
อึ้ง!วัยรุ่นผู้ดีกินจังก์ฟู้ดจนหายป่วย
มีรูปด้วยนะ อยู่ใน phototodayแม้จะถูกมองว่าเป็นมหันตภัยเงียบที่สามารถทำลายสุขภาพร่างกายของคนเราได้อย่างไม่รู้ตัว
มีรูปด้วยนะ อยู่ใน phototodayแม้จะถูกมองว่าเป็นมหันตภัยเงียบที่สามารถทำลายสุขภาพร่างกายของคนเราได้อย่างไม่รู้ตัว
แต่สำหรับ แอล วิลเกนสัน วัยรุ่นสาววัย 16 ปี จากเมืองผู้ดีแล้ว อาหารขยะหรือจังก์ฟู้ดคือยาวิเศษที่ได้ช่วยชีวิตของเธอไว้หลังแพทย์วินิจฉัยว่าสาวน้อยรายนี้มีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 6 เดือนเท่านั้น!
เพราะแอลป่วยเป็นโรคไตขั้นรุนแรง เจ้าตัวจึงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจต้องเสียชีวิตภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า
ระหว่างที่กำลังรอไตอยู่นั้น แพทย์จึงตัดสินใจทดลองวิธีรักษาใหม่ จัดไดเอตสูตรพิเศษที่ประกอบด้วยอาหารขยะล้วนๆ จนในที่สุดสาวแอลก็อาการดีขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะจากที่เคยอาการทรุดหนักถึงขั้นถูกหามส่งโรงพยาบาลและหมดสติมาหลายครั้ง อาหารขยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช็อกโกแลต ได้ช่วยให้แอลสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้งจนแพทย์ตัดสินใจถอดชื่อสาวแอลออกจากรายชื่อผู้ป่วยขอรับบริจาคไตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สาเหตุที่ต้องให้แอลรับประทานแต่ “อาหารขยะ” นั้นก็เพราะเป็นอาหารที่มีแคลอรีและโปรตีนสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยโรคไตส่วนใหญ่มักขาดแคลน
ดังนั้น ทุกๆ วันสาวน้อยรายนี้ก็จะนั่งหม่ำแต่ช็อกโกแลต บิสกิต และขนมปัง
ยิ่งไปกว่านั้นคือ แพทย์เตือนว่าหากแอลไม่รับประทานอาหารขยะร่างกายก็จะมีพลังงานไม่เพียงพอในแต่ละวัน
ดังนั้น เรียกได้ว่าสาวน้อยรายนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการรับประทานอาหารขยะ เพราะหากไม่รับประทานก็อาจถึงตายได้!
“ที่ผ่านมาผู้ใหญ่มักเตือนเด็กให้หลีกเลี่ยงอาหารขยะเพราะจะทำลายสุขภาพ ดังนั้นการรับประทานอาหารขยะทุกวันตามคำสั่งหมอจึงเป็นเรื่องที่แปลกไม่น้อย” แอล กล่าว โดยยังเผยอีกว่า แม้ตัวเองจะป่วยแต่ก็เป็นที่อิจฉาของบรรดาเพื่อนๆ ไม่น้อย เพราะตัวเองสามารถรับประทานอาหารขยะได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวโดนผู้ใหญ่ว่า
แต่การที่แอลรับประทานอาหารขยะทุกวันก็ไม่ได้แปลว่าสาวเจ้านั้นมีภูมิคุ้มกันจากความเสี่ยงต่างๆ จากการรับประทานอาหารขยะมากเกินไปอย่าง เช่น โรคอ้วน หรือน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น
แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่เจ้าตัวจำเป็นต้องเลือกในระยะสั้นเพื่อบรรเทาอาการโรคไตก่อน
ด้านคุณหมอผู้รักษาแอลก็ออกโรงเตือนว่า “ไดเอตอาหารขยะ” นี้เป็นไอเดียสุดพิเศษที่ผู้ป่วยรายอื่นๆ ไม่ควรเลียนแบบโดยเด็ดขาดหากไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน
ค่อยยังชั่วหน่อยที่คุณหมอมีคำเตือนทิ้งท้าย เพราะเชื่อว่าไม่อย่างนั้นผู้ป่วยโรคต่างๆ ก็จะแห่กันกินขนมแทนยาอย่างแน่นอน!







