
การจัดบริการที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงอายุ
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
โดย...รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ
เมื่อเร็วๆ นี้ ได้นิตยสาร The Economist ได้นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนหนุ่มสาวในเขตเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการดูแลผู้สูงอายุ โดยเห็นว่าประเพณีความกตัญญูต่อบิดามารดาด้วยการเลี้ยงดูส่งเสียมีการปฏิบัติกันน้อยลง ทำให้ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่กับลูกหลานและต้องการที่อยู่อาศัยพร้อมผู้ดูแล จึงเป็นโอกาสให้ธุรกิจด้านบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุขยายตัวของประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
ในกรณีของประเทศไทยนั้น สัปดาห์ก่อนได้นำเสนอไปแล้วว่าทัศนคติของคนหนุ่มสาวไทยเริ่มเปลี่ยนเช่นกัน โดยเริ่มมีทัศนคติในเชิงลบเพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มที่ผู้สูงอายุในอนาคตจะมีจำนวนบุตรน้อยลงกว่าผู้สูงอายุในปัจจุบันมาก นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าผู้สูงอายุในอนาคตอาจเปลี่ยนทัศนคติไปด้วยเช่นกัน โดยอาจจะเลือกอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับคู่สมรสเพิ่มขึ้น แต่ดูเหมือนว่าที่ผ่านมานโยบายด้านผู้สูงอายุของประเทศยังเน้นการให้ผู้สูงอายุอยู่กับลูกหลาน และไม่ส่งเสริมให้มีการสร้างบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุ หากมองไปในอนาคตจากทัศนคติของหนุ่มสาวและทัศนคติของผู้สูงอายุที่เปลี่ยน รวมทั้งศักยภาพในการเกื้อหนุนของบุตรหลานที่เปลี่ยนไป เรื่องที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุน่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องกลับมาทบทวนและเตรียมการให้พร้อม เพราะภาครัฐเองอาจไม่สามารถรองรับได้ทั้งหมด หรือถ้าจะให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมก็คงต้องมีมาตรการทั้งด้านจูงใจให้มาจัดบริการ และกำกับควบคุมมาตรฐานของสถานที่พัก/สถานดูแลผู้สูงอายุไปพร้อมๆ กัน
ขณะนี้ดูเหมือนว่ากระแสโลกาภิวัตน์และทิศทางการเปิดประชาคมอาเซียน ทำให้เริ่มเกิดความสนใจการจัดบริการที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุจากต่างประเทศเข้ามาพำนักในประเทศไทย โดยหวังว่าจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของประเทศ แม้ว่าการที่ผู้สูงอายุจากต่างชาติเข้ามานั้น อาจช่วยเพิ่มพูนรายได้ด้านบริการการดูแล ด้านบริการทางการแพทย์ แต่ก็ต้องศึกษาทบทวนให้รอบคอบทั้งผลได้ผลเสียที่จะตามมา ผู้สูงอายุต่างชาติไม่ได้มาพร้อมกับเงินเท่านั้น แต่ผู้สูงอายุอาจมาพร้อมกับปัญหาสุขภาพหรือภาวะการเจ็บป่วย รวมทั้งค่านิยมวัฒนธรรมประเพณีที่ติดตัวมาด้วย และกลายเป็นว่าเราต้องใช้ทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดมาแบกรับภาระกับประชากรสูงอายุของประเทศอื่น เช่น บุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม เพราะว่าผู้ดูแลส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิงในขณะที่ผู้สูงอายุชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักเป็นเพศชาย อาจก่อให้เกิดปัญหาการลวนลามทางเพศ
นอกจากนี้ การที่เราให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุต่างชาติ แต่ละเลยหรือไม่เตรียมการสำหรับคนของเรา ซึ่งมีโอกาสและฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่ามาก คำถามคือถ้าเราไม่เตรียมการเรื่องที่พักอาศัยและบริการที่ดีสำหรับผู้สูอายุ ซึ่งเป็นพ่อ แม่ ปู ย่า ตา ยาย ของเราเอง จะไปหวังให้ใครหรือประเทศไหนเขาดูแลให้







