posttoday
สตีฟ จ็อบส์ กับ มรณัสสติ (ตอนที่ 3 ต่อ) บทภาวนาเพื่อเจริญ "อัปปมาทธรรม"

สตีฟ จ็อบส์ กับ มรณัสสติ (ตอนที่ 3 ต่อ) บทภาวนาเพื่อเจริญ "อัปปมาทธรรม"

18 มีนาคม 2555

ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธวจนะอยู่มากมาย ที่พระพุทธองค์ทรงชี้ชวนให้เห็นว่า

โดย...ว.วชิรเมธี

ในพระไตรปิฎก มีพระพุทธวจนะอยู่มากมาย ที่พระพุทธองค์ทรงชี้ชวนให้เห็นว่า ความตายเป็นสัจธรรมสุดท้ายของชีวิตที่เราไม่อาจเบือนหน้าหนีหรือปฏิเสธได้ ดังนั้นเราจึงควร “เผชิญหน้ากับความตาย” และ “เรียนรู้จากความตาย” รวมทั้ง “สร้างประโยชน์จากความตาย” ให้ได้มากที่สุด

พระพุทธดำรัสที่ตรัสถึงความตายอันคู่ควรแก่การน้อมนำมาพิจารณาเพื่อส่งเสริมการเจริญมรณัสสติและกระตุ้นให้ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีเป็นอเนกประการ ในบทความนี้ ขอคัดมาให้พิจารณาพอเป็นแนวทางดังต่อไปนี้

อัปปมาทถา พุทธพจน์เปลี่ยนใจให้ไม่ประมาท*

ข.คุณค่าทางจริยธรรมของไตรลักษณ์ (ด้านทำจิตเป็นอิสระและด้านทำกิจโดยไม่ประมาท)

อนิจจตาแห่งชีวิต และการเห็นคุณค่าของกาลเวลา (ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)

สตีฟ จ็อบส์ กับ มรณัสสติ (ตอนที่ 3 ต่อ) บทภาวนาเพื่อเจริญ "อัปปมาทธรรม"

 

“อานนท์ ... สมัยนั้น เราเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์. พระนครแปดหมื่นสี่พันอันมีกุสาวดีราชธานีเป็นประมุขเหล่านั้น ก็ของเรา ปราสาทแปดหมื่นสี่พันอันมีธรรมปราสาทเป็นประมุขเหล่านั้น ก็ของเรา ฯลฯ รถแปดหมื่นสี่พัน ... มีเครื่องอลังการแล้วด้วยทอง มีธงแล้วด้วยทอง มีตาข่ายเครื่องปกคลุมแล้วด้วยทอง อันมีรถเวชยันต์เป็นประมุขเหล่านั้น ก็ของเรา ฯลฯ อานนท์ บรรดาพระนครแปดหมื่นสี่พัน พระนครที่เราอยู่ครอบครองสมัยนั้น ก็เพียงนครเดียวเท่านั้น คือ กุสาวดีราชธานี บรรดาปราสาทแปดหมื่นสี่พัน ปราสาทที่เราอยู่ครอบครองสมัยนั้น ก็เพียงปราสาทเดียวเท่านั้น คือ ธรรมปราสาท ฯลฯ บรรดารถแปดหมื่นสี่พัน รถที่เรานั่งสมัยนั้น ก็เพียงคันเดียวเท่านั้น คือ รถเวชยันต์ ฯลฯ อานนท์ จงดูเถิด สังขารเหล่านั้นทั้งหมด ล้วนเป็นอดีตดับสิ้นไปแล้ว ผันแปรไปแล้ว. สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่ให้ความโปร่งใจอย่างนี้แล อานนท์ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เพียงพอที่จะเลิกติดใคร่ เพียงพอที่จะหลุดพ้นไปเสีย. ฯลฯ

“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความสงบวางแห่งสังขารเหล่านั้น เป็นสุข”

“นครของเราชื่อกบิลพัสดุ์ พระราชา พุทธบิดา พระนามว่า สุทโธทนะ พระมารดา ผู้ให้กำเนิดแก่เรา พระนามว่า มายาเทวี เราครอบครองอาคารสถานอยู่ 29 ปี มีปราสาทเลิศ 3 หลัง ชื่อ สุจันทะ โกกนุท และโกญจะ มีสนมนารีกำนัลในล้วนประดับประดาสวยงามแปดหมื่นสี่พันนาง มเหสีของเรานามว่า ยโสธรา โอรสนามว่า ราหุล เราเห็นนิมิต 4 อย่าง จึงออกบวชด้วยอัศวราชยาน ได้บำเพ็ญเพียรประพฤติทุกรกิริยาอยู่ 6 พรรษา เราประกาศธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เราคือพระสัมพุทธเจ้าชื่อว่าโคตมะ เป็นสรณะของสรรพสัตว์ ฯลฯ อายุของเราในยุคสมัยบัดนี้ น้อยเพียงชั่วร้อยปี ถึงจะดำรงอยู่เพียงเท่านั้น เราก็ได้ช่วยหมู่ชนจำนวนมากให้ข้ามพ้นความทุกข์ และได้ตั้งคบเพลิงธรรมไว้สำหรับปลุกประชาชนภายหลังให้ได้ตรัสรู้ ไม่นานเลย เราพร้อมทั้งหมู่สาวก ก็จักปรินิพพาน เหมือนไฟดับเพราะสิ้นเชื้อ ร่างกายนี้อันทรงไว้ซึ่งคุณสมบัติ วิจิตรด้วยวรลักษณะทั้ง 32 ประการ มีเดชหาที่เทียบเทียมมิได้ กับทั้งทศพลและประดาฤทธิ์ มีรัศมี 6 ประการ สว่างไสวทั่วทศทิศดุจดังดวงสุริยา ก็จักอันตรธานไปหมดสิ้น. สรรพสังขารล้วนไร้แก่นสาร ว่างเปล่าหนอ”

“ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งคนมี ทั้งคนจน ล้วนเดินหน้าไปหาความตาย ทั้งหมด ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งสุกและดิบ ล้วนมีความแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็มีความตายเป็นที่สุด ฉันนั้น วัยของเราหง่อมแล้ว ชีวิตของเรายังอยู่เพียงเล็กน้อย เราจะจากพวกเธอไป เราได้ทำสรณะให้แก่ตนแล้ว ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติมีความประพฤติดีงาม มีความดำริมั่นคง จงตามรักษาจิตของตน ผู้ใดในธรรมวินัยนี้ จักเป็นอยู่อย่างไม่ประมาท ผู้นั้นจะละชาติสงสาร กระทำความจบสิ้นทุกข์ได้”

“ภิกษุทั้งหลาย ปัจจุบันนี้ เมื่อจะกล่าวให้ถูกต้อง พึงกล่าวว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายนั้นน้อย เป็นของนิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก พึงตัดสินการด้วยความรู้คิด พึงทำความดีงาม (กุศล) พึงครองชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) ผู้เกิดมาแล้วที่จะไม่ตายเป็นไม่มี. บัดนี้คนที่มีอายุอยู่ได้นาน ก็อยู่ได้เพียงร้อยปีหรือเกินกว่าเล็กน้อย. ผู้ที่มีชีวิตอยู่ถึงร้อยปี ก็อยู่ได้เพียง 300 ฤดู เท่านั้น ... ผู้ที่อยู่ครบ 300 ฤดู ก็อยู่ได้เพียง1,200 เดือน ... ผู้ที่อยู่ครบ 1,200 เดือน ก็อยู่ได้เพียง 2,400 กึ่งเดือน ... ผู้ที่อยู่ครบ 2,400 กึ่งเดือน ก็อยู่ได้พียง 36,000 ราตรี ... ผู้ที่อยู่ครบ 36,000 ราตรี ก็บริโภคอาหารเพียง 72,000 มือ คือ ฤดูหนาว 24,000 มื้อ ฤดูร้อน 24,000 มื้อ ฤดูฝน 24,000 มื้อ ทั้งนี้นับรวมทั้งเวลาที่ดื่มนมมารดา และที่มีอันตราย (เหตุขัดข้อง) ต่อการบริโภคอาหารด้วย. อันตรายต่อการบริโภคอาหารมีดังนี้ คือ โกรธแล้วไม่บริโภคอาหารเสียบ้าง มีความทุกข์แล้วไม่บริโภคเสียบ้าง เจ็บไข้จึงไม่ได้บริโภคเสียบ้าง รักษาอุโบสถจึงไม่ได้บริโภคเสียบ้าง ไม่ได้อาหารจึงไม่ได้บริโภคเสียบ้าง ภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ผู้มีอายุ 100 ปี เราก็ได้คำนวณนับแล้ว ประมาณอายุก็นับแล้ว ฤดู ปี เดือน คืน วัน มื้ออาหาร อันตรายต่อการบริโภคอาหาร ก็ได้นับแล้ว ฉะนี้แล ภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้อนุเคราะห์ ผู้แสวงประโยชน์แก่สาวกทั้งหลาย จะพึงทำด้วยอาศัยน้ำใจเกื้อกูล กิจนั้นเราได้กระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลาย จงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าต้องเป็นผู้มีความเดือดร้อนใจในภายหลังเลย นี้คืออนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย”

“ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ตน (อัตตัตถะ) ก็ควรทีเดียวที่จะยังประโยชน์ตนนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ผู้อื่น (ปรัตถะ) ก็ควรทีเดียวที่จะยังประโยชน์ผู้อื่นนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (อุภยัตถะ) ก็ควรทีเดียวที่จะยังประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนั้นให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท”

*คัดมาจากหนังสือพุทธธรรม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) บทที่ 3 ตอน 2 หน้า 78/1 ถึง 78/12

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน