
อลิซในแดนมหัศจรรย์ อร่อย แต่ไม่กลมกล่อม
เรื่อง กาญจนา ภาพ ไม่เครดิต
จากวรรณกรรมคลาสสิก
“การผจญภัยของอลิซในแดนมหัศจรรย์” ของ ลูอิส แคร์โรล ที่เคยนำมาทำเป็นภาพยนตร์และแอนิเมชันมาหลายครั้ง แต่คงไม่มีครั้งไหนที่ลูกบ้าแพรวพราวเกินกว่าฉบับของ ทิม เบอร์ตัน แน่นอน แถมยังได้นักแสดงคู่บุญอย่าง จอห์นนี เดปป์ และ เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ มาร่วมผสมโรงความหลุดโลก ทำให้ดินแดนแห่งจินตนาการให้โพรงกระต่ายนี้มีสีสันมากขึ้นในหนังฉบับล่าสุด ไม่ได้ดำเนินเรื่องตามต้นฉบับวรรณกรรมปี 1965 ดังนั้นคนที่เคยอ่านหรือไม่เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้มาก่อนก็คงไม่ต้องกังวลใจ หนังตั้งใจให้เป็นเรื่องราวภาคต่อของอลิซที่เคยหลงไปยังแดนมหัศจรรย์เมื่อสมัยเด็ก แต่คราวนี้เธอโตขึ้นจนอายุ 19 ปี และถูกเรียกตัวให้เดินทางกลับไปดินแดนพิศวงอีกครั้ง เพื่อทำภารกิจกอบกู้ดินแดนมหัศจรรย์ รวมถึงการหาคำตอบบางอย่างให้กับชีวิตของตัวเธอเองในระหว่างการเดินทางผจญภัยกับเพื่อนเก่าของเธอ
หนังอลิซฉบับนี้มีความเป็นเฟมินิสต์อยู่สูงมาก อาจจะเป็นเพราะผู้เขียนบทเป็นผู้หญิง ลินดา วูลเวอร์ตัน (เธอเคยเขียนบทให้กับดิสนีย์ เรื่อง Beauty and the Beast และร่วมเขียนบท The Lion King) ลินดามีส่วนร่วมในโปรเจกต์นี้ตั้งแต่ต้นก่อนที่ ทิม เบอร์ตัน จะตัดสินใจมานั่งแท่นผู้กำกับ จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวหนังออกมาในแบบก้ำกึ่ง และดูจะขาดเสน่ห์ดาร์กๆ ในสไตล์หนังของทิม เบอร์ตัน ไปอยู่มากโข ในเรื่องนี้เขาดูจะได้แสดงฝีมือที่โดดเด่นเพียงการสร้างสรรค์ตัวละครและโลกจินตนาการขึ้นมา แต่หากถอดสิ่งเหล่านี้ออกไป อลิซก็ดูจะไม่ค่อยต่างจากหนังผจญภัยในมิติอื่นที่ค่อนข้างธรรมดาเรื่องหนึ่ง
ตัวละครที่สร้างสีสัน ความฮา และทำให้หนังดูเพลินมากที่สุด คือ ราชินี โพธิ์แดง (เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์) และเชสเซอร์ เจ้าแมวล่องหนกวนโอ๊ย ที่โผล่มาทีไรก็สามารถเรียกรอยยิ้มได้ทุกที จอห์นนี เดปป์ ในบทแมด แฮทเทอร์ นั้นก็เล่นได้ดี แต่ถ้าเทียบกับคาแรกเตอร์ของเขาที่เคยเล่นในแนวเดียวกัน ก็ยังถือว่าไม่หวือหวาหรือน่าจดจำมากนัก (หรือเพราะเริ่มชินกับบทบ้าๆ ของจอห์นนี เสียก็ไม่รู้)
หนังพยายามส่ง
“สาร” เรื่องของตัวตนและชะตาชีวิตที่เรากำหนดได้เอง แต่การยัดเยียดคำพูดเหล่านี้ให้กับตัวละครพูดออกมาตรงๆ อยู่ตลอดเวลาทำให้เสน่ห์ของหนังดูด้อยลงไป อาจจะเป็นเพราะคิดถึงคนดูกลุ่มเด็กที่ต้องการการสื่อสารชัดเจนเข้าใจง่ายก็เป็นได้ความสนุกสนานของผู้ใหญ่ในการดูอลิซฉบับนี้ จึงอาจไม่ใช่มาจากการเล่าเรื่อง หรือเรียนรู้เรื่องราวของหนัง แต่เป็นการได้ค้นพบโลกในจินตนาการและตัวละครประหลาดๆ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยคุ้นเคยเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก แต่ตอนนี้กลับมา (คล้าย) มีชีวิตให้เราได้สัมผัสและหัวเราะไปกับมันอีกครั้ง...







