
เกียรติภูมิในสนามรบ
อาจจะเก่าไปหน่อย แต่ก็ยังเก๋าใช้ได้ เก๋าตรงที่มันเป็นหนังสงครามรสแซบเวอร์!!! (มากกกกกกกก) นี่แหละ
โดย...โจ เกียรติอาจิณ
อาจจะเก่าไปหน่อย แต่ก็ยังเก๋าใช้ได้ เก๋าตรงที่มันเป็นหนังสงครามรสแซบเวอร์!!! (มากกกกกกกก) นี่แหละ
ผู้กำกับจีนแผ่นดินใหญ่ “เฝิงเสี่ยวกัง” มีงานน่าจดจำหลายเรื่อง (Cellphone/Lost My Love/Legend of the Black Scorpion/Be There or Be Square) และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งที่ถือว่าได้แสดงตัวตนและคงลายเซ็นแบบฉบับป๋าเฝิง
เรื่องนี้ป๋าเฝิงตะบี้ตะบันสร้างความสะเทือนใจให้กับหนังชนิดไม่แคร์ความรู้สึกผู้ชม ก็แกเล่นใส่อารมณ์ดรามาหนักๆ ปะทะเสียงระเบิดและห่ากระสุน ประมาณกะจะฆ่ากันให้ตายไปข้างนั่นเลย แถมยังชวนให้เสียน้ำตาตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในสมรภูมิรบของนายทหารหรือภาพชีวิตหลังปลดประจำการ
อีกอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ป๋าเฝิงยังแสดงความกระด้างกระเดื่องต่อกองทัพจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเปิดเผย ไม่รู้ว่าตอนนั้นกองทัพจีนแผ่นดินใหญ่มีท่าทียังไงต่อหนังบ้าง เพราะว่ากันตามจริง เนื้อหาหนังก็แรงส์ใช่ย่อย โดยเฉพาะประเด็นด่ากราดความผิดพลาดของกองทัพที่ทำชื่อทหารกล้า กองร้อยที่ 9 อันมีนายพลกู่เป็นแกนนำ หล่นหายจากหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะนักรบผู้เสียสละเพื่อชาติ
หนังเริ่มต้นด้วยฉากยิงสาดกันยาวเกินกว่า 10 นาทีเห็นจะได้ แล้วหลายๆ ฉากก็สมจริงเหลือเกิ๊นนนนน เลือดสาดดดดด ยิงกระจุย ด้วยการโฟกัสกล้องในระยะประชิด ตื่นเต้นจนตาแทบถลน ก็ขอฝากเตือนไปถึงผู้ปกครองว่าควรดูแลการรับชมของน้องๆ หนูๆ ที่อายุยังไม่พ้นชั้นประถมอย่างเข้มงวดด้วยล่ะ เพราะเดี๋ยวเกิดอาการสติแตกเหวอรับประทานหรือบ้าพลังระห่ำเดือดเหมือนเหล่าทหารเดนตายในหนัง ก็ไม่ไหวจะเคลียร์นะคร้าบบบบบ 555
ต้องยกเครดิตให้แก่ทีมงานวิชวลเอฟเฟกต์และทีมงานโปรดักชัน ที่สามารถสรรค์สร้างฉากต่างๆ ได้อย่างกลมกล่อม แม้ว่ามันจะมีเสียงดังน่ารำคาญหูอยู่ไม่น้อยก็เถอะ แต่ภาพรวมถือว่ายอดเยี่ยมสมราคาไม่แพ้หนังสงครามสตูดิโอใหญ่ฝั่งฮอลลีวูด
แล้วสิ่งที่ดีที่สุดของหนังที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ การมารับบทนายพลกู่โดยนักแสดงโนเนม “จางฮั่นหยู” ซึ่งเรื่องนี้เขาทำได้ดีเกินคาด ถือว่าได้โชว์ฝีมือแบบเต็มๆ จากวัยหนุ่มจนถึงวัยชรา ทำให้เห็นพัฒนาการตัวละครที่ค่อยๆ พีกขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่าเขาคือคนที่แบกหนังไว้เพียงคนเดียวก็ไม่ผิดนัก (ชนะนักแสดงนำชาย ม้าทองคำ, โดวิลล์ เอเชียน ฟิล์ม เฟสติวัล, ปักกิ่ง ฟิล์ม สติวเดน เฟสติวัล ปีนี้เขาก็โคจรมาร่วมงานกับป๋าเฝิงในหนังเรื่องใหม่ Untitled Remembering 1942 Project)
แง่มุมที่หนังนำเสนอก็ค่อนข้างน่าสนใจ ด้วยมีปมความขัดแย้งทั้งเรื่องของพล็อตและตัวละคร มุมหนึ่งหนังฉายภาพการรบพุ่งโดยมีความตายเป็นเดิมพัน อีกมุมหนึ่งก็ฉายภาพการต่อสู้ทางความคิดระหว่างอดีตนายพลกับกองทัพ ก่อนจะขยายไปสู่ประเด็นแวดล้อมอื่นๆ เช่นว่า คำมั่นสัญญาลวงๆ ของผู้บังคับบัญชา การเฝ้ารอเสียงแตรรวมพลของลูกน้อง ความอยุติธรรมหลังสิ้นสงคราม ความพยายามในการทวงสิทธิของทหารเฒ่า
Assembly อาจหมายถึงการรวมพล แต่ในหนังเรื่องนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น มากกว่าการรวมพลของทหาร มันคือความหวังที่จะมีชีวิตรอดพ้นจากฝ่ายอริ สำคัญคือว่ามันต้องเป็นชีวิตที่รอดปลอดภัยครบ 32 มากกว่าการรวมพล มันคือการกอบกู้เกียรติ เกียรติภูมิแห่งทหารที่ควรได้รับการดูแลอย่างดีจากกองทัพ หาใช่ถูกทิ้งขว้างหรือตกหล่นไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของชาติ เช่นที่นายพลกู่กำลังเผชิญหน้าอย่างเดียวดายและโหดร้าย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องออกมารวมพลกับเหล่า (วิญญาณ) ทหารหาญกองร้อยที่ 9 อีกครั้ง







