
ดวงจันทร์ใกล้โลกในวัญเพ็ญ
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
ปีที่แล้วได้เกิดกระแสความสนใจต่อกรณีที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกที่สุด และตรงกับวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงในคืนวันที่ 19 มี.ค. ถึงเช้ามืดวันที่ 20 มี.ค. 2554 ซึ่งเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “ซูเปอร์มูน” (Supermoon) ปีนี้จะมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 6 พ.ค. 2555
ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี อยู่ห่างโลกด้วยระยะทางเฉลี่ย 384,400 กิโลเมตร ดวงจันทร์สามารถเคลื่อนเข้าใกล้และเคลื่อนห่างออกไปไกลกว่านี้ได้อีกราว 2.5 หมื่นกิโลเมตร บนวงโคจรของดวงจันทร์จึงมีจุดใกล้โลกที่สุด (Perigee) กับจุดไกลโลกที่สุด (Apogee) อยู่ตรงข้ามกัน ดวงจันทร์ผ่านจุดใกล้โลกที่สุดเฉลี่ยทุกๆ 27.55455 วัน เรียกว่าเดือนจุดใกล้ ขณะที่ดวงจันทร์เต็มดวงเฉลี่ยทุกๆ 29.53059 วัน เรียกว่าเดือนดิถี ตัวเลขที่ต่างกันนี้ทำให้จันทร์เพ็ญแต่ละครั้ง ดวงจันทร์อยู่ห่างโลกไม่เท่ากัน หากเปรียบเทียบขนาดของดวงจันทร์บนท้องฟ้าขณะใกล้โลกที่สุดกับไกลโลกที่สุด จะต่างกันราวร้อยละ 14
จันทร์เพ็ญครั้งถัดไปที่กำลังจะมาถึงนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 6 พ.ค. 2555 เวลา 10.35 น. ตามเวลาประเทศไทย วันนั้นดวงจันทร์จะผ่านจุดใกล้โลกที่สุดที่ระยะห่าง 356,955 กิโลเมตร สองเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้จันทร์เพ็ญในวันนั้นมีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่เห็นดวงจันทร์ในเวลานั้น บริเวณที่จะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์ในจังหวะนั้นได้ คือ ซีกโลกด้านกลางคืน เช่น ทวีปอเมริกา ยุโรป แอฟริกา (ทวีปอเมริกาเป็นคืนวันที่ 5 พ.ค.) ซึ่งอาจมีข่าวจากสื่อต่างประเทศระบุถึงปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นซูเปอร์มูน
ปกติเราจะรู้สึกว่าดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษเมื่อมันอยู่ใกล้ขอบฟ้า ซึ่งมีคำอธิบายว่าเพราะสิ่งปลูกสร้าง ภูเขา ต้นไม้ ฯลฯ ได้กลายเป็นสิ่งเปรียบเทียบทำให้เกิดเป็นภาพลวงตา ไม่เหมือนกับตอนที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ขึ้นสูงห่างจากขอบฟ้า
นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำว่าซูเปอร์มูนมาก่อน จนกระทั่งมีการพูดถึงกันอย่างแพร่หลายในเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว คำนี้ถูกสร้างขึ้นโดย ริชาร์ด โนลล์ (Richard Nolle) โหรชาวตะวันตก ใช้เรียกเหตุการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาเรียงอยู่ในแนวใกล้เคียงกัน ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ เมื่อจันทร์เพ็ญและจันทร์ดับ โดยช่วงนั้นดวงจันทร์อยู่บริเวณจุดใกล้โลกที่สุด (ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี) ซึ่งเขาเชื่อว่ามีอิทธิพลต่อสภาพอากาศ แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิดบนพื้นโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่เห็นด้วย และแย้งว่าไม่เกี่ยวข้องกัน
ปีที่แล้วยังมีบทความเขียนในทำนองเชื่อมโยงซูเปอร์มูนกับแผ่นดินไหวบริเวณเกาะสุมาตรา เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 และแผ่นดินไหวทางตะวันออกของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ทำให้เกิดคลื่นสึนามิและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ข้อเท็จจริงคือขณะเกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 ดวงจันทร์อยู่ห่างโลก 405,492 กิโลเมตร ห่างจากวันที่อยู่ไกลโลกที่สุดเพียง 2 วัน (วันที่ 28 ธ.ค.) ดังนั้นแผ่นดินไหวครั้งนั้น จึงไม่มีทางที่จะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ดวงจันทร์ใกล้โลก
ส่วนแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ขณะเกิดเหตุดวงจันทร์อยู่ห่างโลก 396,492 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่าค่าเฉลี่ย และค่อนไปทางด้านจุดไกลโลกที่สุดมากกว่าจุดใกล้โลกที่สุด ดังนั้นแผ่นดินไหวครั้งนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ดวงจันทร์ใกล้โลกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกหลายวัน
อิทธิพลของดวงจันทร์ต่อโลก คือแรงโน้มถ่วงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง ดวงจันทร์ใกล้โลกทำให้ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงและลงต่ำมากกว่าค่าเฉลี่ย การศึกษาอย่างละเอียดโดยนักวิทยาแผ่นดินไหวและนักวิทยาภูเขาไฟ พบว่าแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์มีอิทธิพลน้อยมากต่อแผ่นเปลือกโลก ไม่พอที่จะเอาชนะแรงภายในโลกอันเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก
ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในวันเพ็ญเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน? คำตอบของคำถามนี้ สามารถหาได้โดยพิจารณาตัวเลขเดือนจุดใกล้กับเดือนดิถี เราจะพบว่า 15 เดือนจุดใกล้ (15x27.55455 = 413.318 วัน) มีค่าใกล้เคียงกับ 14 เดือนดิถี (14x29.53059 = 413.428 วัน) เหตุการณ์ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในวันเพ็ญจึงอาจประมาณได้อย่างหยาบๆ ว่าเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกๆ 413 วัน หรือ 1 ปี 1 เดือน กับอีก 17 หรือ 18 วัน จากข้อมูลนี้ เราก็พอจะคาดเดาได้ว่าหลังจากวันที่ 6 พ.ค. 2555 เหตุการณ์ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุดในวันเพ็ญครั้งถัดไป ก็น่าจะเกิดขึ้นในปลายเดือน มิ.ย. 2556
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (29 เม.ย.–6 พ.ค.)
ดาวพฤหัสบดีหายเข้าไปในแสงจ้าของดวงอาทิตย์ ทำให้ท้องฟ้าเวลาหัวค่ำเหลือดาวเคราะห์ให้สังเกตได้ 3 ดวง ดาวศุกร์เป็น “ดาวประจำเมือง” ส่องแสงสว่างมากที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้ โดยอยู่สูงบนท้องฟ้าทิศตะวันตก เยื้องไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สังเกตได้นานจนกระทั่งตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง
ดาวอังคารอยู่สูงเกือบถึงจุดเหนือศีรษะ โดยอยู่ใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโต ตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 2 ครึ่ง ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาว ใกล้ดาวรวงข้าวซึ่งเป็นดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวนี้ เริ่มปรากฏทางทิศตะวันออกในเวลาหัวค่ำ จากนั้นเคลื่อนไปอยู่สูงบนท้องฟ้าทิศใต้ในเวลา 5 ทุ่ม แล้วตกลับขอบฟ้าในเวลาตี 5
ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในวันแรกของสัปดาห์ จากนั้นเข้าสู่ครึ่งหลังของข้างขึ้น ค่ำวันอังคารที่ 1 พ.ค. จะเห็นดวงจันทร์ผ่านใกล้ดาวอังคารและดาวหัวใจสิงห์ ที่ระยะห่าง 8 และ 10 องศา ตามลำดับ วันศุกร์ที่ 4 พ.ค. ดวงจันทร์สว่างเกือบเต็มดวงผ่านใกล้ดาวเสาร์และดาวรวงข้าว โดยดาวรวงข้าวอยู่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่าดาวเสาร์ อาจสังเกตได้ยาก เนื่องจากแสงสว่างของดวงจันทร์
คืนวันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ค. สถานีอวกาศนานาชาติจะโคจรผ่านเหนือท้องฟ้าให้เห็นได้ในประเทศไทยด้วย โดยปรากฏเหมือนดาวสว่างเคลื่อนที่ข้ามท้องฟ้า กรุงเทพมหานคร (กทม.) และบริเวณใกล้เคียง เริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 19.31 น. จากนั้นสถานีอวกาศจะเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา มีมุมเงยสูงสุด 50 องศา ในเวลาประมาณ 19.34 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลกในเวลา 19.35 น. ทางทิศตะวันออก ซึ่งขณะนั้นสถานีอวกาศปรากฏใกล้ดาวเสาร์
คืนวันเสาร์ที่ 5 พ.ค. สถานีอวกาศนานาชาติผ่านเหนือท้องฟ้าอีกครั้ง กทม. และบริเวณใกล้เคียง เริ่มเห็นสถานีอวกาศใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 19.17 น. จากนั้นสถานีอวกาศจะเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย มีมุมเงยสูงสุด 40 องศา ในเวลาประมาณ 19.21 น. ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นเคลื่อนต่ำลงไปสิ้นสุดใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ในเวลา 19.23 น. (เวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย)







