posttoday
ชีวิตที่ใช่ อาชีพที่รัก

ชีวิตที่ใช่ อาชีพที่รัก

20 มิถุนายน 2555

คนจำนวนมากในสังคมไทยและทั่วโลกในนาทีนี้ กำลังมีชีวิตที่ไม่เต็มร้อย ไม่มีความสุขเต็มที่ เพราะกำลังทำอาชีพที่ “ไม่รักเท่าไร”

โดย...หนูดี–วนิษา เรซ

คนจำนวนมากในสังคมไทยและทั่วโลกในนาทีนี้ กำลังมีชีวิตที่ไม่เต็มร้อย ไม่มีความสุขเต็มที่ เพราะกำลังทำอาชีพที่ “ไม่รักเท่าไร” อยู่ แต่ปัญหาก็คือ เราก็ไม่รู้ว่า อาชีพที่รัก อาชีพที่ใช่ คืออะไร และทำอย่างไรจึงจะได้ชีวิตนั้นมา

คนเราแต่ละคนมีข้อจำกัดและเงื่อนไขในชีวิตที่ต่างกัน เช่น บางคนมีภาระเยอะกว่า ไม่สามารถสละเวลาออกเดินตามหาความฝัน หรือตามหาตัวเองได้ เท่าๆ กับคนอีกคนที่อาจมีภาระน้อยและครอบครัวสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามการได้ทำอาชีพที่รัก หรือที่ชอบ ก็เป็นปัจจัยสำคัญมากๆ สิ่งหนึ่ง ที่ช่วยให้เรารู้สึกดีกับชีวิต รู้สึกดีกับตัวเอง

ข่าวดีก็คือ เราทุกคนสามารถสละเวลา เล็กๆ น้อยๆ แม้กระทั่งในวัยผู้ใหญ่แล้ว วันละนิดหน่อย เพื่อลองค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ แต่ข่าวร้ายก็คือแม้เราจะได้ทำอาชีพที่รักแล้ว เป็นหนึ่งในคนโชคดีของโลก แต่ในอาชีพที่รักก็อาจมีสิ่งที่ไม่ถูกใจ 100% เหมือนกัน เช่น คนที่รักการเป็นนักแสดง ก็อาจพบว่า เมื่อเขาโด่งดังแล้วความเป็นส่วนตัวก็หายไป หรือคนที่รักการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ ก็อาจจะไม่ชอบการเดินทางไกลๆ เพื่อไปแข่งขันตามที่ต่างๆ ของโลก ทั้งๆ ที่เขารักการอยู่ในสนามกอล์ฟมาก ดังนั้นก่อนเราออกเดินทางค้นหาอาชีพที่ใช่ เราก็ต้องยอมรับกับตัวเองก่อนว่า แม้กระทั่งเมื่อนาทีที่เราพบอาชีพนั้นแล้ว ก็ไม่มีวันที่สิ่งนั้นจะถูกใจเราเต็มร้อย ก็คงเหมือนคนที่ได้เจอชาย/หญิงในฝันและได้แต่งงานกันน่ะค่ะ เขาก็คงไม่ได้ทำอะไรถูกใจเรา 24 ชั่วโมงเหมือนกัน โลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์ เราคงทำได้แค่เข้าใกล้มันให้มากที่สุดเท่านั้นเอง

หนูดีคิดว่าการเริ่มต้นเส้นทางของการเดินทางค้นหา “ชีวิตที่ใช่ และอาชีพที่รัก” นั้น เป็นเส้นทางที่เราควรเริ่มต้นออกเดินทางค้นหาตั้งแต่วัยมัธยม เพื่อตัดปัญหาหัวใจของการต้องกลายสภาพเป็น “เด็กซิ่ว” ต้องเอนทรานซ์ใหม่กันให้เสียเวลา เงินทอง และเสียกำลังใจ

คนที่โชคดีมากๆ ก็คือ คนที่มีโอกาสได้ค้นพบตัวเองเร็ว อาจจะจากการได้พ่อแม่ที่สนับสนุนให้ลูกได้ลองสิ่งใหม่ๆ เสมอ หรือได้ครูแนะแนวที่ดี ที่มองเห็นศักยภาพที่ไม่เหมือนใครในตัวเรา และไกด์เราไปถูกทาง หรือเรามีความสามารถอะไรสักอย่างที่โดดเด่นติดตัวมา และมันเป็นทักษะที่สังคมต้องการและให้การยอมรับ เราจึงสามารถเลือกเรียนต่อได้ด้านนั้นโดยตรง

แต่คนจำนวนมาก ไม่ได้โชคดีแบบนั้น (หนูดีเองก็เป็นหนึ่งคนที่เลือกเรียนผิดไปบ้าง...เป็นปีๆ แต่ไม่ได้มองว่าเสียเวลา เพียงแต่มองว่า เราใช้เส้นทางนานกว่า ในการค้นพบสิ่งที่ใช่เท่านั้นเอง) บางคนตอนเรียนมัธยมก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะเดินไปเส้นทางไหนดี สายวิทย์หรือศิลป์ที่เรียนมา ก็ไม่โดนสักเท่าไร ยิ่งพอจะเลือกสาขาในระดับมหาวิทยาลัยยิ่งหนักเข้าไปอีก หลายๆ คนเลือกเรียนตามเพื่อน หรือตามที่พ่อแม่บังคับไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง

เราเลยได้ผลผลิตของบัณฑิตที่ไม่อยากทำงานสาขาที่เรียนมากันมากมาย ไม่เฉพาะในประเทศไทยหรอกนะคะที่เป็นแบบนี้ หนูดีเองได้เห็นคนแบบนี้มากมายในทุกประเทศที่ได้ไปเรียน หรือได้เดินทางไปเยือนเลยทีเดียว เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสงสารและน่าเสียดายทรัพยากรสมองมนุษย์มากๆ เพราะคนเราลงต้องทำอะไรที่เราไม่รัก ไม่อิน เราก็จะไม่ใส่ให้เต็ม 100 ดังนั้น ประเทศก็จะสูญเสีย ร่วมไปด้วยกับคนกลุ่มนี้เสมอ

หนูดีมองเห็นวิธีทางแก้เบื้องต้นหลายทางที่เราเริ่มทำได้ง่ายๆ ในฐานะนักเรียน พ่อแม่ หรือครูแนะแนว แต่การแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและลึกซึ้ง คงต้องใช้การวิเคราะห์ วิจัย มากกว่าแค่การสังเกตแบบที่หนูดีทำอยู่ในตอนนี้ แต่ตอนนี้หนูดีขอเสนอตัวเลือกง่ายๆ ก่อนดังนี้

ในระดับวัยรุ่น มัธยมต้น และมัธยมปลาย–เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อมากๆ เด็กๆ กำลังสับสนที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต แค่ต้องรับมือกับฮอร์โมนวัยรุ่น และพลังกลุ่มของเพื่อนๆ และโซเชียลมีเดียก็โหลดเต็มบ่าแล้ว ยังต้องมานั่งคิด เดา บวกจินตนาการว่า ชีวิตที่เหลือทั้งหมด อยากทำอะไร

โหดนะคะ ขนาดเราเป็นผู้ใหญ่ ให้ถามว่าชีวิตตอนนี้ ใช่ 100% หรือยัง ...บางคนยังตอบไม่ได้เลย ดังนั้น หากใครมีโอกาสได้ดูแลลูก หรือนักเรียนระดับมัธยม คุณจะช่วยเด็กได้มากเลยค่ะ หากเราทำให้เขาไม่ต้อง “เดา” นั่นก็คือ ให้เด็กมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมบริษัท องค์กร หรืออาชีพต่างๆ ที่น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ว่า เด็กๆ อาจเลือกอาชีพนั้น และเลือกสาขาอาชีพให้แตกต่างกันอย่างสุดโต่งไปเลย เพื่อให้เด็กได้ลองลิ้มชิมรสชาติต่างๆ เช่น เราอาจเลือกมาสัก 8 อาชีพ ในสาขาหลากหลาย ...แพทย์ ศิลปิน แฟชั่น วิศวกร ทนาย นักธุรกิจ นักบัญชีการเงิน นักลงทุนในตลาดหุ้น โปรดิวเซอร์ ดีเจ ฯลฯ

ให้เด็กไปเจอ ไปพูดคุย มีการเสวนา ให้เด็กๆ เข้าไปฟังการบรรยายของคนเหล่านี้ และจะให้ดีที่สุดก็คือ ให้เด็กไปลองฝึกงานดูจริงๆ หนูดีเองเพิ่งได้พูดคุยกับน้องผู้ชายคนหนึ่ง ที่สมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนได้ให้ไปลองฝึกงานในโรงพยาบาลชื่อดังของรัฐ แค่เพียงฝึกงานอาทิตย์เดียว น้องรู้เลยว่า ไม่อยากเรียนหมอแล้วแน่ๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นอาชีพที่คิดไว้ว่าสนใจ และน้องก็เบนเข็มไปเรียนวิศวะ และจบมาทำงานกับองค์กรพลังงงาน น้องบอกว่า อาทิตย์นั้น เป็นอาทิตย์ที่คุ้มจริงๆ เพราะเปลี่ยนชีวิตน้องไปเลย หนูดีจึงคิดว่า เราไม่ควรมองข้ามหรือดูถูกเวลาแค่ 5 วัน 7 วัน หรือแม้กระทั่งวันเดียว ที่เด็กจะได้ลองไป “อยู่” กับอาชีพนั้น เพราะเมื่อได้เห็นของจริง เด็กก็ไม่ต้องเดาอีกต่อไป แต่สามารถตัดสินใจได้ บนข้อมูลในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากในการเลือกสาขาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

เรื่องการตามหาอาชีพที่ใช่และชีวิตในฝัน เป็นเรื่องที่พูดกันได้ไม่รู้จบ วันนี้เนื้อที่หมดลงแล้ว หนูดีขอมาชวนคุยใหม่ในสัปดาห์หน้าว่า หากเราเป็นผู้ใหญ่และต้องหลงติดอยู่กับอาชีพที่ไม่ใช่ และไม่ได้มีเวลาไปเริ่มต้นใหม่ได้เป็นปีๆ เหมือนเด็กวัยรุ่น เราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะแม้เป็นผู้ใหญ่ เราก็ยังมีสิทธิที่จะฝันในการเริ่มต้นชีวิตในรูปแบบใหม่ได้เช่นเดียวกัน

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา