
บทเรียนจาก CEO ที่ HR ควรนำมาใช้ (1)
ต้นปีนี้ได้ไปสวัสดีปีใหม่กับชาว HR หลายคน พอพบหน้ากันก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดกันเรื่องสภาพความเป็นไป
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
ต้นปีนี้ได้ไปสวัสดีปีใหม่กับชาว HR หลายคน พอพบหน้ากันก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดกันเรื่องสภาพความเป็นไปของบ้านเมืองและผลกระทบที่มีต่อทิศทางการบริหารคน จะว่าไปแล้วหลายปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเรื่องราวข่าวดีในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้พวกเรามนุษย์เงินเดือนได้ยินกันเลย แต่ละปีได้ยินแต่เรื่องเศรษฐกิจขาลง การเมืองวุ่นวาย สังคมเสื่อม ฝนตก ฝนแล้ง แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฯลฯ ล้วนแต่วิกฤตเรื่องร้ายที่เราไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอในชีวิตของเราและในบ้านเมืองของเรา นั่นคือการมองในแง่ลบ แต่ถ้าเรามองในแง่บวก เราย่อมตระหนักว่าแม้มรสุมทั้งหลายที่พัดผ่านชีวิตของเรามันออกจะหนักหนาสาหัส แต่เคยคิดแปลกใจไหมคะว่า ทำไมเราก็ยังยืนหยัดมาได้จนทุกวันนี้? ความจริงหลายคนคงเคยคิดถอดใจยกธงขาวไปแล้ว อะไรล่ะที่ทำให้เรายังรอดอยู่ได้? อะไรทำให้หลายองค์กรยังดำเนินกิจการอยู่ได้และหลายองค์กรยิ่งก้าวหน้าไปกว่าเดิม?
ขณะนี้ผู้เขียนกำลังขะมักเขม้นเขียนหนังสือเกี่ยวกับภาวะผู้นำของผู้บริหารชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับท็อปของวงการธุรกิจอยู่หลายท่าน เช่น ภาวะผู้นำของ คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีต CEO ของ ปตท. คุณชนินทร์ ว่องกุศลกิจ CEO แห่งกลุ่มบ้านปู คุณบิลล์ ไฮเนกกี้ CEO ของกลุ่มไมเนอร์ ฯลฯ CEO เหล่านี้ล้วนผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและการแข่งขันแบบดุเดือดเลือดสาดกันมาแล้วทั้งสิ้น ชีวิตของพวกท่านมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแบบสวรรค์จัดให้ แต่เป็นเรื่องของการมีภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพและมีระบบบริหารจัดการงานและจัดการคนที่ดีเยี่ยม แม้ว่าผู้เขียนจะเขียนหนังสือเล่มนี้ยังไม่เสร็จแต่ก็เริ่มมองเห็นข้อมูลดีๆ ที่ชาว HR สามารถเรียนรู้จาก CEO เหล่านี้แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในงาน HR ของเราได้หลายประเด็นด้วยกัน ข้อมูลหรือบทเรียนดีๆ เหล่านี้ เราสามารถนำมาใช้กับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เห็น แต่คำว่าวิกฤตขึ้นเต็มไปหมดตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าเลยทีเดียว บทเรียนเหล่านี้สามารถจัดแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1) ระดับปัจเจกบุคคล (Individual level) และ 2) ระดับองค์กร (Organization level)
เริ่มจากระดับปัจเจกบุคคลก่อนนะคะ ผู้นำระดับ CEO ที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมักมีบุคลิกภาพ (Trait หรือ Personality) และสไตล์ในการบริหารที่เหมือนๆ กันหลายประการ ดังนี้
มักเป็นผู้มีพื้นฐานการศึกษาสูง หรือถ้าไม่มีปริญญาตรี โท เอก อย่างเป็นทางการก็มักเป็นผู้ที่สนใจ
ใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง ชอบอ่านหนังสือ ติดตามข่าวคราวการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และข่าวในสาขาธุรกิจที่ตนสนใจหรือเกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ คนพวกนี้จึงเป็นคนหูไว ตาไว เห็นโอกาสหรืออุปสรรคหายนะต่างๆ ได้ไวก่อนคนอื่น ผู้เขียนไม่เคยเห็น CEO คนไหนที่ไม่สนใจอ่านหรือติดตามข่าวสารเลยจริงๆ นะคะ
เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ มีแรงบันดาลใจสูง ก็เพราะความที่เป็นคนแอ็กทีฟสนใจใฝ่รู้ จึงทำให้ผู้นำเหล่านี้วิสัยทัศน์กว้างไกล คนที่ยิ่งได้อ่าน ได้ฟัง ได้เห็นอะไรมามากมักเป็นผู้ที่มีจินตนาการสูง
เชื่อมั่นในตนเอง มุ่งมั่นไม่ค่อยย่อท้อต่ออุปสรรค ประเภทที่เจออุปสรรคแล้วจอดนิ่งสนิทน่ะ ไม่สามารถเป็น CEO ได้อย่างยั่งยืนหรอกค่ะ CEO ต้องเป็นมนุษย์พันธุ์อึด กัดติดไม่ปล่อยง่ายๆ
เป็นคนที่สามารถปรับสไตล์การบริหารให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบุคลิกภาพของลูกน้อง แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วผู้บริหารระดับ CEO มักเป็นคนฉลาดมากๆ เมื่อฉลาดมากก็ย่อมมั่นในตัวเองมาก คิดไว ทำไว แล้วก็คาดหวังให้ลูกน้องต้องไวตาม เมื่อลูกน้องตามไม่ทันก็มักจะอารมณ์เสียหงุดหงิดง่าย แต่ CEO ที่มีความเป็นมืออาชีพจะมีวุฒิภาวะทางอารมณ์สูง รู้จักเก็บอารมณ์ ประมาณว่าน้ำขุ่นอยู่ในน้ำใสอยู่นอก รู้ว่าเมื่อไรควรมุ่งงานเร่งงาน เมื่อไรควรหันมาดูแลใส่ใจจิตอารมณ์และความต้องการของลูกน้อง เมื่อไรต้องเด็ดขาด เมื่อไรต้องอ่อนโยน ไม่ใช่มีแต่บทเข้มดุดันวีนแตกตลอดเวลา
เป็นคนที่เข้าสังคมเก่ง สร้างเน็ตเวิร์ก (Network) เก่ง การบริการงานสมัยนี้จะอาศัยแต่ว่ามีความรู้เชี่ยวชาญอย่างเดียวไม่ได้ กล่าวคือมีแต่ Know How ไม่พอ ต้อง Know Who หรือรู้จักผู้คนในวงการต่างๆ อย่างกว้างขวางด้วย เวลาจะติดต่อขอข้อมูลหรือขอความร่วมมือจากใครก็สะดวก ทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น
นี่เพิ่ง 5 ข้อเท่านั้นนะคะ ยังไม่หมดสำหรับบุคลิกภาพความเป็นผู้นำระดับ CEO แถวหน้าที่ยั่งยืนของเมืองไทย สัปดาห์หน้าโปรดติดตามกันต่อว่า CEO เหล่านี้ยังมีบุคลิกภาพ สไตล์การนำและกลยุทธ์การบริหารเด็ดๆ อะไรอีกบ้างที่ทำให้ท่านเหล่านี้นำพาองค์กรฝ่ามรสุมลูกแล้วลูกเล่าได้อย่างงดงาม HR อย่างเราจะได้ปรับลุคปรับเนื้อในของเราขึ้นเป็น HR ระดับ CClass กัน และเผลอๆ อาจขึ้นเป็น CEO ก็ได้ ใครจะรู้?







