
อลังการ ไทยแลนด์ พาวิลเลียน
หากจะเอ่ยถึงชื่อเมือง “ยอซู” ของประเทศเกาหลี คงจะมีน้อยคนนักที่จะเคยได้ยินหรือรู้จักเมืองแห่งนี้
โดย..กิจจา อภิชนรจเรข
หากจะเอ่ยถึงชื่อเมือง “ยอซู” ของประเทศเกาหลี คงจะมีน้อยคนนักที่จะเคยได้ยินหรือรู้จักเมืองแห่งนี้ เนื่องจากเมืองนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองชนบทที่เน้นการทำประมงเป็นอาชีพหลักและไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยว จึงไม่ได้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หรืออาจจะรวมถึงชาวเมืองเกาหลีมาเยือนสักเท่าไรนัก แต่วันนี้ชื่อเมืองยอซูของเกาหลีจะปรากฏแก่สายตาชาวโลกมากขึ้น เพราะได้มีงานมหกรรมระดับโลก โดยเลือกเมืองเล็กๆ แห่งนี้เพื่อจัดงาน “ยอซู อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์โป 2012” ซึ่งเป็นงานมหกรรมนานาชาติเพื่อแสดงนิทรรศการเจาะลึกประเด็นสำคัญของโลก เพื่อเป็นเวทีในการแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ระหว่างนานาประเทศ ซึ่งในปีนี้เป็นวาระที่เกี่ยวข้องกับท้องทะเลและชายฝั่ง เพื่อหาแนวทางพัฒนาทรัพยากรทางทะเลของโลกให้ยั่งยืน โดยภายในงานได้มีการจัดแสดงพาวิลเลียนของประเทศต่างๆ มากมายถึง 106 ประเทศด้วยกันครับ โดยแต่ละประเทศก็นำแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ทะเลที่ยั่งยืนมาแสดง ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ที่ได้จัด “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน” ที่จัดโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาร่วมแสดง ซึ่งก็สามารถดึงดูดผู้ชมงานของเกาหลีได้ไม่น้อยจนกลายเป็นที่กล่าวขวัญของสื่อมวลชนชาวเกาหลีและสื่อมวลชนจากหลายๆ ประเทศไม่น้อย
ผมมีโอกาสได้มาเยือนงานมหกรรมครั้งนี้ โดยมาพร้อมกับคณะของบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ผู้ที่ดูแลการจัดงานไทยแลนด์ พาวิลเลียน ครั้งนี้ การมาครั้งนี้ถือเป็นการเดินทางมาเยือนเกาหลีครั้งแรกของผม ขอยอมรับตามความจริงผมแทบไม่มีข้อมูลหรือความรู้ใดๆ เกี่ยวกับประเทศเกาหลี รวมถึงแทบไม่เคยได้ยินชื่อเมืองยอซูแม้แต่น้อยเลยครับ เมืองยอซูนั้นเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ในเขตจังหวัดซอลลานัมโด ซึ่งเป็น 1 ใน 9 จังหวัดของประเทศเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งจังหวัดซอลลานัมโดนี้ประกอบไปด้วยเมืองย่อยอีก 22 เมือง มีเมืองควางจูเป็นเมืองใหญ่และเป็นศูนย์กลางของจังหวัด ภูมิภาคแห่งนี้ได้รับการขนานนามให้เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศเกาหลี เพราะมีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ จึงยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก อีกทั้งยังมีอ่าวและชายหาดที่สวยงาม เหมาะแก่การจัดงานเอ็กซ์โปในหัวข้อที่เกี่ยวกับทะเลและมหาสมุทรอย่างมาก
ทันทีที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมภายในงาน พาวิลเลียนแรกที่ผมควรต้องเข้าไปชมก็คงไม่พ้น “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน” เป็นแน่ครับ ซึ่งก็จัดได้อลังการไม่น้อยหน้าชาติใดๆ ในงานนี้เลยครับ ผมแอบได้ยินมาว่า ไทยแลนด์ พาวิลเลียน แห่งนี้เป็นที่กล่าวขวัญไม่น้อยเรื่องความอลังการและสวยงามจากสื่อมวลชนประเทศเกาหลี จนยกให้เราเป็นไฮไลต์ของงานนี้เชียวนะครับ
“สีสันบนความหลากหลายในศิลป์แห่งวรรณกรรมและจิตรกรรมท่ามกลางธรรมชาติวิถี” เป็นแนวความคิดในการจัดงานครั้งนี้ของประเทศไทยครับ โดยใช้ตัวละครในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีมาเล่าเรื่อง โดยมีตัวละครหลักเป็นสุดสาครและม้านิลมังกร มาเล่าเรื่องเพื่อให้สอดคล้องกับแนวความคิดหลักของงานเอ็กซ์โปปีนี้ที่ว่า The Living Ocean and Coast ครับ ซึ่งดูแล้วก็สร้างสีสันความบันเทิงไม่น้อยเลยทีเดียว
นิทรรศการในศาลาไทยที่นี่จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนนะครับ ทันทีที่ได้ยืนอยู่หน้าพาวิลเลียนของเรา เราก็จะพบกับส่วนที่ 1 ซึ่งจะเป็นเจ้ายักษ์ตัวใหญ่ใจดีที่มากล่าวแนะนำภาพรวมของประเทศไทย วัฒนธรรม และความเป็นไทย ให้กับผู้ที่มาชมงานดังกล่าว ซึ่งสร้างความสนใจไม่น้อย เนื่องจากยักษ์ตัวนี้สามารถขยับได้เหมือนมีชีวิต สร้างความสนใจไม่น้อยแก่ชาวเกาหลีจนใครผ่านไปมาก็ต้องยกกล้องเพื่อเก็บภาพดังกล่าวเอาไว้ครับ
หลังจากผ่านเข้าประตูที่ต้องต่อแถวยาวเหยียดจากผู้ที่รอเข้าชมไทยแลนด์ พาวิลเลียน อยู่สักพัก ก็จะได้ผ่านเข้ามาชมยังภายในครับ พบกับนางเงือกแสนสวยที่หลุดมาจากวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ซึ่งเป็นวรรณกรรมชื่อดังของไทย ส่วนที่ 2 ของนิทรรศการแห่งนี้ โดยในส่วนนี้จะมีการบอกเล่าถึงความงดงามและความสมบูรณ์ของทะเลไทยในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ด้านการประมงและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมกันนี้ยังได้สอดแทรกเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีผ่านเรื่องราวในท้องทะเลด้วยครับ
ส่วนที่ 3 เป็นส่วนที่ได้รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวในท้องทะเลและชายฝั่งของไทยที่เปรียบดั่งขุมสมบัติอันล้ำค่าที่มั่งคั่งไปด้วยความงดงามและความสมบูรณ์ของธรรมชาติจนเป็นที่ปรารถนาในการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกผ่านการนำเสนอด้วยเทคนิคใหม่ จอแบบ 360 องศา ให้ความรู้สึกเหมือนทะยานออกไปท่องยังท้องทะเลจริงๆ เลยครับ โดยตัวละครเอกของไทยแลนด์ พาวิลเลียน คือสุดสาครและม้านิลมังกรพาไปครับ ขอกระซิบบอกหน่อยนะครับว่าภาพดังกล่าวที่นำมาแสดงในส่วนนี้เป็นภาพที่เป็นภาพใหม่และทำการเพื่องานนี้เท่านั้นเลยนะครับ
หลังจากเพลิดเพลินกับไทยแลนด์ พาวิลเลียน แล้วยังพอมีเวลา ผมก็เลยถือโอกาสไปเยี่ยมชมความอลังการของพาวิลเลียนของประเทศต่างๆ ดูบ้างครับ ไหนๆ มาทั้งทีต้องชมให้คุ้มสิครับ จากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมความอลังการของอีกหลายๆ ประเทศที่มาเข้าร่วมการแสดงครั้งนี้ ซึ่งหากจะให้สาธยายก็คงบอกเล่ากันไม่จบครับ เนื่องจากการจัดงาน ยอซู อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์โป ครั้งนี้ มีหลากหลายประเทศให้ความสนใจนำพาวิลเลียนของตัวเองเข้าร่วมแสดงเป็นจำนวนมากถึง 106 ประเทศ จึงเป็นเรื่องยากมากที่จะใช้เวลาเพียง 1 หรือ 2 วัน แล้วจะสามารถรับชมได้หมดครับ แต่ถึงกระนั้นก็ได้พยายามเข้าชมพาวิลเลียนต่างๆ ให้มากที่สุด พร้อมเก็บภาพความสวยงามของพาวิลเลียนต่างๆ มาให้ท่านผู้อ่านได้รับชมให้มากที่สุดครับ
แต่ถ้าถามความรู้สึกของผมเองนั้น นอกจากไทยแลนด์ พาวิลเลียน ที่อยากแนะนำให้เข้าไปชมแล้ว ยังมีพาวิลเลียนของประเทศเจ้าภาพหรือเกาหลีนั่นเองครับที่ได้สร้างความอลังการยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครเหมือนกันครับ และนอกจากพาวิลเลียนของประเทศต่างๆ แล้ว ที่นี่ยังมีการแสดงที่ถือว่าเป็นไฮไลต์สุดยอด นั่นคือ “บิ๊กโอ” ครับ ซึ่งเป็นการแสดงแสง สี เสียง ผ่านสายน้ำ โดยมีเจ้าตัว “บิ๊กโอ” ซึ่งเป็นโครงเหล็กรูปร่างเหมือนตัวโอ เป็นเมนหลักในการแสดงครั้งนี้ครับ โดยจะแสดงในเวลากลางคืน ก็ในแต่ละวันเวลาก็เปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนนะครับ ต้องเช็กเวลากันอีกที (แต่บิ๊กโอนั้นจะแสดงในเวลากลางคืนเท่านั้นนะครับ) ซึ่งงานนี้ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และภาคภูมิอีกงานหนึ่งของชาวเมืองยอซูและประเทศเกาหลีเป็นอย่างมากครับ โดยได้ทุ่มงบไปกว่า 3 แสนล้านบาท หรือล้านล้านวอน เพื่อเนรมิตพื้นที่การจัดงานดังกล่าว และได้มีการสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงโซลเพื่อที่จะให้มาลงยังเมืองนี้โดยเฉพาะ
นอกจากนั้นยังมีการจัดสร้างสาธารณูปโภคและถนนหนทางใหม่ เรียกว่าหากใครเคยมาเที่ยวชมเมืองนี้ 1-2 ที่ แล้วก็คงจะทึ่งกับการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่าเกือบก้าวกระโดดก็ว่าได้ครับ แต่หากใครคิดมาชมงานนี้ต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจมาอย่างดีนะครับ เนื่องจากพื้นที่จัดงานดังกล่าวกว้างถึง 25 เฮกเตอร์ หรือ 156 ไร่ แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมถือเป็นข้อเสียอย่างมากของงานนี้ก็คือเรื่องของภาษาครับ ที่นี่จะเน้นภาษาเกาหลีเป็นหลัก บางพาวิลเลียนท่านอาจจะต้องนั่งงงก็เพราะเรื่องภาษาก็เป็นได้ครับ
สุดท้ายนี้หากผู้อ่านท่านใดได้มีโอกาสแวะเยี่ยมยังเมืองยอซูแห่งนี้ อย่าลืมแวะไปชมความสวยงามของไทยแลนด์ พาวิลเลียน นะครับ ขอขอบคุณ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เปิดโอกาสให้ผมได้มาชมความอลังการของ “ยอซู อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์โป 2012” และ “ไทยแลนด์ พาวิลเลียน” ครับ







