
ภายใต้ความทรงจำอันมืดดำ
เมื่อพูดถึงวลีอมตะที่ว่า “อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ” ใครหลายคนคิดถึงความทรงจำในอดีตอันเลวร้าย และอยากสลัดมันทิ้งไปให้พ้นจากชีวิต
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
เมื่อพูดถึงวลีอมตะที่ว่า “อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ” ใครหลายคนคิดถึงความทรงจำในอดีตอันเลวร้าย และอยากสลัดมันทิ้งไปให้พ้นจากชีวิต
แต่ในที่สุดกลับพบว่ายิ่งพยายามลืมเท่าไหร่ ยิ่งจดจำได้แม่นยำขึ้นเท่านั้น
พชร ปิยะทรงสุทธิ์ ศิลปินหนุ่มวัย 26 คนนี้ ก็มีความทรงจำอันมืดดำฝังแน่นในหัวใจ แต่เขาเลือกที่จะไม่ลืม แถมยังรื้อฟื้นและพยายามกลั่นบทเรียนล้ำค่านั้น ให้กลายเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
ประพันธกรจากอดีต (Author of the Past) นิทรรศการจิตรกรรมที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามต่อตัวตน และความทรงจำของเขา พชรได้รื้อถอนความทรงจำและความเชื่อของตนเองเพื่อค้นหาความจริงบางแง่มุม โดยอาศัยไวยากรณ์ของการอุปมาอุปไมยและใช้สัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบ (Metaphor) ถ่ายทอดความเสื่อมสลาย ความขัดแย้ง ความกลัว ให้ออกมาเป็นภาษาทางจิตรกรรมอันน่าตกตะลึง “ผมให้ความสำคัญกับความทุกข์ เพราะความทุกข์มันมาแล้วก็อยู่กับเรา ให้เราจดจำ เรียนรู้ ต่อสู้ ไม่เหมือนกับความสุขที่มาแล้วก็ไป เราไม่สามารถเรียนรู้ได้มากเท่ากับความทุกข์ ความเศร้า ความเจ็บปวด ลองสังเกตดูว่ากว่าที่เราจะค้นพบอะไรบางอย่าง กว่าจะประสบความสำเร็จ เราทุกคนต้องล้วนผ่านความยากลำบาก ล้มเหลว ความทุกข์ยากมาแทบทั้งนั้น”
ภาพจิตรกรรมเหนือจริง ลึกล้ำด้วยจินตนาการ สอดแทรกแนวคิดอันเฉียบคม ผสมผสานด้วยฝีไม้ลายมือการเขียนภาพเหมือนที่ดูสมจริงสมจัง ผลงานทั้งหมด 13 ชิ้น สร้างขึ้นภายใต้เทคนิคการสร้างสรรค์ด้วยสีน้ำมันบนผ้าลินิน
“คำว่า ประพันธกรจากอดีต หมายถึงผมซึ่งเป็นประพันธกร เป็นผู้เขียน เขียนเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับการปรับเสริมเติมแต่งมาจากประสบการณ์ความทรงจำในอดีต ความทรงจำเหมือนดินน้ำมันที่บิดได้ จะปั้น จะตกแต่งให้เป็นรูปเป็นร่างยังไงก็ได้ งานนี้เลยเหมือนเป็นการวิเคราะห์ตัวเองวิเคราะห์จากอดีต วิเคราะห์จากความทรงจำและประสบการณ์ที่เราสั่งสมมาชั่วชีวิตว่าอะไรที่ทำให้เรากลายมาเป็นตัวเราได้อย่างทุกวันนี้”
แต่ละภาพล้วนเต็มไปด้วยสัญลักษณ์เด่นชัดนั่นคือของเหลวสีดำ ซึ่งผู้ชมแต่ละคนอาจตีความแตกต่างกันออกตามประสบการณ์ของตัวเอง อาจจะเป็นเลือด อาจเป็นความทรงจำอันเลวร้าย มืดหม่น หดหู่ ความทุกข์ ความเศร้าสะเทือนใจ ความหวาดกลัว ความสกปรกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนที่ลบไม่ออก ฯลฯ
“สีดำมันเป็นสีแบบว่า...มันดำกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว มันมืด มันสกปรกกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว” เขาเปรียบเปรยไว้อย่างมีเลศนัย ก่อนพูดต่อมาว่า
“ผมให้ความสำคัญกับไอเดียมากกว่าเทคนิค เพราะถ้าเราไปใส่ใจเทคนิคอย่างเดียว มันก็จะมีแค่เรื่องความสวยความงาม แค่ความสวยความงามอย่างเดียว มันทำให้ตาย ตัน ไปต่อไม่ได้ ผมว่างานศิลปะที่ดีจึงควรใส่ความคิดอะไรบางอย่างลงไปให้มันเชื่อมโยงกับสังคมได้ ทำให้คนดูดูแล้วฉุกคิด ตรงนี้มันสำคัญกว่าที่เราจะดูแค่เหมือนไม่เหมือน สวยไม่สวย” ศิลปินเจ้าของผลงานยืนยันหนักแน่น
ในฐานะผู้สร้างงานศิลปะ คนอย่างพชร ปิยะทรงสุทธิ์ ไม่หวังอะไรมากไปกว่าการได้เสพหนังสือ ภาพยนตร์ ศิลปะ และดนตรีดีๆ สนทนากับผู้คน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบแนวคิดในการทำงานครั้งต่อไป
“ผมคาดหวังกับตัวเองไว้สูงในเรื่องของการทำงาน เหมือนกับเราต้องต่อสู้กับตัวเอง ระหว่างทำในสิ่งที่ต้องทำ นั่นคือทำงานกราฟฟิกในบริษัทเอกชนเพื่อเลี้ยงชีพ กับสิ่งที่อยากทำ นั่นคือการเขียนรูป ทำงานศิลปะอย่างที่เราตั้งใจไว้ ก็ต้องแบ่งเวลา แบ่งความคิด จัดสรรแผนการชีวิตให้ดี
ความคาดหวังต่อคนดู ผมแฮปปี้นะ ไม่ว่าเขาจะดูแล้วมองเห็นอะไร จะรู้สึกเศร้า หดหู่ กลัว สะเทือนใจ ประทับใจ มันก็ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน อย่างเช่นวันก่อน เจอฝรั่งคนหนึ่ง เค้าดูภาพแล้วบอกว่าร้องไห้ คิดถึงแม่ ผมฟังแล้วตกใจ และดีใจ เพราะนี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมมากกว่าเรื่องจะขายได้กี่ชิ้น นักวิจารณ์จะชมหรือด่า มันแสดงให้เห็นว่าเราสัมผัสถึงกันได้ ผมว่ามันสำคัญที่สุด”
ภายใต้ความทรงจำอันมืดดำ ล้วนมีแสงเปล่งประกาย
นิทรรศการ “ประพันธกรจากอดีต” โดยพชร ปิยะทรงสุทธิ์ จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 12 ส.ค. 2555 ณ ดีโอบี หัวลำโพง แกลเลอรี่ (ถนนพระราม 4)







