
ณรงค์ แคสนั่น ผู้พิชิตน้ำหนักด้วยกำลังใจ
โดย... ร็อกนีย์ 3229/ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
โดย... ร็อกนีย์ 3229/ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
“อยู่มาทุกวันนี้ด้วยแรงใจ ชีวิตของผมถูกยกขึ้นจากจุดต่ำสุดของชีวิตก็ด้วยกำลังใจ กำลังความดีของญาติมิตรคนรอบข้าง พ่อแม่พี่น้องและเพื่อนทุกคน” นักกีฬาพาราลิมปิกประเภทยกน้ำหนัก ณรงค์ แคสนั่น หรือ “อาลี” เล่าถึงชีวิตของนักกีฬาที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคแห่งตัวเอง
29 ส.ค.9 ก.ย.นี้ กีฬาพาราลิมปิกจะทำการแข่งขันกันที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วันนี้ก็ขอมาทำความรู้จักกับหนึ่งในนักกีฬาที่อาจจะคว้าเหรียญแห่งเกียรติประวัติให้กับคนไทย อาลีเป็นนักกีฬาประเภทยกน้ำหนัก ปัจจุบันอายุ 31 ปี บิดา คือ สาบู และมารดาคือ รอบีอ๊ะ แคสนั่น บ้านเกิดอยู่ที่ อ.ละงู จ.สตูล ซึ่งปัจจุบันขึ้นมาทำงานและฝึกกีฬาอยู่ที่บางละมุง จ.ชลบุรี
นักกีฬาพาราลิมปิกผู้นี้เป็นโปลิโอขาขวาลีบ แรงบันดาลใจของเขาไม่มีอะไรอื่น นอกเสียจากความคิดแบบเด็กๆ ช่างฝันที่ว่า สักวันอยากนั่งเครื่องบิน เข้ามาสู่วงการกีฬายกน้ำหนักได้ก็เนื่องจากโค้ชฝึกสอนได้เล็งเห็นถึงหน่วยก้าน โดยในสมัยแรกๆ นั้นเขาเล่นกีฬาหลายชนิด โดยเล่นให้กับโรงเรียนที่สังกัด คือ โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ ซึ่งเป็นโรงเรียนฝึกวิชาชีพแก่ผู้พิการที่พัทยา ยังจำได้ถึงคำพูดของโค้ชที่ว่า “เดี๋ยวจะพาไปรุ่ง” (ฮา)
ทำเป็นขำไป เพราะในที่สุดอาลีก็รุ่งจริงๆ เขาเริ่มแข่งระดับนานาชาติครั้งแรกในปี 2546 จากการเข้าร่วมอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 2 ที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม คว้าเหรียญเงินเหรียญแรกจากรุ่นไม่เกิน 56 กิโลกรัม และในปี 2548 จากอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 3 ที่มะนิลา ฟิลิปปินส์ ก็คว้าเหรียญทองเหรียญแรก จากรุ่นไม่เกิน 52 กิโลกรัม จากนั้นก็คว้าเหรียญจากทุกรายการที่เข้าแข่งขัน จากวันนั้นถึงวันนี้คว้าชัยมาได้แล้วไม่ต่ำกว่า 9 เหรียญ โดยน้ำหนักที่ยกได้ถือเป็นนักยกน้ำหนักอันดับที่ 4 ของโลกในปัจจุบัน
“มองย้อนกลับไปก็คงไม่มีอะไรนอกจากครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า คนพิการ ซึ่งมันระคายหู เราถูกมองว่าเป็นภาระสังคม ต้องพึ่ง ต้องขอ คงไม่มีอะไรช้ำเท่านี้อีกแล้ว แต่เพราะกำลังใจของคนในครอบครัว โดยเฉพาะโค้ชคนปัจจุบัน ซึ่งให้ทุกอย่างทั้งกำลังใจ ความคิด สติปัญญา ผมไม่คิดว่าเขาเป็นโค้ช แต่คิดว่าเขาเป็นเหมือนแม่อีกคนหนึ่งของผม เป็นคนในครอบครัวและในชีวิตของผมจนกว่าจะหาไม่” อาลี เล่าถึง สาคร ส้มสุ่ม โค้ชจากสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ซึ่งดูแลเขาอยู่
โค้ชผู้เสมือนมารดาคนนี้ ไม่เพียงจะเป็นสปอนเซอร์นักกีฬาในสังกัดช่วงที่มีรายการแข่งขันเท่านั้น หากอาลีเล่าว่า ทุกอย่าง ต้องพูดว่าทุกอย่างและทุกเวลา ทุกอย่างคือทุกสิ่งที่ขาดเหลือในชีวิต แม้หลายครั้งจะไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องการกีฬา แต่สาครก็หามาให้อย่างเต็มใจ สวัสดิการนักกีฬาคนพิการนั้น ถามเข้าจริงๆ ก็ต้องกระเหม็ดกระแหม่อย่างน่าใจหาย ถ้าไม่ได้คนเต็มใจช่วยอย่างโค้ชสาคร อาลีก็บอกว่า ชีวิตคงยากกว่านี้เยอะ
“จะมีใครก็มีโค้ชนี่แหละ ที่มาช่วยดู จะกินจะนอนยังไง เขาดูแลหมดทุกอย่าง สวัสดิการทั้งหมดบอกตรงๆ ว่าน้อย ตัวโค้ชเองก็ไม่ได้มาก ค่าตอบแทนของเขาก็ไม่คุ้มหรอก ถ้าเขาไม่มีใจ เขาทำไม่ได้ ผมซาบซึ้งในน้ำใจมาก ตัวเขาก็ต้องการช่วยเหลือคนพิการอยู่เป็นทุน เป็นโชคดีของผมมากที่ได้มาเจอกับเขา” อาลี เล่า
เวลานาทีโค้ชมีให้ ต้องการปรึกษาหารือ ต้องการระบายความอัดอั้นตันใจ โค้ชเป็นเพื่อนคุยและให้คำแนะนำที่ดีทุกครั้ง โดยสาครจะให้แง่คิด ปลุกปลอบให้กำลังใจ อย่าท้ออย่าถอย โค้ชอยู่ตรงนี้ทั้งคน อาลีบอกว่า คนอื่นฟังแล้วอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่กับอาลีแล้วได้คิดและได้กระตุกจิตกระตุกใจให้กลับมาสู้ ยิ่งกว่านี้ก็คือความทุ่มเทที่โค้ชมุ่งมั่นให้กับการแข่งขันทุกรายการ อย่างนี้แล้วจะไม่ยกให้เป็นเสมือนแม่อีกคนได้อย่างไร







