posttoday
คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนที่ 5

คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนที่ 5

29 เมษายน 2555

Ffp...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

Ffp...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

คนโบราณนั้นท่านฉลาด ท่านรู้ว่าเงินนั้นต้องรู้จักใช้ ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของเงิน ตัวท่านเศรษฐีเองก็บริจาคเงินมหาศาลแก่คนยาก คนจน คนอนาถา จนสังคมยกย่อง นับถือ เปลี่ยนชื่อจากเดิมว่า “สุทัตตะ” ให้เป็น “อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐี” หากท่านเศรษฐีไม่เปลี่ยนเงินเป็นบุญ ไม่เปลี่ยนทุนเป็นธรรม ด้วยการนำเงินมาบริจาคช่วยเหลือสังคม ไหนเลยท่านจะกลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีแต่คนรัก แม้ทุกวันนี้พุทธศาสนาจะผ่านมาแล้ว 2555 ปี แต่ชื่อของท่านเศรษฐีก็ยังคงอยู่คู่พุทธศาสนา ในพระสูตรจำนวนมากมักระบุถึงชื่อของมหาเศรษฐีวางเรียงเคียงกับพระนามของพระพุทธองค์อยู่เสมอ ในฐานะที่เขาเป็นผู้เปลี่ยน “เงิน เป็น ธรรม” ด้วยการสร้างวัดถวายให้เป็นอารามสำหรับหมู่สงฆ์ หากเราอ่านพระสูตรก็จะพบข้อความทำนองนี้ปรากฏอยู่มากมาย เช่น “สมัยหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อารามชื่อเชตวัน ซึ่งเป็นอารามที่อนาถบิณฑิกมหาเศรษฐีสร้างถวาย...”

วลี “เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย”

มีความหมายอย่างที่กล่าวมานี้ ผู้เขียนมุ่งชี้ให้เห็นการรู้จักใช้เงิน ไม่ใช่ชวนให้บูชาเงิน ต้องการย้ำให้เปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิตที่ประเสริฐเลิศล้ำ ไม่ใช่ย้ำให้เปลี่ยนเงินเป็นพระเจ้าให้เราเคารพบูชาแต่อย่างใด

บางทีตัวอย่างที่กล่าวมาอาจจะเก่าและไกลไปหน่อย ขอเล่าอีกสักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอภิมหาเศรษฐีในชั่วยุคสมัยของเรานี่เอง นั่นก็คือเรื่องราวของ “จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์” อัครมหาเศรษฐีคนหนึ่งของสหรัฐ ที่รู้จักใช้คติ “เงินงอกงาม เพื่อ ธรรมงอกเงย” มาสร้างสรรค์พัฒนาชีวิตจนได้รับความยกย่องนับถือไปทั่วโลก

เรื่องราวของมหาเศรษฐีใจบุญคนนี้ มีดังนี้ (คัดจากหนังสือ “อริยสัจ ๔” โดยอาจารย์วศิน อินทสระ หน้า 267-271)

จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์

ผู้เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม

“จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ (บิดา) มีเงินถึงหนึ่งล้านเหรียญเมื่ออายุเพียง 34 ปี และเมื่ออายุ 43 ปี ได้เป็นผู้ตั้งบริษัทผูกขาดในการค้าน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือ บริษัทน้ำมันสแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil) แต่พออายุ 53 ปี สุขภาพของเขาเสื่อมโทรมมาก เพราะนิสัยชอบทุกข์ร้อนเคร่งเครียดของเขา ผู้เขียนประวัติของเขาคนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อร็อกกี้เฟลเลอร์อายุ 53 ปี รูปร่างหน้าตาของเขาเหมือนมัมมี่”

“เมื่ออายุ 53 ปี เป็นโรคเครื่องย่อยอาหารพิการอย่างรุนแรงจนผมร่วง ขนตา และอื่นๆ ก็ร่วง ขนคิ้วยังเหลืออยู่เพียงหยอมแหยม

“แพทย์บอกว่า ที่เขาหัวล้านเช่นนี้สืบเนื่องมาจากประสาทอ่อนกำลัง เขาสะดุ้งกลัวมากจนเขาต้องสวมฝาครอบผ้าบางๆ ปิดศีรษะอยู่ตลอดเวลา ต่อมาเขาซื้อผมปลอมชนิดสีเงินมาสวม ราคาชุดละ 500 เหรียญสหรัฐ และสวมผมปลอมต่อมาจนตลอดชีวิต

“เดิมที ร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นผู้มีอนามัยดี แข็งแรง ปราดเปรียว ครั้นพออายุได้ 53 ปี ไหล่ของเขาตก เดินกระย่องกระแย่ง ทั้งนี้สืบเนื่องจากการทำงานหักโหมหนัก วิตกทุกข์ร้อนไม่รู้จักสิ้นสุด โมโหโทโสดุด่าไม่เว้นแต่ละวัน กลางคืนนอนไม่หลับ ขาดการบริหารร่างกายและพักผ่อนหย่อนใจ

คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนที่ 5

 

“ดูเถิด มหาเศรษฐีแท้ๆ ทำไมจึงกลายเป็นผู้ไร้ความสุขไปได้ แม้ว่าขณะนั้นเขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เขาดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่คนยากคนจนไม่อยากจะแตะต้อง รายได้ของเขาเวลานั้นตกสัปดาห์ละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ค่าอาหารประจำวันของเขาทุกมื้อตกเพียงสัปดาห์ละ 2 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

“ร็อกกี้เฟลเลอร์อยากให้คนทั้งหลายรักเขา แต่ปรากฏว่ามีคนชอบเขาเพียงไม่กี่คน คนส่วนมากเกลียดเขา ไม่ต้องการติดต่อเกี่ยวข้องกับเขา ไม่ว่าในทางธุรกิจหรือในทางใดๆ แม้น้องชายของเขาเองก็เกลียดเขา จนถึงกับพาลูกๆ ออกไปจากบ้านประจำตระกูล ซึ่งร็อกกี้เฟลเลอร์สร้างขึ้น น้องชายของเขาพูดว่า “ฉันไม่ยอมให้สายเลือดของฉันต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่เป็นของเจ้าจอห์น ดี ”

“เสมียนพนักงานของเขาก็ไม่ชอบเขา หวาดกลัวเขาไปตามๆ กัน เพราะร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นคนขี้ระแวง เขาเป็นคนไว้วางใจมนุษย์ด้วยกันน้อยที่สุด

“ปรากฏว่าในบริเวณบ่อน้ำมันต่างๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย ร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นคนที่ถูกเกลียดชังมากที่สุดในโลก คู่แข่งขันของเขาซึ่งถูกทำลายย่อยยับไปแล้วด้วยวิธีต่างๆ ต่างเคียดแค้นชิงชังเขาและอยากจะแขวนคอเขาเป็นที่สุด มีจดหมายแช่งชักหักกระดูกรวมทั้งขู่เข็ญจะเอาชีวิตหลั่งไหลมาสู่สำนักงานของเขานับไม่ถ้วน เขาต้องการองครักษ์จำนวนหนึ่งเพื่อป้องกันชีวิต

“ลงท้ายเขาได้ประจักษ์ความจริงว่า ตัวเขาหนีความเป็นมนุษย์ไปไม่พ้น เขาไม่สามารถทนทานต่อความเกลียดชังของคนหมู่มากซึ่งอยู่รอบตัวเขา และไม่สามารถทนทานต่อความทุกข์ร้อนซึ่งมีอยู่เป็นประจำได้ ผลก็คือสุขภาพของเขาเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ เขาต้องเผชิญกับศัตรูใหม่คือความเจ็บป่วย อาการของเขาคือ นอนไม่หลับ เครื่องย่อยอาหารพิการ จิตใจของเขาสุมอยู่ด้วยความทุกข์ร้อนกระสับกระส่าย

“แพทย์ได้บอกความจริงกับเขาว่า ขอให้เขาเลือกเอาอย่างหนึ่ง คือ ธุรกิจการเงินหรือชีวิต และจะต้องตัดสินใจเลือกอย่างรวดเร็วด้วย ถ้าเขาเลือกเอาชีวิตไว้ ขอให้เลิกงานด้านธุรกิจอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

“เขาเลือกเอาชีวิตไว้ แพทย์ได้วางกฎ 3 ข้อ ให้เขาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ

1.อย่าวิตกทุกข์ร้อนในสิ่งหนึ่งสิ่งใดทุกๆ กรณี

2.พักผ่อนด้วยการออกกำลังกายขนาดเบากลางแจ้ง

3.ระวังเรื่องอาหารประจำวัน อย่ากินเมื่อยังไม่หิว

“ร็อกกี้เฟลเลอร์ ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ ผลก็คือ เขารอดตาย เขาหยุดงานด้านธุรกิจ แต่หันมาสนใจเรื่องของเพื่อนบ้านและเล่นกีฬาในร่มเล็กๆ น้อยๆ

“ระหว่างที่ร็อกกี้เฟลเลอร์ทรมานจากโรคนอนไม่หลับและหยุดงานธุรกิจแล้วนั้น เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะคำนึงถึงสิ่งต่างๆ เขาเริ่มคิดถึงผู้อื่น เขาเลิกคิดถึงเรื่องการกอบโกยเงิน แต่เขากลับคิดว่าเขาจะต้องใช้เงินจำนวนสักเท่าใดจึงจะสามารถสร้างความสุขให้ปวงมนุษย์ในโลกได้

“ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา เขาเริ่มบริจาคเงินจำนวนล้านๆ เพื่อสาธารณกุศล

“วิทยาลัยเล็กๆ แห่งหนึ่งบนฝั่งทะเลสาบมิชิแกน ซึ่งกำลังจะถูกธนาคารยึด แต่ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก เพราะการช่วยเหลือของเขาโดยการบริจาคเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ เขาบริจาคเงินช่วยเหลือการศึกษาของชาวนิโกร

“เขาเองอีกนั่นแหละ บริจาคเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐในการปราบพยาธิปากขอจนหมดไปจากภาคใต้ของสหรัฐ เขาได้ตั้งมูลนิธิอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก นั่นคือ ร็อกกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บและเพื่อความสุขสวัสดีของปวงมนุษย์ทั่วโลก

“ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ว่าจะมีองค์กรใดได้บำเพ็ญประโยชน์แก่มนุษย์อย่างกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนร็อกกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ ร็อกกี้เฟลเลอร์มูลนิธิเป็นสิ่งแปลกและใหม่ของโลก เขาให้ทุนเพื่อการศึกษาค้นคว้าสิ่งต่างๆ มากมาย รวมทั้งในวงการแพทย์ด้วย เราต้องขอบคุณเขาในเรื่องยาหลายชนิด เช่น เพนิซิลลิน ยาในการรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เขาร่วมบริจาคในการต่อสู้ทำลายโรคมาลาเรีย วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคคอตีบ และโรคอื่นๆ อีกมากซึ่งระบาดอยู่ทั่วโลก

“สำหรับร็อกกี้เฟลเลอร์เอง ได้รับผลจากการปฏิบัติเช่นนั้นของเขาอย่างดียิ่ง คือได้รับสันติสุขทางใจอย่างล้นเหลือ ได้รับความยกย่องนับถือไปทั่วโลก

“จอห์น ดี ร็อกกี้เฟลเลอร์ ผู้ซึ่งกำลังจะตายเมื่ออายุ 53 ปี กลับเป็นผู้มีอายุยืนถึง 98 ปี อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้เพราะเขาได้เปลี่ยนชีวิตของเขาจากความหน้าเลือด เห็นแก่ได้ เอารัดเอาเปรียบ มาเป็นผู้เสียสละ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อความสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และตัวเขาเองก็กลายเป็นผู้มีความสุขความสงบแห่งจิต เขาเปลี่ยนคนเกลียดชังให้รักใคร่เพราะเขาเปลี่ยนแปลงแนวคิดการกระทำของเขาก่อน รวมความว่าเปลี่ยนแปลงตัวเขาเอง ทำตัวเขาให้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ทำความดีและเพิ่มพูนความดีอยู่เรื่อยๆ

ความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริงอยู่ตรงนี้...”

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา