
ธรรมปฏิบัติ...เพื่อการรู้แจ้ง ในธรรม ณ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา! (ตอน ๔)
การควบคุมกาย วาจา ใจ ให้สำรวมระวัง ขณะนั่งอยู่ตรงนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนปฏิบัติ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เป็นอำนาจบุญกุศลที่เกิดขึ้น
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
การควบคุมกาย วาจา ใจ ให้สำรวมระวัง ขณะนั่งอยู่ตรงนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนปฏิบัติ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็เป็นอำนาจบุญกุศลที่เกิดขึ้น ให้เกิดความดี ให้เกิดความรู้ชอบ เพื่อละความชั่วทั้งปวงให้หมดสิ้นไปจากไตรทวาร ละ...ซึ่งอบายทั้งปวง...โรคร้ายทั้งสิ้นได้ “กุศล” จึงแปลว่า “การตัดขาดจากความชั่ว บาป อบายทั้งปวงให้สิ้นไป” จึงเรียกว่า กุศลกรรม
เราประกอบกุศลเกิดขึ้นได้อย่างไร?... เกิดที่ไหน?... ให้ผลเป็นอย่างไร?... ทำอย่างไรจึงให้เกิดผลนั้นหรือการกระทำนั้นให้ถูกต้อง?... เป็นคำถามที่นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองจริงๆ จะได้เข้าใจว่า เรียนทำไม?? รู้ทำไม?? ปฏิบัติทำไม? เพื่อจะได้ไม่กังขาในการเรียนรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติ และจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตรงตามสัมมามรรค เพื่อสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ...
การดำริตั้งความคิดเพื่อก่อเจตนาขึ้นในจิตว่า จะทำความดีเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่มีผล หากว่าไม่ลงมือการปฏิบัติ... เพราะธรรมทั้งปวง กิจทั้งหลาย สำเร็จด้วยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย... เราต้องการเวลาชั่วขณะหนึ่งมาประกอบการกุศล ฝึกฝนตนเองให้รู้จักควบคุมตนเอง จึงต้องตั้งใจปฏิบัติด้วยสามัญสำนึกแห่งตน... อาตมาก็ไม่สามารถควบคุมพวกท่านทั้งหลายให้ปฏิบัติได้ หากท่านทั้งหลายไม่ควบคุมกันเอง การควบคุมตนเองได้อย่างถาวรนั้น เป็นก้าวของชีวิตที่นำไปสู่ความสำเร็จ ผู้เป็นเจ้าของนั้นต้องควบคุมตนเอง กระทำเอง การควบคุมได้นั้นจึงต้องฝึกฝน ฝึกฝนให้อดทนอดกลั้นต่ออิฏฐารมณ์อนิฏฐารมณ์ (สิ่งที่ชอบและไม่ชอบใจ) ฝึกฝนให้อดทนอดกลั้นต่อหนาวร้อนอ่อนเย็นที่กระทบอยู่ สัมผัสอยู่ การจะฝึกฝนดังกล่าวได้จึงต้องมีการตั้งค่าความจริงอันหนึ่งกลางจิต เป็นอุดมคติของธรรมะที่เรียกว่า สัจธรรม คือมุ่งหมายเพื่อให้ถึงซึ่งประโยชน์ในธรรม การตั้งสัจจะขึ้นในจิตใจนั้น เพื่อเป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิตให้ไปถึงที่หมาย เพื่อได้เกิดคุณประโยชน์อันเป็นไปเพื่อความเป็นคุณ ความเจริญ อันเป็นไปเพื่อความดีที่มีคุณค่าต่อชีวิต... เช่น เราตั้งไว้ในขณะนี้ว่า เราจะตั้งใจสดับตรับฟังธรรม เพื่อจะปฏิบัติธรรม เราจะบูชาธรรม จะสนใจฟังทุกคำ
การฟัง เป็นเรื่องของการเรียนรู้ รู้เพื่ออะไร?? เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการสำรวมระวังตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อให้เกิดคุณเห็นความจริงแยกแยะดีชั่ว บาป-บุญ เลว-ประณีต ประโยชน์-ไม่ประโยชน์ทั้งหลายได้ เพื่อสำรวมระวัง... สำรวมเพื่อไม่ให้เกิดความเคลื่อนไหวไปสู่ส่วนของความไม่ดี ความไม่รู้ ความเบียดเบียนตน... สำรวมเพื่อให้อยู่ในฐานที่ตั้งของความเป็นปกติ ปกติที่รู้-ตื่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ซัดส่ายไปในวิถีแห่งความปรุงแต่งที่ทำให้เกิดโทษภัยทั้งหลาย เหมือนคนมีบ้านเรือนอยู่ ไม่เที่ยวเดินจรจัด เที่ยวตุหรัดตุเหร่ไปในตามที่ต่างๆ เราก็นิ่งสงบอยู่ตรงนี้
ความนิ่งสงบอย่างรู้และไม่ออกไปเกี่ยวเนื่องกับภาวะปรุงแต่งทั้งปวง ที่ส่งสืบเข้ามาทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ จึงเรียกว่า มีความสำรวมระวัง... เพื่อให้กระบวนการฟังนั้นมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญญา สดับแล้วเกิดปัญญาเกิดความรู้ความเข้าใจว่า “ปฏิบัติทำไม... ปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์อะไร... ได้แล้วนั้นเกิดผลอย่างไร... ผลนั้นเป็นอย่างไร”...
เราก็มาดูว่า การที่เราจะสำรวมระวังนั้น ก็ต้องควบคุมตนเอง... การควบคุมตนเอง คือควบคุมวิญญาณทั้ง ๖... วิญญาณ ๖ นั้นก็คือ อาการรู้ของจิตที่เกิดขึ้นทางอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ... ควบคุมวิญญาณ คือ ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวเนื่องเสพในเบญจกามคุณ จนขาดสติ จนเกิดความเป็นอกุศล เรียกว่า รูปที่เข้ามาทางตาของเรา เสียงที่เข้ามาทางหูของเรา กลิ่นที่เข้ามาทางจมูกของเรา รสชาติที่กระทบลิ้น สัมผัสทางกาย หรือธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นทางใจของเรานั้น เรามีการกำหนดรู้เท่าทัน ให้รู้เห็น รู้เท่าทัน เพื่อละวางในความปรุงแต่งที่จะเกิดขึ้น ในความเกี่ยวเนื่องที่จะก่อรูปตามมา
วิถีแห่งความวิเวก ความสันโดษ หรือความสงบนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่อการฟัง ซึ่งก็ต้องการความวิเวก... ความวิเวกหรือปวิเวก คือ ความอยู่อย่างมีความเฝ้าระวังในความสงบสงัด... ปลีก หลีกออกมาจากความเกี่ยวเนื่องในผัสสะทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก จึงต้องเกื้อต่อกันทั้งความสงัดภายนอกและความสงบภายใน... ความวิเวกนั้นมีอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ กายวิเวก จิตวิเวก และอุปธิวิเวก
วิเวกทั้งสามนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เกิดขึ้นโดยการกระทำที่มาจากความสำรวมระวัง... สำรวมระวังในการรับรู้ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ไม่ให้มัวเมาเสพในเบญจกามคุณคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันเป็นโทษ เป็นทุกข์ เพราะด้วยอำนาจแห่งความกำหนัดยินดี ที่เข้าไปพัวพันในรูป เสียง รส สัมผัสนั้น ย่อมให้เกิดความทะยานอยาก เร่าร้อน ยึดมั่นยึดถือในสิ่งเหล่านั้น ความยึดมั่นยึดถือที่เกิดจากความอยากนั้น จึงให้เกิดความวิปลาส เพราะทำให้เราคลาดเคลื่อนจากความจริงที่ตั้งเป็นสัจจะไว้กลางจิตใจ
แต่พวกเราทั้งหลายนี่คิดดีเป็น แต่ทำไมเมื่อทำดีแล้วจึงไม่ได้ผลหรือทำดีไม่ได้ตามที่คิด นั่น เพราะอะไร!?... คำตอบคือ เพราะกระบวนการพัฒนาตนเองของเราเพื่อควบคุมตนเองนั้น มันล้มเหลว... ที่ล้มเหลว เพราะเราแพ้ใจตัวเอง เห็นของสวยๆ ก็แพ้ใจตนเอง อยาก... เห็นเสียงเพราะๆ ก็แพ้ใจตนเอง อยาก... เห็นกลิ่นหอม ก็อยาก... เห็นรสชาติอย่างนี้ ก็อยาก... สัมผัสอย่างนี้ ก็อยาก... พออยากขึ้นมา ก็เหนี่ยวเข้าไปยึด ยึดในรูป ยึดในเสียง กลิ่น รส สัมผัส ยึดเพราะชอบใจ และยึดโดยการผลักออก ก็ไม่ชอบใจ... ความชอบความชัง จึงเป็นผลเกิดจากความยึด ความอยาก ก็คือ ราคะ โทสะ หรือให้สยบติดอยู่อย่างความไม่รู้ ก็คือ โมหะ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







