
กระแสโลกร้อนบนเวทีแฟชั่น
เรื่อง ปณิตัส / ภาพ เอพีอีพีเอ
กระแสโลกร้อนแม้จะเป็นกระแสที่ผู้คนกำลังพูดถึงกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น แต่กระนั้นเวทีแฟชั่นก็นำมาเชื่อมโยงจนได้
ล่าสุดที่กรุงปารีส เวทีแฟชั่นเรดดี ทู แวร์ ประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2010
–2011 ที่จัดกันในกร็องด์ ปาเลส์ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ดีไซเนอร์ชาวเยอรมันของอาณาจักรแฟชั่นดิออร์ เนรมิตภูเขาน้ำแข็งไว้บนเวทีรันเวย์ โอวววว ไอเดียบรรเจิดมากๆ เพราะ คาร์ล สั่งให้นำน้ำแข็งจริงๆ มาติดตั้งเอาไว้บนเวทีเลย เวลาผ่านไปไม่นาน น้ำแข็งก็เริ่มละลายลงมาเจิ่งนองเต็มพื้น ดูราวกับเป็นมหาสมุทรอาร์กติกจริงๆ (ถ้ามีหมีขาวกับแมวน้ำด้วยละก็ สมบทบาทแน่)บรรดานางแบบในชุดปุกปุยทำจากเฟอร์ปลอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แรกๆ ก็ต้องอาศัยความสามารถในการเดินบนรันเวย์ที่อุปสรรคคือ ต้อง
“เลี่ยงลอด” ถ้ำน้ำแข็ง (ย้ำว่าน้ำแข็งแท้) เวลาผ่านไป อุปสรรคที่เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างก็คือน้ำบนเวทีที่ไม่ “เฟรนด์ลี่” กับรองเท้าส้นสูงของนางแบบสักเท่าไรพวกเขาเรียกแฟชั่นโชว์นี้ว่า Climate Change Chic, Chanel Style โดยดีไซเนอร์ดัง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ บอกว่า เหตุที่เขาดึงเอาคอนเซปต์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือภาวะโลกร้อนมาใช้นั้น ก็เพราะเห็นว่า หากไม่ช่วยกันรณรงค์หรือตระหนักก็จะกลายเป็น
“หายนะ” ต่อวงการแฟชั่น“
ถ้าเราไม่มีพลังงาน ไม่มีน้ำ หรือโลกใกล้หายนะ เราจะมีปัญญาอะไรมาสร้างสรรค์แฟชั่นเทรนด์ใหม่ๆ” คาร์ล ว่านางแบบในชุดสูทสไตล์คลาสสิกผ้าทวีดของชาแนล ที่ประดับขอบเพิ่มลูกเล่นด้วยเฟอร์ (ปลอม) สวมคู่กับกางเกงที่ดูเหมือนทำจากขนของ
“ชิวอี้” ชิวเบคกา คู่หูของฮันส์ โซโล จากเรื่อง Star Wars ยืนโพสท่าให้ชื่นชมกันหน้าก้อนน้ำแข็งมหึมาที่ขนมาจากสวีเดนเพื่อการนี้โดยเฉพาะอลังการงานสร้างของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ นอกจากจะได้ผลในการช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้บรรดาแฟชั่นนิสตาในเรื่องของภาวะโลกร้อนแล้ว โปรดักชันน้ำแข็งอาร์กติกยังนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้อาณาจักรแฟชั่นชาแนลเพิ่มดีกรีความนิยมขึ้นอีกอักโข กลายเป็นแฟชั่นโชว์ที่มียอดคนเข้าชมมากที่สุดในปฏิทินแฟชั่นวีกกรุงปารีส นอกจากนี้ ยังกระตุ้นมูลค่าหุ้นของบริษัทเขียวยกแผง
บรรดาแขกวีไอพีแถวหน้าของงานนี้ มีทั้งดาราดังฮอลลีวูด ลินด์เซย์ โลฮาน และนักร้องฝรั่งเศสผู้เป็นแบบให้ชาแนล อย่าง วาเนสซา ปาราดีส์ ภรรยาของจอห์นนี เดปป์
เริ่มแรก เวทีคลุมเอาไว้ด้วยผ้าใบขนาดใหญ่ ด้วยแสงหม่นมัวสลัวราง ไม่มีใครรู้ว่า ใต้นั้นคือภูเขาน้ำแข็งของจริงจากมหาสมุทร ล้วนคิดกันไปต่างๆ นานา ... จะเป็นจำลองขวดยักษ์ของน้ำหอมชาแนล นัมเบอร์ไฟฟ์หรือเปล่า เอ... หรือจะเป็นโรงนาสไตล์อัลซาชจำลอง อย่างเมื่อปีที่ผ่านมา...?
กระทั่งเงาร่างของนางแบบ 4 คน ในชุดเฟอร์ (ปลอม) ศีรษะจรดปลายเท้า ในโทนสีกาแฟ ภูเขาน้ำแข็งก็ค่อยๆ เผยโฉมทีละน้อย ภาพของนางแบบในชุดปุกปุยเบื้องหน้าภูเขาน้ำแข็ง ดูราวกับพวกเธอเป็นผู้อพยพลี้ภัยเพราะไร้ถิ่นที่อยู่จากผลกระทบของโลกร้อน หรือไม่ก็คือนักสำรวจที่มาตรวจหาความจริง ...และแล้ว 4 สาวนี้ก็หายวับไป เป็นเวลาเดียวกับที่แฟชั่นโชว์เรดดี ทู แวร์ ประจำฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2010
–2011 ของชาแนลที่เริ่มต้นขึ้นสเวตเตอร์ นิทแวร์ ชนิดมีประกายระยิบระยับ ล้อกับประกายที่สะท้อนจากเสาน้ำแข็ง ส่วนสเวตเตอร์เดรสเนื้อแองโกราสีโทนขาวเจิดจ้า ดูกลมกลืนกับฉากหลังอย่างกับหมีขาวขั้วโลก
เฟอร์ (ปลอม) นำมาใช้ในการประดับคอปก ขอบแขน ชายเสื้อ ฯลฯ ของคอลเลกชันคลาสสิกๆ ทั้งหลายของชาแนล ไม่ว่าจะเป็นคอปกและชายเสื้อสูททวีดอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องเสื้อฝรั่งเศส รวมทั้ง ชายกระโปรงที่ออกแบบคู่สูท ที่มีทั้งสูทตัวสั้นยาว ดูคล้ายๆ ไอเดียแบบรียูสรีไซเคิล
งานนี้แม้จะมีเฟอร์เต็มเวที แต่กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและกลุ่มพิทักษ์สัตว์ ที่นิยมนำน้ำมะเขือเทศมาปาใส่คนนั่งแถวหน้าให้เละเทะ เพราะต่อต้านการทารุณสัตว์ โดยการฆ่าหรือทำให้เจ็บ เพื่อนำขนของมันมาสวมใส่ ไม่มีการต่อต้านเลย แถมยังออกจะชื่นชม
“มีคนบอกกับผมเสมอว่า เฟอร์ปลอมของชาแนลสวยที่สุด” คาร์ล กล่าวอย่างภูมิใจ “โดยเฉพาะเฟอร์ปลอมรุ่นใหม่ หนานุ่มฟูขึ้นอีก ทุกๆ คนจะรักมันเมื่อได้สัมผัส และเวลาสวมใส่ยิ่งอุ่นและเบา”กระนั้น คาร์ล ก็ไม่วายแอบกัดกลุ่มรณรงค์ไม่เอาเฟอร์
“คุณออกมาตะโกนด่าปาวๆ ก็เป็นเรื่องง่าย แต่คุณลองไปอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ หรือแถบที่หนาวเย็นตลอดปีดู คนพวกนั้นต้องอาศัยเฟอร์ที่เป็นขนสัตว์แท้เพื่อให้ความอบอุ่น”จริงๆ แล้ว นับเป็นเวลา 2
–3 ปี ที่บรรดาแฟชั่นวีกต่างๆ หันมาตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก “ระบบแฟชั่นทั้งหมดต้องมีการเปลี่ยนแปลง” เบปเป โมเดเนเซ ผู้ก่อตั้งมิลา แฟชั่น วีก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า คนในวงการแฟชั่นต้องคิดถึง “ความเป็นจริง” ให้มากขึ้น“
เราอาจจะไม่ได้เห็นความแตกต่างระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวมากๆ เหมือนเดิมอีกต่อไป หรือฤดูกาลอาจจะเปลี่ยนแปลงกระทั่งเราอาจจะไม่ได้มีโชว์ถึง 4 ครั้งต่อปีเช่นเคย เพราะคนคงไม่มาลงทุนซื้อเสื้อผ้าที่ฤดูไหนๆ ก็เนื้อเดียวกันแน่ๆ” เบปเป ยังบอกอีกว่า อีกหน่อยโค้ตยาวที่ทำจากผ้าวูลก็อาจจะขายไม่ได้“
ใครจะไปใส่ล่ะ ถ้าอุณหภูมิเฉลี่ยเท่ากับ 30 องศาเซลเซียส” เขาว่าหลายๆ ห้องเสื้อก็เริ่มกังวลกับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์วอลสตรีตเคยรายงานว่า บริษัทข้ามชาติอย่าง ลิซ แคลบอร์น ได้จ้างวิทยากรพิเศษให้ไปอบรมผู้บริหารระดับสูงเรื่องโลกร้อน เพื่อจะกำหนดแนวทางการออกแบบ และเนื้อผ้าที่จะใช้ในฤดูกาลต่างๆ เช่นเดียวกับบริษัทแฟชั่นดังๆ ของอเมริกาอีกหลายแห่งที่ทำเหมือนๆ กัน ทั้ง มาร์เก็ต และโคห์ล
บางห้องเสื้อถึงกับเพิ่มทางเลือกทางรอด ด้วยการออกแบบเนื้อผ้าข้ามฤดูกาลปกติ เพื่อที่จะดักทางฤดูกาลที่ผันผวนและยากจะคาดเดาได้
“มีหลายแห่งที่ใช้วิธีการนี้ อีกหน่อยฤดูอาจจะไม่ได้จับคู่เป็นใบไม้ผลิ/ร้อน หรือใบไม้ร่วง/หนาว อีกต่อไปก็ได้ ทุกแห่งในโลกอาจจะเหลือฤดูกาลเดียว” มาร์กาเร็ต พอร์ริตต์ แห่งแบรนด์ เฟเธอร์ส ที่มีสำนักงานในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กล่าว






