
เรื่องของคนขี้แพ้ ภาคสอง ตอน “ความเห็นที่สาม”
...หนูดี
– วนิษา เรซ ถูกฝึกมาเป็นนักวิจัยก็ดีอยู่อย่างนะคะ เราถูกสอนให้มองทุกสิ่งในโลกนี้เป็นเรื่องลึกลับ น่าค้นหา น่าหาคำตอบ พอหนูดีได้เรียนเป็นนักวิจัยก็ถูกกับจริตความชอบสืบเสาะ พอดีพอป่วยขึ้นมา อาการชอบสืบก็เลยกำเริบไปด้วย หนูดีหา “ความเห็นที่สอง” ไม่พอ ยังไปหา “ความเห็นที่สาม” ต่อ แต่มีข้อแม้กับตัวเองว่า ขอไม่เป็นหมอแผนปัจจุบัน เพราะหนูดีหามาเยอะแล้วแต่ทุกวันนี้ถ้าป่วยมากๆ ก็ยังคงไว้ใจโรงพยาบาลอยู่เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง แค่อยากเห็น อยากรู้จัก ศาสตร์การแพทย์โบราณ ที่ค่อยๆ เริ่มเลือนหายไปจากความรับรู้ของคนหมู่มากในสังคม
คุณหมอ
“ความเห็นที่สาม” นั้น หนูดีได้เบอร์โทรศัพท์มาจากผู้ปกครองเด็กที่โรงเรียนค่ะ เราคุยกันเล่นๆ เช้าวันหนึ่งใน “ห้องเรียนพ่อแม่” ก่อนปิดภาคเรียนว่าใครเคยหาหมอไทย หรือหมอโบราณบ้าง คุณแม่ท่านนี้เล่าถึง “หมอแมะ” ที่สามารถทำนายอาการได้แม่นมาก ถึงขนาดที่แมะแล้วถามว่า “คุณแม่ของคุณเคยแท้งลูกไปคนหนึ่ง ก่อนมาตั้งท้องคุณใช่ไหม” เมื่อถามแม่ดูปรากฏว่าจริงค่ะ คุณหมอเลยอธิบายว่า ที่ถามเช่นนั้นเพราะม้ามคุณอ่อนแอผิดปรกติ และสอนวิถีชีวิตที่ทำให้ม้ามแข็งแรงขึ้น โดยไม่ต้องกลับมาหาหมออีกเลยก็ได้ ขอให้ใช้ชีวิตให้ถูกกับลักษณะของร่างกายเราเองหนูดีเองได้ยินจากคุณหมอท่านแรกมาแล้วว่า หนูดีแพ้อาหารโปรดที่เคยชอบต่างๆ รวมทั้งแพ้
“มือถือ” และ “แลปท็อป” ของตัวเองด้วย ก็เลยอยากทราบว่า แล้วคุณหมออีกคนที่ไม่รู้จักกัน จะตรวจได้เหมือนกันหรือเปล่าหนอ พอไปถึงคลินิค ก็เห็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจเลือดหยดสดๆเหมือนกัน ผลการตรวจต่างกันเล็กน้อย คือ เลือดหนูดีแข็งแรงขึ้นเพราะงดอาหารที่แพ้ไปแล้วหลายเดือนแม้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เรียกได้ว่ารอดค่ะ เพราะอาการเพลียง่ายยังเป็นอยู่เรื่อยๆ บางครั้งลุกจากเตียงตอนเช้าไม่ไหว ทั้งๆที่ไม่ได้ทำงานแบกหามอะไร อาหารก็เรียกได้ว่าเกินอุดมสมบูรณ์ (บ้านหนูดีเน้นกินค่ะ) เมื่อเจาะเลือดมาสังเกต จึงพบว่า เม็ดเลือดแดงของหนูดีเริ่มสูญเสียความสามารถในการขนส่งออกซิเจน ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตรงกับอาการที่หนูดีไม่ได้บอกหมอ คือ บางครั้งนั่งเฉยๆก็เหนื่อยขึ้นมาแบบไร้สาเหตุ
หนูดีรู้ว่าตัวเองมีอาการอะไรมาตลอดชีวิต แต่ทุกครั้งที่ไปตรวจกับแพทย์องค์รวม หนูดีไม่เคยยอมบอกอาการหมอก่อน อารมณ์อยากลองภูมิหมอว่า แค่ฟังจากร่างกายเราเท่านั้น จะบอกได้หรือไม่ ซึ่งต่างกับการไปเข้าโรงพยาบาลนะคะ นั่นหนูดีรีบบอกอาการเลย เพราะสภาพไม่ไหวแล้ว อยากให้หมอรีบให้ยา จะได้หยุดเจ็บปวดเสียที
ครั้งนี้คุณหมอแมะดูแล้ว บอกว่า ม้ามหนูดีบกพร่อง มีจุดอ่อนที่มดลูก อาจทำให้ปวดท้องทุกๆ เดือน และเป็นโรคกระเพาะได้ง่าย (อาการนี้ตรงกับที่เป็น คือหนูดีกินยาแก้ปวดอย่างแรงทุกเดือนมาเป็นสิบปีแล้ว ยกเว้นช่วงเล่นโยคะมากๆ ก็จะไม่ปวดไปปีสองปี) และสภาพร่างกายนี้ ต้องปรับวิถีชีวิตอย่างเดียว ไม่เน้นยา คือ ห้ามนอนเกิน 3 ทุ่มครึ่ง ไม่มีข้อยกเว้น ไม่เช่นนั้นชีวิตนี้จะไม่มีวันแข็งแรง รวมถึงเรื่องอาหารก็ต้องมีเวลากินที่ชัดเจน ขาดหรือช้าไม่ได้ เพราะจะเพลียไปทั้งวัน อาหารเช้าเวลา 07.30 น. เน้นคุณภาพ ให้กินเป็นข้าวให้หนักท้อง และกิน 35% ของทั้งวัน อาหารเที่ยงไม่เกินเวลา 12.30 น. เน้นอิ่ม กิน 40% ของทั้งวัน ส่วนเย็นไม่เกินเวลา 18.30 น. เน้นเส้นใย กินแค่ 25% ที่เหลือ และลงท้ายว่าห้ามกินมะเฟืองและห้ามบริจาคเลือดเด็ดขาด
ยังไม่ทันได้ถามว่าทำไมห้ามกินมะเฟือง คุณหมอก็พูดต่อ ซึ่งทำให้หนูดีต้องหูผึ่งว่า ร่างกายคนแบบหนูดีนั้น
“กลัวแม่เหล็กไฟฟ้าเทียม”...แล้วแม่เหล็กไฟฟ้าเทียมคืออะไรบ้างคะ พวกโทรศัพท์มือถือกับแล็ปท็อปนั่นใช่ไหม... หนูดีคิด แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป รอฟังคุณหมอซึ่งบอกว่า ทุกสิ่งที่ไม่ใช่ร่างกายคนและปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้นั้น ใช่ “แม่เหล็กไฟฟ้าเทียม” ทั้งหมดสิ่งเหล่านี้รบกวนการทำงานกลไกร่างกายมนุษย์ แต่สำหรับคนแบบหนูดีอาการจะเห็นชัดเป็นพิเศษ คือ เพลีย เปลี้ย หมดเรี่ยวหมดแรง เช่น ไมโครเวฟ เมื่อกดไปแล้วต้องอยู่ห่างไป 4 เมตร โทรทัศน์ต้องดูห่าง 6 เท่าของหน้าจอ โทรศัพท์มือถือควรห่างจากตัว 1.5 เมตร ต้องห่างจากเบรกเกอร์ 4 เมตร ห่างจากหม้อแปลงไฟฟ้า 50 เมตร ส่วนคอมพิวเตอร์หนูดีต้องห่าง 1.5 เมตร และใช้งานได้แค่วันละ 1 ชั่วโมง
(โอ้โห ข้อสุดท้ายนี่ฟังแล้วหมดแรง นักเขียนรุ่นใหม่อย่างหนูดีจะให้หวนไปใช้พิมพ์ดีดก็คงไม่ไหว จะให้พิมพ์วันละชั่วโมง บรรดา บก. ของหนูดีจะเอาต้นฉบับที่ไหนไปลง เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ในชีวิตหนูดีอยู่ตอนนี้ค่ะ ใครมีทางแก้รบกวนอีเมลมาบอกนักเขียนคนนี้ด้วยนะคะ) อ้อ และข้อสุดท้าย
“ปลั๊กต่อ” ค่ะ ส่งสัญญาณรบกวนเช่นกัน หนูดีก็ต้องหลบให้ห่างคุณหมอบอกต่อว่า ให้สังเกตตัวเรา เวลาเครียดๆ จะหิวเร็วใช่ไหม เพราะว่าน้ำย่อยหนูดีอ่อนไหวต่อความเครียด พอเครียดปุ๊บจะหิว เพราะฉะนั้นให้พกนมถั่วเหลือง หรือน้ำข้าวกล้องงอกติดรถไว้เลยค่ะ หิวแล้วถ้ายังแวะกินอาหารไม่ได้ ก็ให้รองท้องเลย อย่าปล่อยท้องว่าง สังเกตตัวเอง หากวันไหนต้องไปบรรยายวิชาการ ก็จะไม่หิวล่วงหน้าสองสามชั่วโมง เที่ยงก็ไม่หิว จะไปหิวโซอีกครั้งก็เมื่อบรรยายเสร็จแล้ว กินเป็นพายุเลยค่ะ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดอาการระบบรวน ทั้งๆ ที่เวลาปกติก็ดูแลสุขภาพเต็มที่
แล้วก็เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมเวลาเรากินอาหารดีๆ มากมาย แต่ก็ยังเปลี้ย นั่นก็เพราะระบบดูดซึมของร่างกายไม่ดีพอ ก็ต้องไปแก้ที่ระบบของร่างกาย ไม่ใช่ยิ่งไปเพิ่มอาหารสุขภาพเข้าไป เพราะถ้าดูดซึมไม่ได้ ก็เสียเปล่าอยู่นั่นเอง
ศาสตร์โบราณเหล่านี้มหัศจรรย์ดีนะคะ หนูดีเองแม้เรียนมาแบบตะวันตก แต่ก็อดทึ่งไม่ได้ทุกครั้งที่ตัดสินใจไปหาแพทย์แบบองค์รวม ทั้งแพทย์แผนจีน แผนไทย และล่าสุดนี้ได้ลองไปหาหมอทิเบตมาด้วยค่ะ ไหนๆ ก็มีสามความเห็นแล้ว พอไปร่วมงาน
“ทิเบต” ช่วงที่ผ่านมา เลยถือโอกาสเก็บข้อมูล “ความเห็นที่สี่” มาฝากคุณผู้อ่านด้วย แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะ






