
พุทธศาสน์...วัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่ผันแปรในปากมังกร!? (ตอน ๑๔)
ธรรมะ คือ ความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดา ความเป็นธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ ความเข้าใจในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ธรรมะ คือ ความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดา ความเป็นธรรมดาที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ ความเข้าใจในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ จึงเป็นความรู้ขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา เมื่อรู้ถึงความรู้ขั้นสูงสุดแล้ว จึงปล่อยวางไม่ยึดติดในโลกนี้ เรียกว่า อยู่กับโลก พูดอย่างโลก แต่ไม่ติดในโลก
๔) ข้อที่ ๔ เรียกว่า ศรัทธาในปัญญาตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวว่า หลักธรรมอันใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใต้ควงพระศรีมหาโพธิ์ ธรรมนั้นเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ ข้าพเจ้าขอสักการบูชาธรรมดังกล่าวนั้น ที่กล่าวเป็นภาษาบาลีว่า ตถาคตโพธิศรัทธา
การทำงานทั้งปวง หรือการเจริญภาวนา หรือที่ท่านทั้งหลายมานั่งเพื่อปฏิบัติธรรมกันนี้ จะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่คำว่า “ศรัทธา” เป็นตัวตั้งของจิต ซึ่งความศรัทธาจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง ตามหลักของศีลโดยมีศีล ๕ ข้อเป็นพื้นฐาน ด้วยความรู้เข้าใจว่า ๕ ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ทำแล้วเป็นโทษเป็นภัยกับตนเอง เป็นปัญญาเบื้องต้น เป็นศรัทธาเบื้องต้น ที่จะทำให้จิตมีพลังในการขับเคลื่อนไปสู่ความตั้งมั่นเป็นสมาธิ
ความศรัทธาและศีล จึงเป็นเบื้องต้นในการนำไปสู่การปฏิบัติสมาธิ เป็นการปฏิบัติเพื่อให้จิตนั้นมีความตั้งมั่นอยู่ที่ธรรมะ ซึ่งเบื้องต้นของสมาธิที่ควรจะปฏิบัติ คือ การเจริญให้มีการระลึกรู้ในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ก่อนที่จะเข้าสู่กรรมฐานกองใดๆ เช่น เราจะต้องตั้งจิตก่อนนั่งหรือขณะที่นั่งอยู่นี้ว่า... พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า
เราต้องตั้งอธิษฐาน ๓ ครั้งที่จิตก่อน เพื่อให้จิตนั้นตั้งมั่นอยู่ที่ศรัทธา เหมือนนักมวยต้องไหว้ครูก่อน นักปฏิบัติธรรมก็ต้องไหว้ครูก่อน คำกล่าวเมื่อกี้เป็นการไหว้ครูก่อนที่จะทำการปฏิบัติ จึงกล่าวว่า เมื่อศีลเราดีแล้ว ศรัทธาเราตั้งแล้ว เราจึงเจริญอนุสติก็คือ ระลึกรู้ในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เพื่อให้จิตนั้นเกิดพลังธรรมขึ้น ตรงนี้วัดผลที่จิตของทุกคนว่า ใครมีอำนาจธรรมมากน้อยแค่ไหน ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับการวัดผลตรงนี้เป็นเบื้องต้น ที่สำคัญที่สุด ถ้าทุกคนไม่มีเจตนาตรงนี้ มัวแต่มานั่งเฉยๆ คิดว่าทำเหมือนสักแต่ว่าทำแบบโลกๆ ย่อมไม่ได้ผล ที่ไม่ได้ผลเพราะขาดเจตนาที่จะกระทำให้ถูกต้องตามธรรม
เจตนาจึงเป็นตัวตั้งของกรรมจะสำเร็จหรือไม่ ทุกคนต้องตั้งเจตนาว่าเราจะกระทำสิ่งนี้ รู้ที่จะกระทำในสิ่งนี้ เรียกว่า ต้องจดจ่อละเอียดทุกขั้นตอน คือ ต้องจดจ่อในจิตให้ละเอียดอย่างต่อเนื่องว่าเราเจตนาทำสิ่งนี้อยู่ เจตนาของจิตนี้จะทำให้จิตเรามีคุณภาพที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติ อุปมาเหมือนคนที่ถือจานใส่เทียนและเดินไปประคองจานใส่เทียนไปช้าๆ ไม่ให้ดับ หากดับก็จะมีคนถือดาบตามหลังและฆ่าทิ้ง เพราะฉะนั้นผู้ที่ถือจะต้องมีความระมัดระวังมากๆ ทุกขณะที่ย่างก้าวมันไม่สามารถเดินสะดุดได้เลย จิตก็เหมือนกัน จะต้องมีเจตนาต่อเนื่องและต้องไม่ขาด
ถ้าขาดเมื่อไหร่ แวบไปคิดนั้น แวบไปเรื่องนั้น เฉยๆ เหนื่อยๆ ไม่สนอกสนใจ ไม่ได้ผล และมีเจตนาอย่างเดียวไม่พอ จักต้องมีความรู้ในเจตนานั้นด้วย รู้ในความหมายธรรมที่จะให้จิตนั้นจดจ่อต่อเนื่องด้วย ความจดจ่อต่อเนื่องของจิตก็จะเป็นเส้นตรงเส้นเดียวของจิตที่จะนำไปสู่จุดๆ เดียว จุดนั้นมีความเป็นหนึ่งเดียวของจิตเกิดขึ้น และที่จุดเดียวของจิตนั้น จะเกิดอำนาจธรรมหนึ่งขึ้น อำนาจธรรมดังกล่าวเรียกว่า พุทธะ เป็นตัวรู้ที่ทำให้เกิดปัญญาที่เรียกว่า ญาณ ซึ่งต้องมีการปฏิบัติอยู่ ๒ ลักษณะ
ลักษณะที่ ๑ คือ ควบคุมให้จิตตั้งมั่น การควบคุมให้จิตตั้งมั่นสงบนิ่ง เรียกว่า สมถกรรมฐาน มีทั้งหมด ๔๐ วิชากรรมฐาน ที่เป็นไปตามจริตของผู้เรียน คนในห้องนี้มีจริตของจิตไม่เหมือนกัน การให้กรรมฐานหรือให้การปฏิบัติให้ได้ผลนั้น จึงต้องแจกแจงไปตามแต่ละบุคคล ตามจริตของแต่ละบุคคลที่ต้องตรงกับวิชานั้นๆ และเมื่อจิตตั้งมั่นสงบนิ่งแล้ว หรือคุณภาพจิตดีแล้ว
อ่านต่อฉบับวันจันทร์







