posttoday
หนังสือสารคดีประวัติศาสตร์   เรื่องจริงที่ทุกคนอยากรู้

หนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ เรื่องจริงที่ทุกคนอยากรู้

26 ธันวาคม 2554

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

“พระแก้วมรกต  มาจากไหน ? ”  

หนังสือสารคดีประวัติศาสตร์   เรื่องจริงที่ทุกคนอยากรู้

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร  หรือ  พระแก้วมรกต  เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง  ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า คอยปกป้อง คุ้มครอง ดูแล รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็น พ้นจากความชั่วร้ายทั้งปวง จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ายิ่งของเมืองไทย  แต่น้อยคนนักที่จะทราบถึงความเป็นมาและความสำคัญในมิติอื่นของพระพุทธรูปหินสีเขียวองค์นี้

หนังสือ  “พระแก้วมรกต  มาจากไหน ? ”   เล่มนี้จะบอกเล่าให้ทราบอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและความสำคัญของพระแก้วมรกต  ทั้งในเรื่องของตำนาน  ความเชื่อ  หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ความสำคัญในด้านศาสนาและการเมือง จากการเรียบเรียงของ
สุจิตต์  วงษ์เทศ   นับเป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลสำคัญรอบด้านของพระแก้วมรกตและเป็นแหล่งค้นคว้าอย่างดีเยี่ยม สำหรับเยาวชนและผู้ที่สนใจในเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีของชาวไทยมาอย่างยาวนาน

พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินสีเขียวฝีมือช่างลาวล้านนา บริเวณเชียงราย – พะเยา ราวหลัง พ.ศ.1900  พบครั้งแรกโดยบังเอิญ เมื่อ พ.ศ.1979  อยู่ในเจดีย์วัดป่าเยียะ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระแก้ว)  ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย
ตำนานบางเล่มเล่าว่ากษัตริย์เมืองเชียงใหม่กับกษัตริย์เมืองเชียงราย แย่งพระแก้วมรกตไปสักการะ ทางกษัตริย์เมืองเชียงรายให้ทำอำพรางซ่อนพระแก้วมรกต โดยพอกปูนไว้ไม่เห็นเนื้อแก้ว แล้วเอาซ่อนไว้ในเจดีย์วัดป่าเยียะ ต่อมาฝนตกใหญ่ แล้วฟ้าผ่าเจดีย์พัง มีผู้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทอง เมื่อปูนกะเทาะจึงเห็นภายในว่าเป็นพระแก้ว(หิน)สีเขียว

“นาค  มาจากไหน ? ”

หนังสือสารคดีประวัติศาสตร์   เรื่องจริงที่ทุกคนอยากรู้

นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์  เพิ่มเนื้อหา พร้อมคำอธิบาย บั้งไฟพญานาค  และ นาค ของนิธิ  เอียวศรีวงศ์

หนังสือ “นาค มาจากไหน?”   บอกเล่าให้ทราบอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและความสำคัญของนาค ทั้งในเรื่องของตำนาน ความเชื่อ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมและความสำคัญในด้านศาสนา  
ในบท “นี่แหละ - นาคอุษาคเนย์”  กล่าวว่า “นาค  ก็คือ งู  ผู้คนในอุษาคเนย์  ยกย่องนับถืองูมาแต่ดึกดำบรรพ์  เมื่อไม่น้อยว่าสองหรือสามพันปีมาแล้ว เพราะพบหม้อลายเขียนสีบางใบในวัฒนธรรมบ้านเชียง เขียนลวดลายเป็นรูปงูพันอยู่  ลักษณะเช่นนี้เหมือนกันกับภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเก่า  จ.กาญจนบุรี  แสดงว่ามนุษย์สมัยนั้นมี ลัทธิบูชางู  คือ ยกย่องนับถืองูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กันทั่วไปแล้ว  เช่นเดียวกับกลุ่มชนส่วนอื่นๆ ในโลก  ต่อมาเมื่อมีการติดต่อกับชาวต่างชาติต่างภาษา เช่น  อินเดีย ฯลฯ ผู้คนในภูมิภาคนี้ก็รับเอาคำว่า นาค จากภาษาของชาวชมพูทวีปมาเรียกงูให้ฟังขลังขึ้น เพราะยกย่องนับถือว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์”

ในบรรดาชุมชนบ้านเมืองทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งแต่ตอนใต้มณฑลยูนนานของจีนลงมาจนถึงปากแม่น้ำโขง ล้วนเลื่อมใสลัทธิบูชานาค เพราะเชื่อว่านาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดธรรมชาติ เกิดความมั่งคั่งและมั่นคง ในขณะเดียวกันก็อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติถึงขั้นบ้านเมืองล่มจมได้ นอกจากนั้นยังยกย่องนับถือนาคเป็นบรรพชนด้วย เหตุนี้ผู้คนในภูมิภาคนี้จึงมีคำบอกเล่าในลักษณะของนิทานปรัมปราเกี่ยวกับนาคมากมาย หลากหลายสำนวนจนนับไม่ถ้วน แล้วเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น  แต่ถ้าจะพิจารณาแยกแยะสัญลักษณ์ในนิทานปรัมปราทั้งหมด จะพบว่ามีอย่างน้อย 3  ลักษณะ คือ 
1. สัญลักษณ์ของกลุ่มชนดั้งเดิม  2. สัญลักษณ์ของดินและน้ำ 3. ลัทธิศาสนา 

นอกจากนี้ในเล่มยังกล่าวถึงนาคในอีกหลากหลายเรื่องราว อาทิ นาค หมายถึง เปลือย, นาค ใน นากาแลนด์, คนพื้นเมืองล้วนเป็นนาค, ปราบนาคให้นับถือศาสนา, นาคสร้างกรุงกัมพูชา, พระร่วงลูกนางนาค, นาคคุ้มครองอาณาจักร, ที่กรุงศรีอยุธยาฆ่าพญานาค, พิธีกรรมที่มาจากนาค  ฯลฯ

“ในโลกของความเป็นจริง  นาคอาจเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่ในโลกของความเชื่อ นาคเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ขลัง และมีอำนาจน่าเกรงขาม  ยิ่งย้อนหลังกลับไปหาอดีตดึกดำบรรพ์ นาคยิ่งมีความสำคัญต่อชุมชนบ้านเมืองและ
ไพร่ฟ้าประชากรในภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างยิ่ง  ดังพบร่องรอยของนิทานปรัมปราเรื่องนาคมีอยู่ในกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ ทั่วทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์  โดยเฉพาะบนผืนแผ่นดินใหญ่  เช่น  มอญ  เขมร  ลาว  ญวน และไทย  นี่แหละ นาค”

“เรือพระราชพิธี และเห่เรือ มาจากไหน ? ”  

หนังสือสารคดีประวัติศาสตร์   เรื่องจริงที่ทุกคนอยากรู้

เรือพระราชพิธี  เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งของไทย  สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้เป็นพระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์ในการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค เรือแต่ละลำมีความวิจิตรงดงามด้วยฝีมือประณีตของช่างศิลป์ไทยหลากหลายแขนง ยามเมื่อได้อยู่ในกระบวน
พยุหยาตราทางชลมารคก็ยิ่งดูสง่างาม ตระการตา เป็นที่ประทับใจยิ่ง ดังที่ ลาลูแบร์ ได้เขียนบันทึกพรรณนาไว้ว่า “หลังคาเครื่องยอดขบวนเรือพระที่นั่งนั้นปิดทองทั่ว ถึงพายก็ปิดทอง หลังคาเครื่องยอดนี้มีเสารับและประดับด้วยลวดลายจำหลักเป็นลายกระจังอย่างวิจิตร หลังคาเครื่องยอดลางหลัง มีกันสาดบังแสงแดด” 

หนังสือ  “เรือพระราชพิธี และเห่เรือ มาจากไหน ?”   เล่มนี้จะบอกเล่าให้ทราบอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและความสำคัญของเรือพระราชพิธี ทั้งในด้านความเชื่อ ศาสนา และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญ  รวมไปถึงความเป็นมาของการเห่เรือและอู่เรือพระราชพิธี 

ภายในเล่มประกอบด้วยเนื้อหา  8  บท  คือ  1. เรือพระราชพิธีและเรือศักดิ์สิทธิ์ 2,500  ปีมาแล้ว  2.เรือศักดิ์สิทธิ์มาจากโลงศพคล้ายงู  3. เรือนาคในพิธีศพ  4. เรือพระราชพิธีในพิธีกรรมขอขมาดินและน้ำ  5. เดือน 11 แข่งเรือไล่น้ำให้น้ำลด ไม่ท่วมข้าวจนตาย  6. เดือน 12 ลอยกระทง ลงเรือขอขมาดินและน้ำ  7.เห่เรือ มาจากไหน ? เมื่อไร ? 8.อู่เรือพระราชพิธี 

หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ…

สำนักพิมพ์    :     โพสต์บุ๊กส์
ชื่อหนังสือ   :     พระแก้วมรกต  มาจากไหน ?  (145  บาท)
                     นาค  มาจากไหน ?    (ราคา  285   บาท)
                     เรือพระราชพิธี และเห่เรือ มาจากไหน ?   (145  บาท)
ผู้เขียน     :       สุจิตต์  วงษ์เทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายการตลาด  
สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์    02-240-3700  ต่อ  1627, 1633  และ 1655
www.postbooksonline.com   และ  www.facebook.com/postbooks

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI