
สแกนเกม...ว่าที่เจ้ายุโรป
ถือเป็นคู่ชิงชนะเลิศที่ถูกคู่พอสมควรสำหรับ สเปน และ อิตาลี เนื่องจากทั้งสองทีมเคยมีโอกาสได้เตะชิมลางกันมาแล้วรอบนึงในเกมเปิดสนามกลุ่มซี
ถือเป็นคู่ชิงชนะเลิศที่ถูกคู่พอสมควรสำหรับ สเปน และ อิตาลี เนื่องจากทั้งสองทีมเคยมีโอกาสได้เตะชิมลางกันมาแล้วรอบนึงในเกมเปิดสนามกลุ่มซี ซึ่งเกมในวันนั้นแฟนบอลยกให้เป็นแมตช์ที่สนุกที่สุดในรอบแรก เนื่องจากได้เห็นแท็กติกและการเล่นอันยอดเยี่ยมของนักเตะระดับโลกของทั้งสองทีม ดังนั้นการโคจรมาเจอกันแมตช์ชิงดำหนนี้ ถือว่าสมน้ำสมเนื้อเป็นอย่างยิ่ง
ขุมกำลังสุดสูสี
ศักยภาพของผู้เล่นแบบตำแหน่งต่อตำแหน่งนับว่าใกล้เคียงกันมาก ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตู อีเคร์ กาซิยาส และ จิอันลุยจิ บุฟฟอน ถือเป็นมือ 1 ของโลกทั้งคู่ ไม่ว่าจะฟอร์มการเล่น เกียรติประวัติส่วนตัว รวมทั้งชื่อเสียง แถมยังเป็นกัปตันทีมทั้งสองคนด้วย เกมนี้จึงเป็นการวัดความหนึบไปโดยปริยาย
เขยิบไปดูแผงมิดฟิลด์ แฟนบอลก็จะได้เห็นการบัญชาเกมของห้องเครื่องระดับโลกอย่าง ซาบี เฮอร์นานเดช และ อันเดรีย ปีร์โล
ส่วนกองหน้าอิตาลีดูจะดีกว่านิดๆ หลัง มาริโอ บาโลเตลลี เหมาคนเดียว 2 ตุง ในเกมเด็ดปีกอินทรีเหล็กรอบตัดเชือก จนกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่มีลุ้นดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์นี้ ขณะที่สเปนมายูโรหนนี้เน้นเกมแดนกลางเป็นหลัก ส่งผลให้ เฟอร์นานโด ตอร์เรส ยังไม่เด่นเต็มตัว
ประวัติศาสตร์หรืออาถรรพ์
แมตช์ชิงดำหนนี้ถือว่ามีลุ้นเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการลูกหนังเลยก็ว่าได้ โดยเป้าหมายของสเปนในศึกยูโร 2012 หนนี้ คือ การสร้างประวัติศาสตร์ผงาดแชมป์ระดับเมเจอร์ 3 รายการติดต่อกัน หลังเป็นแชมป์ยูโร 2008 ที่ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะเดินทางไปซิวแชมป์เวิลด์คัพสมัยแรกไกลถึงประเทศแอฟริกาใต้ และในครั้งนี้หากสเปนป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ พวกเขาก็จะกลายเป็นทีมแรกที่สร้างประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้สำเร็จ
“ประวัติศาสตร์ที่เรามีสิทธิได้ มันเป็นแรงกระตุ้นชั้นเลิศที่จะพาเราชนะในแมตช์นี้” เชส ฟาเบรกาส ผู้ยิงจุดโทษประตูชัยพาสเปนเข้าชิง กล่าว
ส่วนทีมที่ทำผลงานใกล้เคียงสถานการณ์แบบเดียวกับของทัพกระทิงดุ ได้แก่ เยอรมันตะวันตก (พลาดแชมป์ยูโร 1976) อาร์เจนตินา (พลาดแชมป์เวิลด์คัพปี 1994) ฝรั่งเศส (พลาดแชมป์เวิลด์คัพ 2002) และบราซิล (พลาดแชมป์เวิลด์คัพ 2006) ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา เยอรมันตะวันตกดูจะเป็นทีมที่ใกล้เคียงที่สุด ยูโรปี 1976 นั้นต้องตัดสินกันด้วยการดวลเป้า แต่อินทรีเหล็กเป็นผู้โชคร้ายด้วยจุดโทษ “ปาเนนกา” อันลือลั่น
วัดกึ๋นกุนซือ
บิเซนเต เดล บอสเก กุนซือมาดนิ่งทัพกระทิงดุ เตรียมพาลูกทีมลงป้องกันแชมป์ยูโร 2012 กับอิตาลี และหากทำสำเร็จ นายใหญ่วัย 61 ปี จะกลายเป็นกุนซือคนแรกที่คว้าแชมป์ครบทุกใบ
แม้จะเป็นเทรนเนอร์ที่มากประสบการณ์ แต่บางครั้งความเก๋าก็หวิดพา เดล บอสเก เจ๊งเช่นกัน เนื่องจากความไม่มั่นใจ จนวางระบบไร้หอกลงสนาม ทำให้กูรูลูกหนังหลายคนออกมาวิจารณ์ว่า แท็กติกดังกล่าวเป็นตัวการพากระทิงไม่ดุสมชื่อ
ก่อนเกม เดล บอสเก กังวลเกี่ยวกับลูกทีมที่เริ่มมีอาการล้าให้เห็น หลังจากที่กรำศึกหนักมาตลอดฤดูกาล แต่ว่าลูกทีมจะฟิตพอสำหรับการลงเล่นชิงชนะเลิศคืนนี้
ขณะที่ เชซาเร ปรันเดลลี เทรนเนอร์ทีมชาติอิตาลี โยนความกดดันกลับไปฝั่งสเปน ด้วยการให้สัมภาษณ์ว่ากระทิงดุคือเต็งหนึ่งวันยังค่ำ แต่ก็ไม่วายขู่คู่แข่งว่า พร้อมเล่นงานด้วยการจี้จุดอ่อนเพื่อเปิดทางคว้าแชมป์ยูโร 2012
“เรารู้จุดอ่อนของสเปนแล้ว และเราจะเดินหน้าจัดการพื้นที่เหล่านั้น แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราจะทำอย่างเต็มที่” ปรันเดลลี กล่าว
สำหรับกึ๋นที่ ปรันเดลลี วาดลวดลายไว้ในศึกยูโรหนนี้ คือการจับผู้เล่นที่ถนัดเกมรับมาเปิดเกมรุกตามสไตล์ที่เขาถนัด จนแพ็กกระเป๋าส่งเต็งหนึ่งอย่างเยอรมนีกลับบ้านไปแล้ว หลายคนที่เห็นอิตาลีชุดนี้คงทราบดีว่า สไตล์เน้นรับลักษณะตีหัวเข้าบ้านแทบไม่มีอีกต่อไปแล้ว
จอมทัพ 3 รุม 1
ว่ากันว่าสิ่งสำคัญของฟุตบอลคือการแย่งชิงพื้นที่ตรงกลางสนาม โดยหากทีมไหนทำได้ก็จะกุมความได้เปรียบในมือหลายขุม ซึ่งตรงจุดนี้ดูจะเป็นสเปนที่ถือไพ่เหนือกว่า เพราะนอกจากจะมี ซาบี เฮอร์นานเดซ เป็นจอมทัพแล้ว ทัวร์นาเมนต์นี้ยังมี อันเดรส อิเนียสตา คู่หูจากทีมบาร์เซโลนา ที่ฉายแววเด่นจนกลบรัศมี ซาบี หลายต่อหลายเกม
นอกจากนี้ยังมี ซาบี อลอนโซ ห้องเครื่องคนสำคัญที่คอยช่วยเหลือทีมทั้งการแย่งลูกและเปิดเกมรุกโจมตีคู่แข่ง ตำแหน่งห้องเครื่องแข้งกระทิงจึงดูดีกว่า
ขณะที่ทีมชาติอิตาลีมี ปีร์โล คนเดียวที่รับบทเพลย์เมกเกอร์ ทั้งเกมรุกและเกมรับ แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าจะประมาทจอมทัพจากยูเวนตุสได้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเขาเป็นคนที่ส่งบอลให้เพื่อนสำเร็จมากที่สุดในยูโร 2012 (320 ครั้ง) ดังนั้นสเปนจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
สำนักข่าวต่างประเทศตีข่าวว่า จอมทัพของแชมป์ยูโร 2012 นี้ จะมีรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์พ่วงติดท้ายไปด้วย
จุดพีกที่แตกต่าง
หลังจากที่เสมอกัน 1-1 ในเกมแรกรอบแบ่งกลุ่ม ทั้งสองทีมมีจุดพีกที่แตกต่างกัน โดยหลังเจ๊ากับอัซซูรี สเปนก็มีเกมกับไอร์แลนด์นัดเดียวที่รูปเกมโดดเด่น นอกนั้นถือว่ามาตรฐานค่อยๆ ตกลงตามลำดับ โดยเฉพาะเกมล่าสุดที่เกือบถูกทีมฝอยทองดับฝัน แต่ยังเอาตัวรอดมาได้สำเร็จ ซึ่งแตกต่างจากขุนพลอัซซูรีอย่างสิ้นเชิง ที่ยิ่งเล่นก็ยิ่งดีขึ้นตามลำดับ ทั้งในแง่รูปเกมและวิธีการเล่น
ความพร้อม
ทีมชาติสเปนของนายใหญ่ เดล บอสเก ยังไม่ฟันธงว่าจะส่งใครลงยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า หลังจากที่ผ่านมาใช้งาน ฟาเบรกาส, ตอร์เรส และ อัลบาโร เนเกรโด สลับกันมา ซึ่งดูเหมือน เชส จะอยู่ในข่ายสตาร์ตมากที่สุด แต่หากมองในเรื่องระบบยังเป็น 4-3-3
ซาบี และ อิเนียสตา ยังคงรับบทจอมทัพแดนกลาง โดยให้ เซร์คิโอ บุสเกตส์ กับ อลอนโซ ลงตัดเกม ขณะที่ในแผงแบ็กโฟร์ยังเป็น อัลบาโร อาร์เบลัว, เซร์คิโอรามอส, เคราร์ด ปิเก และ ฆอร์ดี อัลบา โดยไลน์อัพชุดนี้เพิ่งเสียไปแค่ประตูเดียวเท่านั้นใน 5 นัดที่ผ่านมา
ทางฝั่งอิตาลีพร้อมใช้งานนักเตะชุดฟูลทีมได้อีกครั้ง หลังจากได้ คริสเตียน มาจโจ วิงแบ็กขวากลับมาจากโทษแบน ขณะที่ อิกนาซิโอ อบาเต แบ็กขวาอีกคน ก็ฟิตกลับมาจากอาการบาดเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าเช่นกัน
ปรันเดลลี น่าจะเลือกเล่นในระบบ 4-4-2 หรือ 4-3-1-2 มากกว่า 3-5-2 เหมือนในเกมแรกที่พบกับสเปน ส่งผลให้ ดานิเอเล เด รอสซี จะขยับขึ้นมาเป็นมิดฟิลด์ในเกมนี้
แนวรุกจะยังใช้คู่กองหน้าตัวหลักอย่าง อันโตนิโอ คาสซาโน และ มาริโอ บาโลเตลลี ต่อไป เพราะกำลังประสานงานอย่างยอดเยี่ยม
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
สเปน (4-3-3) : อีเคร์ กาซิยาส อัลบาโร อาร์เบลัว, เซร์คิโอ รามอส, เคราร์ด ปิเก, ฆอร์ดี อัลบา เซร์คิโอ บุสเกตส์, ซาบี เฮอร์นานเดซ, ซาบี อลอนโซ ดาบิด ซิลบา, เชส ฟาเบรกาส, อันเดรส อิเนียสตา
อิตาลี (4-3-1-2) : จิอันลุยจิ บุฟฟอน อิกนาซิโอ อบาเต, อันเดรีย บาร์ซายี, จอร์โจ คิเอลลินี, เฟเดริโก บัลซาเรตติ เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ, อันเดรีย ปีร์โล, ดานิเอเล เด รอสซี, ริคคาร์โด มอนโตลิโว, มาริโอ บาโลเตลลี, อันโตนิโอ คาสซาโน
ความน่าจะเป็นของเกม
แม้ฟอร์มอันดุดันของขุนพลอัซซูรีจะถูกชมเชยเป็นอย่างมากในการแข่งขันยูโรหนนี้ แต่เชื่อว่าแมตช์คืนนี้จะยังคงเป็นสเปนที่ครองบอลมากกว่าเช่นเคย โดย เซร์คิโอ รามอส และ เคราร์ด ปิเก สองเซ็นเตอร์ฮาล์ฟต้องช่วยกันลดช่องว่างในเกมรับ เพื่อช่วยป้องกันเกมโต้กลับสุดอันตรายของอัซซูรี
ด้านอิตาลีคงมาตามสไตล์ถนัดเช่นเคย ยังคงเล่นในแนวรับแข็งแกร่งเป็นหลัก โดยใช้สลับตำแหน่งทดแทนกันช่วยป้องกัน และใช้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันช่วยกันบีบเกม เพรสซิงกดดันคู่ต่อสู้ โดยมี ปีร์โล คอยขับเคลื่อนเกมจากแนวรับ ผ่านบอลไปสู่แนวรุก และให้ บาโลเตลลี คอยเก็บบอลในแดนหน้า
รูปแบบเกมคงจะเน้นความรัดกุมและบดกันบริเวณกลางสนามเป็นหลัก ขึ้นอยู่กับความอดทนของทั้งสองฝ่าย ครึ่งแรกสเปนค่อนข้างได้เปรียบ เพราะมีประสบการณ์ในการครองบอลและเจาะตาข่าย แต่หากเวลาผ่านไปแล้วยังไม่ได้ประตู เกมน่าจะกลับมาสูสีอีกครั้ง จึงเชื่อว่าเกมที่มีเดิมพันสูงเช่นนี้ จะบีบให้ทั้งคู่เล่นกันอย่างระมัดระวัง และเสมอกันไปใน 90 นาที
สกอร์ที่คาด : เสมอในเวลา 1-1







