
คิโยชิ ซาโต นักวิจัยจอมฮึด ขอสู้จนนาทีสุดท้าย
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้จับเข่านั่งคุยกับนักวิจัยจากแบรนด์ดังระดับท็อป ผู้อยู่เบื้องหลังการสรรค์สร้างความงาม
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้จับเข่านั่งคุยกับนักวิจัยจากแบรนด์ดังระดับท็อป ผู้อยู่เบื้องหลังการสรรค์สร้างความงาม และช่วยแก้ไขสารพัดปัญหาเรื่องผิวให้กับผู้ยิ้ง ผู้หญิง ที่มีหลากหลายตัวแปรเข้ามาทำลายผิวหน้า และความงามอยู่เสมอ งานนี้ในโอกาสที่ คิโยชิ ซาโต หัวหน้านักวิจัยของชิเซโด้ แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของญี่ปุ่น ลัดฟ้ามาเมืองไทยเป็นครั้งแรก เลยไม่พลาดชวนมาพูดคุยถึงไลฟ์สไตล์ มุมสบายๆ เพื่อเผยตัวตนอีกด้านหนึ่งของนักวิจัย อาชีพที่ได้ชื่อว่าต้องใช้ทั้งความพยายาม และความอดทนขั้นเทพในการคิดค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ให้อุบัติขึ้นบนโลก
ผลักดันนวัตกรรมความงามเพื่อผู้หญิง
คิโยชิ ย้อนวันวานถึงจุดเริ่มต้นก่อนจะก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมวิจัยของชิเซโด้ว่า เขาได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับชิเซโด้เมื่อ 18 ปีก่อน หลังจากที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโตเกียว โดยงานวิจัยชิ้นแรกที่เขาเริ่มทำ คือ การศึกษาหาสาเหตุว่ารังสียูวีมีกระบวนการทำงานอย่างไรที่ทำให้เม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังเกิดการก่อตัวขึ้นมาได้
“เมื่อ 18 ปีที่แล้ว สาเหตุที่ผมเลือกร่วมงานกับชิเซโด้ ทั้งที่เรียนจบมาด้านการวิจัยดีเอ็นเอ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเน้นเรื่องการวิจัยด้านไวเทนนิง และแอนตี้ เอจจิง แต่เพราะตอนนั้นผมตั้งเป้าว่าอยากทำงานอะไรที่เป็นงานที่สร้างความพึงพอใจให้กับคนอื่น ซึ่งชิเซโด้ก็ตอบโจทย์ในส่วนนี้ และยังเป็นองค์กรที่ใหญ่อีกด้วย”
จากวันนั้นถึงวันนี้ คิโยชิ กลายเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังหลากหลายนวัตกรรมความงาม ที่เกิดมาเพื่อตอบโจทย์สารพัดปัญหาผิวของผู้หญิง โดยผลงานชิ้นโบแดง และเป็นงานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ คิโยชิ เพิ่งประสบความสำเร็จ และทำให้เจ้าตัวภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก คือ การคิดค้นผลิตภัณฑ์กลุ่ม White Lucent ซึ่งประกอบด้วย White Lucent Intensive Spot Tarketing Serum และ White Lucent AntiDark Circles Eye Cream
เคล็ดไม่ลับหน้าใส
ด้วยงานที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องความสวยความงาม และต้องตามหากุญแจไขสารพัดปัญหาผิว จึงทำให้นักวิจัยหนุ่มรู้เท่าทันสาเหตุของความร่วงโรยเป็นอย่างดี แต่เมื่อถามถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเอง คิโยชิ ถึงกับหัวเราะร่า ก่อนตอบว่าไม่ได้มีการดูแลอะไรเป็นพิเศษ แต่จะเน้นเรื่องการพักผ่อนไม่นอนดึก
“ผมใช้พวกเบสิก สกินแคร์ดูแลผิวบ้าง ประกอบกับเวลาที่คิดค้น หรือค้นคว้าผลิตภัณฑ์ตัวไหนก็จะต้องลองใช้เอง นอกนั้นผมก็จะให้ความสำคัญกับเรื่องการพักผ่อน ระวังไม่นอนดึก ไม่เครียด พยายามป้องกันตัวเองจากแสงแดด”
สำหรับวิธีรับมือกับความเครียดที่แวะเวียนเข้ามาทักทายนั้น คิโยชิ ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพและความงามอย่างไม่อาจมองข้าม ซึ่งโดยส่วนตัวจะพยายามมองโลกในแง่ดี หากิจกรรมผ่อนคลายยามว่างทำ เช่น เวลาว่างก็ซื้อต้นไม้มาทำสวน หรือถ้าบางครั้งเครียดจากการทำงานก็ออกไปเดินเล่นสูดอากาศ ชมวิวทิวทัศน์ แต่เพชฌฆาตความเครียดตัวเทพที่ คิโยชิ ใช้เป็นประจำและได้ผลมากๆ คือ การยิ้มให้กับปัญหา และความทุกข์ที่เข้ามา
แม้จะดูเป็นหนุ่มขี้เล่น อารมณ์ดี แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่านักวิจัยหนุ่มผู้นี้ไม่ได้ตกเป็นทาสของเจ้าจอโทรทัศน์สี่เหลี่ยมเช่นเดียวกับใครหลายๆ คนมา 67 ปีแล้ว โดยจุดเริ่มต้นนั้นเกิดจากความบังเอิญที่ว่าสัญญาณโทรทัศน์เสียบ่อยๆ เลยทำให้โลกของนักวิจัยหนุ่มเกิดจุดเปลี่ยน และค้นพบว่าชีวิตนี้ไม่ต้องมีโทรทัศน์ดูก็ไม่ได้ขาดอะไรไป ซึ่งทุกวันนี้ คิโยชิ บอกว่า ถ้าอยากดูโทรทัศน์ ก็จะหันมาหาตัวช่วยจากอินเทอร์เน็ตแทน เพราะสาเหตุเลือกเจาะจงได้ว่าอยากดูหรือไม่อยากดูอะไร
แต่ถ้าพูดถึงบุคคลที่เป็นไอดอลในดวงใจ คิโยชิ ยกให้อาจารย์สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งหลังจากที่ท่านเกษียณอายุแล้วก็ย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบที่ต่างจังหวัด ชีวิตที่เงียบสงบแบบนี้เองคือสิ่งที่ คิโยชิ วาดหวังจะมีเช่นกัน
สานฝันงานวิจัยไม่ลดละ
เมื่อถามถึงแผนการในอนาคตของ คิโยชิ นักวิจัยหนุ่มตอบอย่างมุ่งมั่นจะขอเดินหน้าในสายวิชาชีพทุกวันนี้ต่อไปให้ดีที่สุด และสิ่งที่เจ้าตัวตั้งเป้าว่าจะทำให้ได้ คือ อยากคิดค้นนวัตกรรมที่ทำให้คนที่ผิวหน้าร่วงโรยไปตามกาลเวลาแล้วสามารถกลับมาเด้งได้เหมือนเดิม ประมาณว่าหน้าอ่อนเยาว์ลง 20 ปี
กระนั้นก็ตาม แม้เป้าหมายในอนาคตดังกล่าวในวันนี้อาจดูเป็นฝันที่เลื่อนลอย แต่วิญญาณความเป็นนักวิจัยที่มุ่งมั่นในตัว คิโยชิ หนุ่มนักวิจัยซึ่งบรรยายสรรพคุณตัวเองว่า เป็นนักวิจัยที่ไม่ย่อท้อและละทิ้งกับอะไรง่ายๆ ถึงขนาดที่คนรอบข้างเรียกว่าเป็นคนดื้อรั้น เพราะทำอะไรจะไปให้ถึงที่สุด แทบจะไม่เคยละทิ้งงานวิจัยใดกลางคัน แม้จะต้องใช้เวลาหลายปีก็ตาม ฝันเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ที่ว่าอาจเป็นจริงเข้าสักวัน







