posttoday
ฤดูหมอกควันพิษ ฝันร้ายประจำปีของคนเมืองเหนือ

ฤดูหมอกควันพิษ ฝันร้ายประจำปีของคนเมืองเหนือ

09 มีนาคม 2555

สถานการณ์หมอกควันพิษที่ภาคเหนือกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์


สถานการณ์หมอกควันพิษที่ภาคเหนือกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ

ปีนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน พะเยา น่าน แพร่ และแม่ฮ่องสอน ต้องเผชิญกับฝันร้ายอีกครั้ง เมื่อเมืองทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกควันขาว

วิถีชีวิตผู้คนเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องพึ่งหน้ากากอนามัย มิเช่นนั้นอาจหายใจไม่สะดวก เกิดอาการแสบหูแสบตา มึนหัว ถึงขั้นล้มป่วยได้ ขณะเดียวกันทัศนวิสัยก็แย่สุดขีด การขับขี่ยวดยานพาหนะบนท้องถนนเต็มไปด้วยอันตราย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างยิ่ง

ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน (พ.ย.เม.ย.) เพราะเป็นช่วงที่สภาพอากาศนิ่ง อันเนื่องมาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนปกคลุมลงมา ทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่สามารถถูกพัดพาขึ้นสู่บรรยากาศสูงได้ ประกอบกับทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ฝุ่นละอองวนเวียนอยู่ในที่อาศัยของผู้คน

ฤดูหมอกควันพิษ ฝันร้ายประจำปีของคนเมืองเหนือ

 

สาเหตุสำคัญในการเกิดปัญหาหมอกควันพิษ เกิดขึ้นจากการเผาในที่โล่ง เผาเศษวัสดุพืช ใบไม้ ตอซังข้าวโพด ฟางข้าวของเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกครั้งต่อไปในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง บวกกับการเผาวัชพืชริมทาง การเผาขยะของชุมชน มลพิษจากยวดยานพาหนะ และโรงงานอุตสาหกรรม ยังไม่รวมหมอกควันข้ามแดนที่เกิดจากการเผาป่าในประเทศเพื่อนบ้าน

น้อยคนจะรู้ว่าหมอกควันจัดเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือพีเอ็ม 10 เป็นผลผลิตของกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เป็นต้นกำเนิดของสารมลพิษที่ฝังตัวอยู่กับอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งเมื่อเข้าไปในปอดแล้วไม่สามารถขับออกมาได้ สารมลพิษที่สำคัญ ได้แก่ สารประกอบอินทรีย์ที่มีชื่อว่า โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) ที่มักเรียกสั้นๆ ว่า พีเอเอช หรือ พาห์ (PAH) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็ง และแทบทุกชนิดเป็นสารที่คงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน ไม่สลายตัวได้ง่าย

ดร.ศุทธินี ดนตรี อาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การเผาไร่ เผานา เผาป่าหาของกิน ตลอดจนเผาในที่โล่ง เป็นวิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายแล้ว เป็นวิถีชุมชน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะห้ามไม่ให้มีการเผาไหม้เกิดขึ้นเลย

“สังคมเกษตรกรรมและสังคมที่พึ่งพาป่าไม้ในการดำรงชีพ ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟในวิถีชีวิต เพื่อกำจัดเศษพืชก่อนการเพาะปลูก โดยเฉพาะตามพื้นที่สูง ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุด ในขณะเดียวกันยังช่วยลดเชื้อโรคและปริมาณหญ้า ลดปริมาณเชื้อเพลิงที่ทำให้การเกิดไฟไหม้ไม่รุนแรงมากนัก และเร่งให้พืชผักที่เป็นอาหารในป่าแตกใบ ออกหน่อเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องหาทางเลือกที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น สภาพอากาศ ระบบภูมินิเวศ ประสบการณ์ และความเชื่อของชุมชน”

วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่เรียกว่าฤดูหมอกควันพิษที่เกิดขึ้นในปีนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจวัดค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน พบว่าในหลายพื้นที่มีค่าเฉลี่ยสูงกว่ามาตรฐานถึง 3 เท่า ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน โดยเฉพาะ จ.เชียงราย มีค่าฝุ่นละอองในปริมาณที่สูงสุด 365.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัยต่อสุขภาพที่กำหนดไว้ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

จรูญ เลาหเลิศชัย ผู้อำนวยการศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กล่าวว่า เกือบทุกจังหวัดยังประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมพื้นที่หนาแน่น จากการรายงานข้อมูลการตรวจหาค่าความร้อน หรือฮอตสปอต (Hotspots) พบจุดความร้อนขึ้นเต็มทั่วภาคเหนือ ยังมีการเผาในที่โล่ง ไฟป่าเกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทัศนวิสัยการมองเห็นอยู่ระดับต่ำมาก สนามบินบางแห่งจำเป็นต้องหยุดทำการบินเพื่อความปลอดภัย การเดินทางสัญจรบนท้องถนนเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่บรรยากาศโดยทั่วไปของทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีหมอกควันจากไฟป่าลอยต่ำมาปกคลุม ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปที่ออกไปทำธุระนอกบ้านเรือนต้องประสบกับอาการแสบตา เคืองจมูก รวมไปถึงมีอาการคันตามผิวหนัง

ดร.นพ.พงษ์เทพ วิวรรธนะเดช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยข้อมูลจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยหน่วยระบบหายใจเวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้ ภาคอายุรเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ามีผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองเพิ่มขึ้น 3 เท่า และเพิ่มมากกว่าปีที่แล้วถึง 4 เท่า ทุกวันนี้เชียงใหม่มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดเฉลี่ย 40 คนต่อประชากร 1 แสนคน นับว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ฤดูหมอกควันพิษ ฝันร้ายประจำปีของคนเมืองเหนือ

นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้ป่วยทั่วไปที่มารับการตรวจจากอาการแสบตา แสบจมูก หายใจไม่สะดวก ไอ จาม มึนศีรษะ จำนวนมากในแต่ละวัน

ในส่วนของการท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางแล้วกว่า 50% ทั้งโรงแรม รถเช่า ร้านอาหาร และร้านค้า ประสบความเดือดร้อนแสนสาหัส

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันถือเป็นวาระที่ทุกจังหวัด ทุกหน่วยงาน รวมถึงชาวบ้าน จะต้องร่วมมือกันเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม

“การป้องกันผืนป่าเป็นอย่างดีทำให้ปัญหาลดลงก็จริง แต่ปัญหายังเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ที่จุดไฟเผาป่าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ต้องขอความร่วมมือประชาชนให้งดการเผาในที่โล่งทุกชนิด หรือหากเห็นมีไฟลุกไหม้ไม่มาก สามารถช่วยกันดับได้ ก็ต้องช่วยกันจะทำให้ปัญหาทุเลาลงได้”

สุดท้าย ดร.ศุทธินี เสนอแนะว่า การแก้ไขปัญหาการเผาในที่โล่งและหมอกควันในภาคเหนือต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยต้องจัดทำแผนที่ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นสื่อกลางอันหนึ่งที่จะช่วยให้ภาครัฐและภาคประชาชนร่วมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาและออกแบบมาตรการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชุมชน โดยคำนึงถึงเงื่อนไขทางระบบภูมินิเวศ ประสบการณ์ และความเชื่อของชุมชน รวมทั้งแสวงหามาตรการที่เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการไฟป่า เพื่อลดปัญหาหมอกควัน

ภาพหมอกควันสีขาวหนาทึบลอยเหนือน่านฟ้า แม้จะเจือจางบางตาลงบ้างแล้ว แต่อันตรายที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าในอากาศ ยังสร้างความหวาดผวาให้แก่พี่น้องประชาชนภาคเหนืออยู่ คงต้องรอให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเสียที เพื่อจะได้ไม่ให้ฤดูหมอกควันพิษหมุนเวียนมาอีกในปีต่อๆ ไป

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้