
มาร์ก ณากแม็ง ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อโลก
ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนไม่มากก็น้อย
โดย...วราภรณ์
มาร์ก ฌากแม็ง ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อโลก
ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนไม่มากก็น้อย ด้วยตระหนักถึงปัญหานี้แต่ละบริษัทต่างหาแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาโลกร้อน หนึ่งในนั้นคือ วินีไทย บริษัทผลิตท่อพีวีซี รายใหญ่ของประเทศไทยที่ทำสำเร็จระดับหนึ่ง จนได้รับมอบใบรับรองการงดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอาคาร (Carbon Reduction Certificate for Building) ซึ่งเป็นรางวัลที่องค์กรนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยมอบให้บริษัทที่สามารถปรับปรุงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งบริษัทยังช่วยลดการใช้พลังงานทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และลดปริมาณขยะของเสียจากการผลิตลดลงได้มากกว่าร้อยละ 10 เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 2 ปีขึ้นไปด้วย
รางวัลนี้ทำให้ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของพนักงานในบริษัททุกคน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ มาร์ก ฌากแม็ง ผู้จัดการโรงงานวีนิไทยรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้ นอกจากช่วยกันคนละมือเพื่อพิทักษ์โลกแล้ว วีนิไทยยังมีนโยบายในการช่วยลดโลกร้อนและลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีบริษัทจะใช้งบลงทุนในโครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ ปีละกว่า 100 ล้านบาท ทั้งเพื่อการปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดใช้พลังงานด้วย
มาร์กมีวิธีจัดการโรงงานแบบไหนจึงได้ใบรับรองการปล่อยก๊าญเรือนกระจกสำหรับอาคารไปดู
ต้องการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าให้น้อยลง : โจทย์แรกของการร่วมมือร่วมใจกันประหยัดพลังงาน เพื่อลดค่าใช้ไฟฟ้าของโรงงานในแต่ละปีให้น้อยลง มาร์ก เปิดฉากเล่าว่า วีนิไทยดำเนินธุรกิจผลิตท่อพีวีซี ท่อน้ำ และผลิตหนังเทียมมาตั้งแต่ปี 2535 นับรวม 20 ปีแล้ว โรงงานของเขาสามารถผลิตเม็ดพลาสติกที่จะนำมาทำเป็นท่อพีวีซีได้ปีละ 2.8 แสนตันต่อปี จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมาก ปีหนึ่งๆ จะหมดเงินไปกับค่าไฟประมาณปีละ 1,600 ล้านบาท หรือคิดเป็นเดือนละ 160 ล้านบาท ซึ่งไฟฟ้าวีนิไทยซื้อพลังงานไฟฟ้ามาจากโรงงานไฟฟ้าในไทย เมื่อบริษัทใช้ไฟเยอะ เขาจึงอยากหาวิธีประหยัดพลังงาน นอกจากนี้พวกเขายังหาวิธีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตท่อพีวีซี โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีการลดลงทุกปีจนกระทั่งปี 2552 บริษัทได้ฉลากลดการใช้พลังงานเป็นครั้งแรก
เมื่อเกิดแนวคิดนี้พวกเขาหมายถึง พนักงานในบริษัททุกคนโดยเฉพาะทีมวิศวะโรงงาน พยายามพัฒนาการทำงานของเครื่องจักรที่ผลิตท่อพีวีซี โดยใช้ทั้งพลังงานไฟฟ้าและน้ำให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งความพยายามตลอดระยะเวลาหลายปี ทำให้วีนิไทยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละ 10% แถมยังได้รับรองว่าเป็นโรงงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย ซึ่งใช้เกณฑ์ในการพิจารณามีอยู่ด้วยกันหลายข้อ อาทิ ตัวอาคารจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงเฉลี่ยตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป นอกจากนี้ยังพิจารณาจากข้อมูลพื้นฐานของอาคาร ได้แก่ ผังอาคาร การใช้พื้นที่ใช้สอยในอาคารจำนวนพนักงาน จำนวนการใช้พลังงาน เช่น ไฟฟ้า เชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทดแทน รวมทั้งการจัดการของเสีย และมาตรการการอนุรักษ์พลังงานที่บริษัทตั้งไว้ เพื่อให้พนักงานทุกคนช่วยกัน
“เราพนักงานทุกคนพยายามช่วยกันประหยัดการใช้พลังงานให้ได้มากขึ้นในทุกๆ ปี โดยเราจะมีนโยบายให้พนักงานในโรงงานประมาณ 500 คน ช่วยกันออกแนวคิดหาวิธีช่วยกันประหยัดพลังงาน ใครน่าสนใจจะลองนำมาปฏิบัติจริง เหมือนช่วยกันคนละไม้ละมือในการช่วยกันหาวิธีประหยัดพลังงาน ซึ่งจริงๆ แล้วโรงงานอุตสาหกรรมจะสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ารวมทั้งพลังงานไฟฟ้าไปกับระบบปรับอากาศคิดเป็นร้อยละ 80 ทีเดียว ถ้าเราลดตรงนี้ได้จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าไปได้มาก นอกจากนี้เรายังพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียของอาคารแบบตะกอนเร่ง ซึ่งมีการเติมอากาศอย่างเพียงพอ เป็นผลทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก”
มาตรการประหยัดพลังงาน : ความร่วมแรงร่วมใจกันจะนำพามาซึ่งความสำเร็จ บริษัทยังมีมาตรการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม โรงงานจึงทำการเปลี่ยนระบบเครื่องปรับอากาศภายในโรงงาน อีกทั้งยังมีการติดฟิล์มกรองแสงและม่าน ซึ่งใช้งบประมาณในการเปลี่ยนและเพิ่มเติมประมาณ 1 แสนบาท แต่ช่วยประหยัดค่าไฟในเดือนต่อมาได้มากถึง 1.5 แสนบาททีเดียว จึงนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า นอกจากนี้ยังมีวิธีปลดหลอดไฟที่ไม่จำเป็นออก อีกทั้งมีการรณรงค์ให้พนักงานปิดหลอดไฟในห้องทำงานช่วงไม่อยู่ในห้อง หรือช่วงพักเที่ยง ชักชวนกันช่วยกันปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่ใช้งานหรือเวลาพัก
“รู้หรือไม่หากเราเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ตลอดทั้งคืน ปีหนึ่งๆ เราจะเสียค่าไฟไปเปล่าๆ ถึงเครื่องละ 250 บาท ออฟฟิศหนึ่งๆ มีคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนเท่าไหร่ก็คูณเข้าไป อีกทั้งเรายังมีนโยบายประกาศปริมาณค่าไฟฟ้าทุกเดือนว่าช่วยกันประหยัดแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างไร นอกจากนี้เรายังมีการสนทนา 5 นาที ความปลอดภัยเรื่องการประหยัดพลังงานคือ การให้ความรู้กับพนักงานว่าจะช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างไร รณรงค์ให้พนักงานใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า นอกจากเขาปฏิบัติที่ทำงานแล้ว ยังสามารถนำความรู้ไปใช้ที่บ้านได้ด้วย จากผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ปีหนึ่งๆ เราลดค่าไฟไปได้มากถึง 152,524 ต่อปีทีเดียว”
เป้าหมายต่อไป : ภารกิจต่อปีอีก 8 ปีข้างหน้าคือ ในปี ค.ศ. 2020 ทีมวิศวกรบริษัทตั้งเป้าไว้ว่า เราจะสามารถลดการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอีก 4% จากเดิม 16% ไปสู่ลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ ซึ่งคาดว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะพนักงานพยายามคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในโรงงานได้มากขึ้น
“กรรมวิธีที่เราลดการใช้พลังงานในโรงงานได้คือ เราเริ่มโครงการใช้หอพึ่งเย็นคือ การใช้ใบพัดลมเป่าให้ลมเย็น จึงช่วยระบายอากาศในโรงงานได้ดี เครื่องปรับอากาศก็ไม่ต้องทำงานมาก ซึ่งเราลงทุนเพียง 1 ล้านบาท แต่จะช่วยลดค่าไฟได้ปีละ 8 แสนบาทต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า”
ปลูกปะการังคืนสมดุลให้ธรรมชาติ : นอกจากหาวิธีคิดค้นการประหยัดพลังงานของโรงงานแล้ว วีนิไทยยังร่วมกันทำโครงการด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม “วีนิไทย ร่วมใจปลูกปะการัง 8 หมื่นกิ่ง ที่เริ่มต้นเพื่อล้นเกล้า” โครงการปลูกปะการังเพื่อเป็นสถานที่อนุบาลและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลที่บริเวณอ่าวไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2551 เริ่มที่ จ.ชลบุรี ทำกิจกรรมขยายพันธุ์ปะการังเขากวางด้วยท่อพีวีซี อุตสาหกรรมหลักของบริษัท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายพันธุ์ปะการังเขากวางจำนวน 8 หมื่นกิ่ง ภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อคืนความสมดุลคืนกลับสู่ท้องทะเลไทยอีกครั้ง ซึ่งทำเลที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ปะการังเขากวาง ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งหาดแสมสาร เกาะขาม จ.ชลบุรี เกาะหวาย จ.ตราด เกาะเสม็ด จ.ระยอง และเกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์
“ท่อพีวีซีจะช่วยยึดเกาะตัวปะการังให้เติบโตเป็นกิ่งพันธุ์ และกิ่งอนุบาลเพื่อใช้ในการฟื้นฟู เนื่องจากปะการังอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมมาก แต่อยู่กับท่อพีวีซีและสามารถเคลือบกันได้ในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังการปลูก เมื่อปะการังอายุประมาณ 1 ปี ก็จะแยกกิ่งปะการังออกจากแปลงท่อพีวีซี แล้วนำไปวางตามแนวปะการังที่เสียหายหรือถูกทำลาย นอกจากนี้ยังสามารถนำท่ออนุบาลดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ได้ จึงทำให้สะดวกประหยัดอีกด้วย” ผู้จัดการโรงงานวีนิไทย กล่าว







