากเฟสปิกเกมส์ ปูซาน ประเทศเกาหลี ในปี 2545 และในปีถัดมา 2546 จากไทยแลนด์โอเพ่น คว้า 1 เหรียญทองเดี่ยวฟอล์ย และ 1 เหรียญทองแดงเอเป้
ปัจจุบันแววอายุ 38 ปี ทำงานเป็นวิทยากรสังกัด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร กลุ่มทรัพยากรบุคคล บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขณะเดียวกันก็เป็นนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติ ทำงานรับใช้ประเทศในฐานะนักกีฬาทีมชาติ ทุกวันนี้มีบ้าน มีรถยนต์ มีครอบครัว และมีความสุข ที่สำคัญมีโอกาสที่ดีกว่าใครหลายคน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ นักกีฬาฟันดาบผู้แข็งแกร่งซ่อนสายน้ำตา และความเจ็บช้ำไว้แค่ไหน คงต้องให้ตัวเธอเองเป็นผู้เล่า
อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นในวันที่ 9 พ.ค. 2538 เช้าตรู่ของวันที่แสนจะธรรมดาวันหนึ่ง แววซ้อนมอเตอร์ไซค์เพื่อนไปทำงานที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนกล้องถ่ายรูปในนิคมอุตสาหรรมลำพูน เปรี้ยง! โครม ได้ยินแต่เสียงแล้วจำอะไรไม่ได้ ไปฟื้นที่โรงพยาบาล แพทย์ต้องตัดกระดูกสะโพก เย็บตา เย็บหน้า หลังของแววหัก ซึ่งทำให้เส้นประสาทส่วนใหญ่ถูกทำลาย ทุกวันที่ตื่นขึ้นคือความเจ็บปวดที่เพิ่มเป็นร้อยเท่า ร่างกายเป็นอัมพาตท่อนล่างมาตั้งแต่นั้น
“รวดร้าวทั้งกายและใจ น้ำตาไหลเป็นสายๆ จะทนทุกข์ทรมานกับร่างกายได้อีกแค่ไหน ถึงขั้นตัดสินใจฆ่าตัวตาย ตอนนั้นรู้จากหมอแล้วว่าจะเดินไม่ได้อีก ไม่อยากอยู่ต่อ ก็ได้แต่คิดเพราะท่อนล่างขยับไม่ได้เลย ทำให้แค่คิดจะตายก็ยังตายไม่ได้ แม่กับน้องสาวมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล เจอพอดีขณะยันตัวขึ้นนั่ง เพื่อกระถดตัวให้ตกจากตึก แม่ทั้งหยิกทั้งตี ตะโกนทั้งน้ำตาว่า กูเลี้ยงมึงมา 18 ปี ทำไมถึงจะเลี้ยงอีกไม่ได้”แวว เล่า
แม่ลาออกจากงานเพื่อดูแลเธอ บ้านฐานะยากจน ทำสวนเล็กๆ น้อยๆ หลังแววประสบอุบัติเหตุ พ่อกินเหล้าหนักเมามายขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดแม่ก็ต้องแยกทางไป หนทางข้างหน้ายิ่งดูมืดมน เงินไม่มีสักบาท แม่ก็หนีไปแล้ว แววถูกส่งมาฝึกอบรมวิชาชีพ ที่ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการหยาดฝน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เธอเรียนคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันก็ฝึกกีฬาที่สนใจ แรกคือปิงปองและบาสเกตบอล โดยเฉพาะบาสเกตบอลนั้นเก่งขั้นติดทีมจังหวัด แต่เธอเองที่ตัดสินใจเปลี่ยนมาฝึกกีฬาฟันดาบ
“อยากเล่นเดี่ยวมากกว่า บาสเกตบอลมันต้องเล่นเป็นทีม โดยส่วนตัวแล้วอยากเล่นกีฬาอะไรที่มันสามารถควบคุมปัจจัยทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง” แวว เล่า
ตอนตัดสินใจออกจากทีมวีลแชร์บาสเกตบอล เป็นอะไรที่กดดัน กว่าจะตัดสินใจได้ก็นอนไม่หลับหลายคืนอยู่ สุดท้ายหนีมากับเพื่อน 2 คน มาสมัครที่กรุงเทพฯ (ฮา) วีลแชร์ฟันดาบเพิ่งมีไม่นาน เนื่องจากฮ่องกงซึ่งเป็นเจ้าภาพปีนั้น ต้องการให้มีรายการฟันดาบ ส่งคนมาจัดสอนและฟรีอุปกรณ์ทั้งหมด มองในมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องดีที่จะได้เติบโตพร้อมกับวีลแชร์ฟันดาบของไทยไปเลย
“กีฬาฟันดาบ อุปสรรคคือตัวของเราเอง มั่นใจในตัวเองแต่มุมหนึ่งก็ขี้โมโห กีฬาประเภทนี้ต้องคุมอารมณ์ เพราะฟันดาบคือชัยชนะแห่งเสี้ยววินาที นิดเดียวนี่มันไปเลย หรือถ้ารู้ตัวว่าไปแล้วก็ต้องรีบกลับ (ฮา) ”แวว เล่า
ถึงวันนี้แววคว้าเหรียญจากรายการแข่งขันระดับประเทศมาแล้วมากมาย สำหรับเธอแล้วชีวิตที่ผ่านไปคือมิติของหลุมอารมณ์ ที่เติมเต็มไปทีละหลุม การงาน การเงิน การศึกษา ครอบครัว และความรัก (ฮี้ววววว....) แววยิ้มน้อยๆ ก่อนเล่าว่า การงานตอนนี้ทำงานอยู่ที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งให้โอกาสและให้งานแก่ผู้พิการ ปัจจุบันเธอเป็นวิทยากรทำหน้าที่บอกเล่าชีวิตและความเจ็บปวด เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้คน ดีใจทุกครั้งที่มีคนเดินมากระซิบว่า ขอบคุณ
การเงินดีขึ้นโดยลำดับ เปรียบเทียบกับอดีตที่วันหนึ่งเคยไม่มีเงินสักบาท วันนี้ของเธอซื้อบ้านให้พ่อ ซื้อบ้านให้แม่ แถมซื้อที่ดินอีก 16 ไร่ ซื้อแปลงที่ดินซึ่งเคยเป็นของคนที่รวยที่สุดในตำบลให้พ่อ (อันนี้ปมของพ่อฮา) ด้านการศึกษา แววกลับไปเรียนจนจบ กศน.แล้วต่อปริญญาตรี คณะบริหารการจัดการ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต รวมทั้งส่งน้องเรียนจบปริญญาตรีด้วย
ปัจจุบันสมรสแล้วกับนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบรุ่นน้อง ชีวิตประจำวันสอดล้อไปกับงานที่รัก ทั้งการทำงานที่เดอะมอลล์ และการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์สำหรับคนพิการ One World โลกใบเดียวกัน ส่วนวันเสาร์วันอาทิตย์จะซ้อมกีฬา หรือบางครั้งก็รับจ๊อบสอนคนพิการขับรถยนต์
คำตอบของชีวิตคือใจ ถ้าใจไม่ยอมแพ้เสียอย่าง ในที่สุดเราจะคว้าชัยชนะ บางทีมันอาจจะกินเวลา หรือแม้กระทั่งบางทีที่มันอาจจะยากแค้นแสนสาหัส แต่ตราบใดที่เราสู้ เราก็จะยังอยู่ในเกม สำหรับแววแล้ว ชีวิตคือเกมที่ยังไม่จบ และอย่างน้อยที่สุดเธอก็คว้าชัยชนะให้กับช่วงหนึ่งของชีวิตที่เคยล้มไปแล้วลุกกลับขึ้นมาได้ใหม่
5 คนเก่งในใจของผู้ชนะ
1.สมรักษ์ คำสิงห์
นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก ซิดนีย์ ปี 2000 เขาคือนักกีฬาไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก และเป็นต้นแบบในใจของสาวน้อยนักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบ ที่ตอนนั้นเพิ่งเข้าวงการได้ไม่นานผู้นี้
2.ประวัติ วะโฮรัมย์
นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ผู้คว้าเหรียญทองให้แก่ประเทศไทยจากการแข่งขันพาราลิมปิก ซิดนีย์ 2000 เพราะฉะนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งเหรียญบันดาลใจที่สำคัญของแวว (ปีนั้นเธอไม่มีโอกาสได้ไป)
3.ภราดร ศรีชาพันธุ์
นักกีฬาชาวไทยที่มีอันดับโลกเจ๋งๆ คงไม่มีใครเกินชายหนุ่มนักเทนนิส ภราดร ศรีชาพันธ์ แม้จะเป็นอดีตไปแล้ว แต่ก็ขอเป็นหนึ่งคนไทยที่ภาคภูมิใจในหน้าประวัติศาสตร์นี้
4.สายชล คนเจน
นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ผู้คว้าเหรียญทองให้แก่ประเทศไทยจากการแข่งขันพาราลิมปิก ลอนดอน ปีล่าสุด 2012 เพื่อนนักกีฬาและทำงานด้วยกันที่เดอะ มอลล์ กรุ๊ป อีกหนึ่งตัวอย่างคนสู้ชีวิตที่ต่างเป็นกำลังใจแก่กัน
5.รัตนา (ไม่ทราบนามสกุล)
ไม่รู้จักเป็นส่วนตัว แต่ทึ่งในความแข็งแกร่งของนักกีฬาอาวุโสท่านนี้มาก ท่านเป็นอดีตนักกีฬาผู้คว้าเหรียญเงินวีลแชร์เทนนิสให้กับประเทศไทย ปัจจุบันท่านอายุ 55 ปีแล้ว แต่ยังติดทีมชาติวีลแชร์เทนนิส กำลังกายและกำลังใจเข้มแข็ง สมเป็นตัวอย่างนักกีฬาผู้พิการที่รู้จักใช้ชีวิตอย่างแท้จริง







