
สังคมแห่งกุรุธรรม
การสนทนากันระหว่าง พระอธิการเขื่อง กับ เณรจ่อย ศิษย์ก้นกุฏิ กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้
โดย...อ.ตุ้ย วรกรรม
การสนทนากันระหว่าง พระอธิการเขื่อง กับ เณรจ่อย ศิษย์ก้นกุฏิ กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้...หลังเมื่อสองวันก่อนมีตำรวจเข้ามาจับโจ๋ในหมู่บ้านในข้อหาค้ายาบ้าให้วัยรุ่นในหมู่บ้าน
“สังคมทุกวันนี้ต่างจากสมัยที่หลวงพ่อยังเด็กมาก สมัยหลวงพ่อไม่มียาเสพติดแบบนี้หรอก แต่สมัยนี้ซื้อกันง่ายอย่างกับลูกอมนะ จับเท่าไรก็ไม่มีหมด ยิ่งจับยิ่งทะลัก ซ้ำหนักลูกหลานติดยากันงอม
สังคมมีแต่การมุ่งหมายหักรานชีวิตกัน ไม่พอใจใครก็ใช้กำลังชกต่อย บ้างก็ใช้อาวุธเข่นฆ่า ซ้ำร้ายบางรายเห็นคนใช้กำลังทำร้ายคนอื่นแทนที่จะห้ามปรามหรือประณามคนทำ กลับเห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำนั้น นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยเหล่ามิจฉาชีพหากินทางทุจริต ผิดศีลธรรม กฎหมายบ้านเมือง อุดมไปด้วยโจรภัยทุกหย่อมหญ้าไม่เว้นที่แจ้ง สำแดงความโลภไม่มีขีดจำกัด
หากเมื่อมองสภาพดินฟ้าอากาศก็ดูวิปริตผิดธรรมชาติไปมาก เช่น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้นผิดปกติ สร้างความเสียหายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช เรือกสวนไร่นา เณรชอบไหมสังคมแบบนี้”
“โอ้...ไม่ไหวหรอกครับ ผมอยู่วัดทุกวันนี้ก็หนาวๆ ร้อนๆ อยู่แล้ว”
“อ้าว! พูดงี้หมายความว่าไง หนาวๆ ร้อนๆ”
“ก็หลวงพี่บวชใหม่ 2 รูป เมื่อ 4-5 วันก่อน สักลายเสือโคร่งทั่วตัว หน้าตาก็โหดๆ ผมเห็นแล้วไม่กล้าสบตากลัวโดนเตะ อีกอย่างเวลาที่ทั้งสองคุยกันยังมึงๆ กูๆ อยู่เลยนะหลวงพ่อ ไม่รู้ว่าก่อนบวชได้ตรวจฉี่กันหรือเปล่า”
“ไปกันใหญ่แล้วเณร ใครจะมาบวชวัดนี้ต้องผ่านการตรวจฉี่หมดนะ ถ้าฉี่สีม่วงเพราะยาเสพติดก็ไม่ให้บวชและจำพรรษาที่วัดนี้อยู่แล้วตามกฎของวัด ส่วนเรื่องอาจาระและศีล (ความประพฤติและวินัย) ของพระใหม่นั้นหลวงพ่อจะอบรมเองเขาเพิ่งบวชยังไม่ทันรู้ระเบียบวินัยของสงฆ์ ว่าแต่ช่วงนี้เณรทำตัวปกติสบายๆ ก็พอแล้ว”
“ครับๆ แต่ผมก็หวังว่าถ้าสังคมในวัดเราอยู่กันด้วย ‘กุรุธรรม’ ก็ดีครับ เราจะไม่มีพระเณรติดยาเสพติด ไม่มีพระเณรนักเลงอันธพาล ไม่มีพระเณรพูดจาหยาบคาย แต่จะมีพระเณรที่เจริญไปด้วยวัตรปฏิบัติเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน ซึ่งไม่เพียงแค่สังคมวัดเท่านั้นที่ผมอยากเห็น แต่สังคมชาวบ้านผมก็อยากให้เป็นสังคมแห่งกุรุธรรมเช่นกัน”
“ช่วยอธิบายสังคมกุรุธรรมของเณรให้ฟังหน่อย”
“สังคมกุรุธรรมก็คือสังคมที่อุดมด้วยศีล 5 ครับ หมายถึง คนในสังคมทุกส่วนและในทุกหน้าที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล เคารพกติกาสังคม ไม่ทำลายจารีต ประเพณี และวัฒนธรรมที่ดีงาม”
“อธิบายหน่อยเดี๋ยวคนอ่านงง”
“เรื่องนี้มีที่มา ก็คือในอดีตกาลมีพระราชาองค์หนึ่งพระนามว่า ‘กุรุ’ แห่งเมืองอินทปัตถ์ ทรงตั้งมั่นในศีล 5 อย่างเคร่ง เป็นตัวอย่างที่ดีให้ชาวเมืองได้เจริญรอยตามด้วย ทำให้บ้านเมืองเย็นเป็นสุข ฟ้าฝนตกต้องตามฤดู พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ต่อมาสิ้นพระชนม์เจ้าชายธนัญชัยพระโอรสทรงขึ้นครองราชย์แทนก็เจริญรอยตามพระบิดาทุกอย่างและทำยิ่งกว่าพระบิดาอีกด้วย รวมถึงประชาชนก็ประพฤติศีลธรรมอยู่กันอย่างผาสุก
ต่อมาเมืองกาลิงคะเกิดทุพภิกขภัยรุนแรงประชาชนอดอยาก พระเจ้ากาลิงคะจึงได้ส่งทูตมาขอช้างมงคลจากอินทปัตถ์หวังจะพึ่งช้างบันดาลฝนให้ตกแต่ไม่เป็นผล จึงส่งทูตไปทูลถามพระเจ้าธนัญชัย กระทั่งล่วงรู้ว่าสิ่งที่ทำให้อินทปัตถ์รุ่งเรืองทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ไม่ได้เพราะช้าง แต่มาจากที่ชาวอินทปัตถ์ทุกคนรักษาศีล 5 (ศีล 5 เรียกว่ากุรุธรรม) ตั้งแต่ผู้ครองนครมาถึงประชาชน
เมื่อเจ้ากาลิงคะทรงรู้ก็โปรดให้ทูตทูลขอกุรุธรรม พระเจ้าธนัญชัยจึงทรงเขียนกุรุธรรม 5 ข้อลงในแผ่นทองคำมอบให้ทูตกาลิงคะนำกลับเมืองเพื่อให้ชาวกาลิงคะได้ปฏิบัติเพื่อความเจริญรุ่งเรืองดังนี้
1.ให้พระราชาและพสกนิกรอย่าเบียดเบียนทำร้ายชีวิตคนอื่น 2.อย่าได้ลักขโมยถือเอาของที่คนอื่นไม่อนุญาต 3.ห้ามประพฤติผิดในกาม 4.ให้เว้นวจีทุจริตทั้งสี่ และ 5.ให้เว้นจากการดื่มน้ำเมาและสิ่งเสพติดให้โทษ
ถ้าคนในสังคมใดปฏิบัติกันครบทั้ง 5 ข้อ สังคมนั้นก็จะเป็นสังคมแห่งกุรุธรรมครับ เป็นสังคมแห่งความสุข ไม่ต้องอยู่ด้วยความกลัวและความหวาดระแวงครับหลวงพ่อ” จบการอธิบายของเณรจ่อยพร้อมคำชมจากเจ้าอาวาส
“นี่สิเณรจ่อยตัวจริงเสียงจริง”







