posttoday
อัตตโนประวัติของพระจันโทปมาจารย์ (จบ)

อัตตโนประวัติของพระจันโทปมาจารย์ (จบ)

18 มีนาคม 2555

ในการบำเพ็ญจิตภาวนานั้นก็ไม่ลดละ คงบำเพ็ญมาตลอดตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ได้แนะนำสั่งสอนมา

หาอุบายแก้ความกลัวผี

ในการบำเพ็ญจิตภาวนานั้นก็ไม่ลดละ คงบำเพ็ญมาตลอดตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ได้แนะนำสั่งสอนมา ได้รับความสงบบ้างในบางวัน วันหนึ่งเวลาประมาณ 5 ทุ่ม หลังจากเดินจงกรมแล้ว จะไปเยี่ยมที่เผาศพซึ่งกำลังเผาอยู่ เพื่อจะให้จิตสงบหายกลัวผี ซึ่งมีอยู่มากตามปกติ เมื่อเดินไปใกล้จะถึงที่ศพเผาอยู่ประมาณ 10 เมตร มีความกลัวมาก กลัวจนสุดขีด ขาแข็งก้าวเท้าเดินไม่ออก ได้ยืนกับที่นิ่งอยู่นาน จึงคิดว่ากลัวทำไม เราได้ขอฝากตัวถวายชีวิตต่อพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ในสามโลกธาตุนี้ ไม่มีใครจะเหนือพระองค์ไปได้ แม้แต่พระอินทร์ พระพรหม เทวดา ผีสางนางไม้ มนุษย์ ยอมกราบไหว้พระองค์ทั้งหมด เอ้า! ตายเป็นตาย จากนั้นก็ยืนนิ่งไปเลย นานเท่าไรไม่ได้กำหนด เมื่อถอนจากความสงบแล้ว จิตเบิกบาน หายจากกลัวผีเป็นปลิดทิ้งเลย แล้วจึงเดินต่อไปหาศพ พิจารณาถึงการตายของเราแล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ในวันหนึ่งแน่นอน ได้ธรรมะมากพอสมควร แล้วจึงเดินกลับกุฏิ

ในกาลต่อมาเมื่อมีพระเณรมาจำพรรษาอยู่ด้วยมากขึ้น จึงซ่อมหลังคาศาลาโรงธรรมขึ้น เพราะปลวกกัดหลังคาเสียหาย ก็พาโยมจัดซ่อมขึ้นใหม่ พร้อมทั้งกุฏิก็ชำรุด และกุฏิไม่พอ จึงให้โยมชาวบ้านช่วยกันจัดสร้างและซ่อมใหม่ขึ้น

ต่อมา พ.ศ. 2497 ได้สร้างศาลาถาวรขึ้นใหม่ ก่อด้วยอิฐต่อด้วยเสาไม้ทรงไทยกว้าง 11.15 เมตร ยาว 18.50 เมตร มุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ ซื้อแบบ พิมพ์มาทดลองเองซื้อทั้งหมด 47,650 บาท ทำอยู่ 2 ปีเศษ จึงสำเร็จ และได้ฉลองเมื่อ พ.ศ. 2499

กลับไปถ้ำชัยมงคล

ต่อมาในปี 2499 นั้น ได้มีเสียงเล่าลือว่า ที่ถ้ำชัยมงคลมีผีเฝ้าถ้ำอยู่ โดยเข้าใจว่าคงเป็นพระอาจารย์วัง และพระวันดีผู้เป็นลูกศิษย์ซึ่งได้มรณภาพที่นั่น นี่เป็นคำบอกเล่าของพระอาจารย์กุล อภิชาโต บ้านโพธิ์หมากแข้ง ซึ่งเป็นพระวัดบ้าน และเป็นผู้ที่เคารพรักใคร่ท่านพระอาจารย์วังอยู่มาก จึงบอกให้เราทราบ จึงปรึกษากันว่าคำเล่าลืออย่างนี้ไม่ดีแน่ จึงตกลงกันไปกับท่าน เมื่อไปถึงบ้านโพธิ์หมากแข้งแล้วพักคืนหนึ่ง วันต่อมาได้ชักชวนญาติโยมประมาณ 15 คน ขึ้นไปสู่ถ้ำชัยมงคลได้ค้างคืนอยู่นั่น 3 คืน แต่ละวันแต่ละคืน ได้พากันทำวัตรสวดมนต์ แล้วทำบุญอุทิศไปถึงครูบาอาจารย์ เทวดาอารักษ์ สรรพสัตว์ด้วย แล้วนั่งสมาธิภาวนาสมควรแล้วหยุดพัก อธิษฐานว่าถ้ามีอะไรเป็นจริงดั่งคำเล่าลือก็ขอให้มีมาปรากฏทางใดทางหนึ่งให้ทราบ แต่แล้วทั้งสามคืนก็ไม่มีอะไรมาปรากฏให้รู้ จึงมีความเห็นว่า เป็นเพราะถ้ำไม่มีพระอยู่ประจำ ผู้ไปอาศัยก็ว้าเหว่เปล่าเปลี่ยว จึงสร้างความคิดขึ้นหลอกตัวเองไปต่างๆ นานา

อัตตโนประวัติของพระจันโทปมาจารย์ (จบ)

 

อุบัติเหตุครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิต

จากนั้นก็ลงจากถ้ำจะกลับวัด แต่มีโยมบ้านดอนกลาง ต.โพธิ์หมากแข้ง เคยเป็นบ้านอุปัฏฐากถ้ำชัยมงคลเช่นกัน จะทำบุญบ้านจึงขอนิมนต์ให้อยู่ร่วมทำบุญด้วย จึงจำเป็นได้รับตามคำนิมนต์ เมื่อเสร็จจากงานบุญนั้นแล้วก็จะกลับบ้าน โยมจะหาผักหนอก (ผักใบบัวบก) ถวายที่มีอยู่ใกล้บ้าน 1 กิโลเมตร ริมน้ำบึงโขงหลง เหตุการณ์บังเอิญให้เกิดความคิดกันขึ้นในที่ชุมชนกันอยู่ เกิดความอยากสรงน้ำขึ้นมา จึงชวนกันไปสรงน้ำที่อยู่ใกล้กับที่ที่โยมไปเอาผักหนอก จึงตกลงกันไป 56 รูป

เมื่อไปจริงๆ ผู้ชวนหมู่แล้วกลับไม่ได้ด้วยก็มี มีผู้ใหม่ไปแทนรวมได้ 4 รูป คือ 1.พระอาจารย์กุล อายุ 36 ปี เป็นคน จ.อุบลราชธานี 2.พระคำพันธ์ (ผู้เขียน) อายุ 29 ปี เกิดอยู่ จ.นครพนม 3.พระทองดี อายุ 26 ปี เกิดอยู่ จ.กาฬสินธุ์ 4.พระอุทัย อายุ 24 ปี เกิดอยู่ จ.หนองคาย ทั้งหมด 4 รูป 4 จังหวัด เรือที่เอาไปนั้นนั่งได้ 6 คน ทั้ง 4 รูป นั่งริมเรือซึ่งยังสูงจากน้ำอยู่ เรือเป็นเรือโคลงเคลงง่าย นั่งไม่แน่น เอียงซ้ายเอียงขวาอยู่เรื่อยๆ

ความตั้งใจเดิมว่าจะไปสรงน้ำ เมื่อไปถึงที่โยมเก็บใบผักหนอกแล้ว เพราะเหตุดลใจอย่างไรไม่ทราบ จึงคิดชวนกันขณะนั้นว่า พวกเราไปดอนแก้วดอนโพธิ์ ซึ่งเป็นเกาะกลางน้ำบึงโขงหลง แล้วจึงกลับมาพบโยมแล้วก็หันหัวเรือมุ่งไปดอนทั้งสองนั้น พายเรือไปกลางน้ำมุ่งตรงไปดอนเลย ซึ่งตามปกติคนอื่นเขาไปกัน เขาจะพายเรือเทียบฝั่งไปก่อน เมื่อไปถึงตรงดอนแล้วจึงหัดเรือไปสู่ดอนภายหลัง นี้ก็ลางร้ายอีกอย่างหนึ่งซึ่งมาทราบภายหลัง กรรมของผู้ตายมาถึงจุดจบชีวิตแล้ว จึงให้พอใจทำอย่างนั้น

ดอนทั้งสองอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อพายเรือไปถึงจุดที่เรือพลิกล่ม เป็นจุดกลางพอดี ระหว่างสองฝั่งทั้งสอง เรือได้โคลงพลิกเอาน้ำเข้าเรือข้างซ้าย จากนั้นน้ำก็เข้าเรือเรื่อยๆ จนทำให้เรือจม ทั้ง 4 รูปตกใจ แต่ทุกคนอยู่กับเรือตามคำที่ผู้เขียนแนะนำ เพราะผู้เขียนเคยชำนาญทางเรือทางน้ำ เรือล่มก็ถือเป็นเรื่องสนุกไป เมื่อใดเรือล่ม ก็ช่วยกันกู้เรือได้แล้วก็ขึ้นเรือต่อไป แต่ 3 รูปท่านไม่เคยทำเช่นว่า เพราะเมื่อผู้เขียนได้ชวนให้กู้เรือทั้งๆ ที่เท้าไม่เหยียบดิน ก็ทำไม่เป็น ผู้เขียนดึงเรือกู้เรือคนเดียวก็ดึงไม่ไหว เพราะ 3 รูปเกาะติดกันแน่น เลยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ก็มารวมนั่งในเรือซึ่งล่มอยู่ เมื่อน้ำหนัก 4 รูปทับอยู่จึงทำให้เรือจมดิ่งลง แล้วก็เปรียบเหมือนเอาเท้าเหยียบส่งต่อ เรือจึงจมลงจนน้ำเข้าปาก ต่างคนก็ว่ายน้ำกันตามลำพัง เมื่อเห็นเรือมันโผล่ขึ้นมาไกลจากจุดที่พระ 4 รูปว่ายน้ำอยู่ประมาณ 5 วา ก็ว่ายน้ำไปรวมที่เรืออีก แต่เรือก็จมลงอีก เมื่อเรือโผล่ก็ว่ายไปหาเรือที่โผล่ขึ้นอีก ทำอย่างนี้หลายครั้ง

คราวหนึ่งผู้เขียนคนเดียวได้มีโอกาสร้างบอกว่า เรือล่มช่วยด้วยได้เพียง 2 คราว จากนั้นต่างคนก็ลอยคออยู่ตามลำพังจนรู้สึกหมดแรง พระอาจารย์กุล ท่านมีโรคประจำตัว ส่วนพระอุทัยเป็นคนรูปร่างเล็ก ผลต่อมาคือ เมื่อว่ายน้ำไปหาเรืออีกครั้ง ปรากฏว่าไม่พบพระอาจารย์กุล และพระอุทัยแล้ว ไม่รู้จมน้ำที่ไหน เพราะต่างคนต่างก็ดิ้นรนช่วยตัวเอง ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อว่ายน้ำไม่เก่งก็ไม่ไปกอดอาศัยคนที่ว่ายน้ำเก่ง เมื่อเหลือสองรูปกับพระทองดีจึงพูดกันว่า เมื่อเพื่อนตายไปแล้ว เราสองคนอย่าหนีจากเรือ

ขณะที่เรือล่ม มาทราบภายหลังว่ามีคนเห็นอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ฝั่งขวามีโยมสามคนกำลังแทงเหล็กแหลมเพื่อหาจับปลาไหลอยู่ ครั้งแรกนั้นเมื่อเห็นพระกำลังพายเรือมาแต่ไกล ก็พากันเข้าใจว่า เป็นพระอยู่บ้านโสกก่าม หรือไม่ก็คงเป็นพระที่ต้องกลับจากไปร่วมทำบุญบ้านตอนกลางวันแล้ว พากันกลับวัดโดยเรือ แต่เมื่อเรือล่มอยู่กลางบึงโขงหลงตรงตัวพอดี กลับเข้าใจไปว่าโยมคนหนึ่ง อยู่คนละฝั่งโขงหลงกำลังไล่ตีกวางลงน้ำอยู่ มองเห็นหัวเรือที่อยู่กลางน้ำ ที่โผล่ขึ้นๆ ลงๆ ดังที่เล่ามาแล้ว เข้าใจว่าเป็นเขากวาง จึงพากันเอาเรือข้ามบึงโขงหลงไปช่วยไล่ตีกวางด้วย เผื่อจะไปแบ่งส่วนเนื้อกวางบ้าง โยมกลุ่มนี้เองคือกลุ่มที่มาช่วยผู้เขียน ส่วนโยมกลุ่มที่ 2 อยู่อีกฝั่งหนึ่ง มองเห็นเรือที่ล่มอยู่นั้นคิดว่ามันติดกับฝั่งโน้น เข้าใจว่าเด็กเล่นเรืออยู่ จึงร้องด่าไปแก่พวกเด็กด้วย

โยมกลุ่มที่ 3 เป็นชาวบ้านโสกโพธิ์ชวนกันมาทอดแห 8 คน มีเรือ 4 ลำ พร้อมกับทอดแหมาเรื่อยๆ แต่ยังอยู่ไกลจากจุดเรือล่มประมาณ 67 เส้น รู้กันทุกคนว่ามีเรือล่ม และมีคนว่ายน้ำลอยคออยู่ (คือได้ถามกับโยมคนหนึ่งใน 8 คนในภายหลัง) เสียงร้องให้ช่วยเหลือก็ได้ยินชัดอยู่แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นเรือพระ ตอนแรกก็ชวนกันจะไปช่วยอยู่เหมือนกัน ซึ่งถ้าเขาพากันไปช่วยในช่วงนั้นก็คงช่วยได้ไม่ต้องมีใครตาย หรือไม่ก็ช่วยได้ 2 รูป แต่กรรมของผู้ตายดลบันดาลปิดสมองปิดหัวใจไม่ให้มีโอกาสช่วยเหลือได้ จึงพร้อมกันทั้ง 8 คน ให้เห็นพร้อมกันว่า ไม่ต้องไปช่วยพวกนั้นดีกว่า คงเป็นตำรวจเอาผู้ร้ายมาฆ่า ผลก็คือตัดสินใจไม่พากันไปช่วย ทอดแหไปตามเรื่องเฉย คิดแล้วน่าน้อยใจว่าใจดำอำมหิตกันจริงๆ แต่มาคิดในแง่กรรมของผู้ตาย มันคือจุดจบชีวิตแล้ว จึงบันดาลให้ปิดหัวใจของคนทั้งสามจุดนั้นให้แน่นหนา เพราะเมื่อกรรมจะให้ผลแล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน บนฟ้า ใต้ดิน ใต้น้ำ ไม่มีทางหลีกจากกรรมคือความตายได้เลย แต่มาคิดว่าเราผู้เขียน มีกรรมพัวพันกันมาแต่ครั้งไหน จึงติดพันกันมาร่วมเหตุการณ์เช่นนั้นได้

คราวนี้ขอกล่าวต่อถึงเหตุการณ์พระสองรูปที่เหลือ ได้พูดกันว่าเพื่อนตายไปแล้วสองคน เราอย่าหนีจากเรือเด็ดขาด ก็ร่วมกันนั่งเรือที่ล่มจนอยู่นั้นเอง คนหนึ่งอยู่หัวเรือและอีกคนอยู่ท้ายเรือ และได้ร้องให้คนช่วยถึงสองครั้ง พระทองดีก็ร้องสองครั้ง คราวนี้โยมสองคนที่จะไปช่วยตีกวางลงน้ำ จึงสำนึกได้ว่า คงเป็นพระที่เราเห็นตอนต้น แล้วคิดว่าท่านกลับมาจากบ้านทำบุญโดยทางเรือ ต้องไปช่วยแล้ว โดยเอาเรือลำใหญ่นั่งได้ 12 คน แต่ได้ลงเรือไป 2 คน อีกคนไม่ไปด้วย มีไม้พายหนึ่งอัน คนที่สองเอาไม้ไผ่กลมๆ ใช้แทนไม้พาย จึงเป็นเหตุให้เรือไปช้า ถ้ามีไม้พายทั้งสามคนคนละอันร่วมกัน ต้องพายเรือไปทันช่วยพระทองดีแน่ ความตายของพระทองดียังจะต้องมีในระยะนี้อยู่ จึงให้เป็นทางเอื้ออำนวยตามเรื่องของกรรมบันดาล

ขณะที่โยมสองคนกำลังมาช่วยนั้นยังอยู่อีกไกล เราสองรูปได้ว่ายน้ำไปๆ มาๆ หลายเที่ยวรู้สึกอ่อนแรง เหนื่อยมาก เรือที่มีเรานั่งอยู่ก็พยุงเราไม่ได้ ทำให้ยันเรือจมลงพื้นน้ำ น้ำก็เข้าปาก ต่างคนต่างว่ายหาเรือ ถึงขณะนี้เราผู้เขียนก็เริ่มหมดแรงจะจมน้ำลงไปด้วย จึงได้แต่พยายามพยุงตัวเองขึ้นให้พ้นน้ำ ขณะนั้นปรากฏเห็นสิ่งอัศจรรย์ คือเห็นรูปของศาลาการเปรียญที่ได้สร้างอยู่ที่วัดศรีวิชัย และเพิ่งทำบุญฉลองไปไม่นานเป็นรูปย่อส่วนยาวประมาณ 1 ศอก เป็นรูปสีทองสวยงามมากลอยอยู่ ขณะนั้นเราก็เหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะดื่มน้ำเข้าไปมาก และก็เริ่มจมลงอีก เราก็ต้องพยายามพยุงขึ้นให้พ้นน้ำอีก

แต่กรรมไม่ถึงที่ตายมาถึงระยะนี้ จึงสามารถพยุงกายโผล่ขึ้นมาทำให้ศีรษะกระทบกับเรืออย่างแรงจนทำให้หัวโน แล้วเราก็เอามือสองข้างกอดเรือไว้ทันที แต่ก็ได้ดื่มน้ำเข้าท้องจนเต็ม ทำให้หายใจไม่สะดวก ในใจก็กลัวมือที่กอดเรืออยู่จะไหลลื่นหลุดจากเรือ แต่มีสติดีอยู่ ได้มองไปเห็นพระทองดีซึ่งอยู่ไกลจากเรือประม

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา