
หนังสือสารคดีประวัติศาสตร์ เรื่องจริงที่ทุกคนอยากรู้
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
“พระแก้วมรกต มาจากไหน ? ”
พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่า คอยปกป้อง คุ้มครอง ดูแล รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็น พ้นจากความชั่วร้ายทั้งปวง จึงเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่ายิ่งของเมืองไทย แต่น้อยคนนักที่จะทราบถึงความเป็นมาและความสำคัญในมิติอื่นของพระพุทธรูปหินสีเขียวองค์นี้
หนังสือ “พระแก้วมรกต มาจากไหน ? ” เล่มนี้จะบอกเล่าให้ทราบอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและความสำคัญของพระแก้วมรกต ทั้งในเรื่องของตำนาน ความเชื่อ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ความสำคัญในด้านศาสนาและการเมือง จากการเรียบเรียงของ
สุจิตต์ วงษ์เทศ นับเป็นหนังสือที่ให้ข้อมูลสำคัญรอบด้านของพระแก้วมรกตและเป็นแหล่งค้นคว้าอย่างดีเยี่ยม สำหรับเยาวชนและผู้ที่สนใจในเรื่องราวของมรดกทางวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีของชาวไทยมาอย่างยาวนาน
พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปแกะสลักหินสีเขียวฝีมือช่างลาวล้านนา บริเวณเชียงราย – พะเยา ราวหลัง พ.ศ.1900 พบครั้งแรกโดยบังเอิญ เมื่อ พ.ศ.1979 อยู่ในเจดีย์วัดป่าเยียะ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระแก้ว) ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย
ตำนานบางเล่มเล่าว่ากษัตริย์เมืองเชียงใหม่กับกษัตริย์เมืองเชียงราย แย่งพระแก้วมรกตไปสักการะ ทางกษัตริย์เมืองเชียงรายให้ทำอำพรางซ่อนพระแก้วมรกต โดยพอกปูนไว้ไม่เห็นเนื้อแก้ว แล้วเอาซ่อนไว้ในเจดีย์วัดป่าเยียะ ต่อมาฝนตกใหญ่ แล้วฟ้าผ่าเจดีย์พัง มีผู้พบพระพุทธรูปลงรักปิดทอง เมื่อปูนกะเทาะจึงเห็นภายในว่าเป็นพระแก้ว(หิน)สีเขียว
“นาค มาจากไหน ? ”
นาคในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ เพิ่มเนื้อหา พร้อมคำอธิบาย บั้งไฟพญานาค และ นาค ของนิธิ เอียวศรีวงศ์
หนังสือ “นาค มาจากไหน?” บอกเล่าให้ทราบอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและความสำคัญของนาค ทั้งในเรื่องของตำนาน ความเชื่อ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมและความสำคัญในด้านศาสนา
ในบท “นี่แหละ - นาคอุษาคเนย์” กล่าวว่า “นาค ก็คือ งู ผู้คนในอุษาคเนย์ ยกย่องนับถืองูมาแต่ดึกดำบรรพ์ เมื่อไม่น้อยว่าสองหรือสามพันปีมาแล้ว เพราะพบหม้อลายเขียนสีบางใบในวัฒนธรรมบ้านเชียง เขียนลวดลายเป็นรูปงูพันอยู่ ลักษณะเช่นนี้เหมือนกันกับภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเก่า จ.กาญจนบุรี แสดงว่ามนุษย์สมัยนั้นมี ลัทธิบูชางู คือ ยกย่องนับถืองูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์กันทั่วไปแล้ว เช่นเดียวกับกลุ่มชนส่วนอื่นๆ ในโลก ต่อมาเมื่อมีการติดต่อกับชาวต่างชาติต่างภาษา เช่น อินเดีย ฯลฯ ผู้คนในภูมิภาคนี้ก็รับเอาคำว่า นาค จากภาษาของชาวชมพูทวีปมาเรียกงูให้ฟังขลังขึ้น เพราะยกย่องนับถือว่าเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์”
ในบรรดาชุมชนบ้านเมืองทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งแต่ตอนใต้มณฑลยูนนานของจีนลงมาจนถึงปากแม่น้ำโขง ล้วนเลื่อมใสลัทธิบูชานาค เพราะเชื่อว่านาคเป็นผู้บันดาลให้เกิดธรรมชาติ เกิดความมั่งคั่งและมั่นคง ในขณะเดียวกันก็อาจบันดาลให้เกิดภัยพิบัติถึงขั้นบ้านเมืองล่มจมได้ นอกจากนั้นยังยกย่องนับถือนาคเป็นบรรพชนด้วย เหตุนี้ผู้คนในภูมิภาคนี้จึงมีคำบอกเล่าในลักษณะของนิทานปรัมปราเกี่ยวกับนาคมากมาย หลากหลายสำนวนจนนับไม่ถ้วน แล้วเชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น แต่ถ้าจะพิจารณาแยกแยะสัญลักษณ์ในนิทานปรัมปราทั้งหมด จะพบว่ามีอย่างน้อย 3 ลักษณะ คือ
1. สัญลักษณ์ของกลุ่มชนดั้งเดิม 2. สัญลักษณ์ของดินและน้ำ 3. ลัทธิศาสนา
นอกจากนี้ในเล่มยังกล่าวถึงนาคในอีกหลากหลายเรื่องราว อาทิ นาค หมายถึง เปลือย, นาค ใน นากาแลนด์, คนพื้นเมืองล้วนเป็นนาค, ปราบนาคให้นับถือศาสนา, นาคสร้างกรุงกัมพูชา, พระร่วงลูกนางนาค, นาคคุ้มครองอาณาจักร, ที่กรุงศรีอยุธยาฆ่าพญานาค, พิธีกรรมที่มาจากนาค ฯลฯ
“ในโลกของความเป็นจริง นาคอาจเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ แต่ในโลกของความเชื่อ นาคเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ขลัง และมีอำนาจน่าเกรงขาม ยิ่งย้อนหลังกลับไปหาอดีตดึกดำบรรพ์ นาคยิ่งมีความสำคัญต่อชุมชนบ้านเมืองและ
ไพร่ฟ้าประชากรในภูมิภาคอุษาคเนย์อย่างยิ่ง ดังพบร่องรอยของนิทานปรัมปราเรื่องนาคมีอยู่ในกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ ทั่วทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยเฉพาะบนผืนแผ่นดินใหญ่ เช่น มอญ เขมร ลาว ญวน และไทย นี่แหละ นาค”
“เรือพระราชพิธี และเห่เรือ มาจากไหน ? ”
เรือพระราชพิธี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่ายิ่งของไทย สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้เป็นพระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์ในการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค เรือแต่ละลำมีความวิจิตรงดงามด้วยฝีมือประณีตของช่างศิลป์ไทยหลากหลายแขนง ยามเมื่อได้อยู่ในกระบวน
พยุหยาตราทางชลมารคก็ยิ่งดูสง่างาม ตระการตา เป็นที่ประทับใจยิ่ง ดังที่ ลาลูแบร์ ได้เขียนบันทึกพรรณนาไว้ว่า “หลังคาเครื่องยอดขบวนเรือพระที่นั่งนั้นปิดทองทั่ว ถึงพายก็ปิดทอง หลังคาเครื่องยอดนี้มีเสารับและประดับด้วยลวดลายจำหลักเป็นลายกระจังอย่างวิจิตร หลังคาเครื่องยอดลางหลัง มีกันสาดบังแสงแดด”
หนังสือ “เรือพระราชพิธี และเห่เรือ มาจากไหน ?” เล่มนี้จะบอกเล่าให้ทราบอย่างละเอียดถึงความเป็นมาและความสำคัญของเรือพระราชพิธี ทั้งในด้านความเชื่อ ศาสนา และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่สำคัญ รวมไปถึงความเป็นมาของการเห่เรือและอู่เรือพระราชพิธี
ภายในเล่มประกอบด้วยเนื้อหา 8 บท คือ 1. เรือพระราชพิธีและเรือศักดิ์สิทธิ์ 2,500 ปีมาแล้ว 2.เรือศักดิ์สิทธิ์มาจากโลงศพคล้ายงู 3. เรือนาคในพิธีศพ 4. เรือพระราชพิธีในพิธีกรรมขอขมาดินและน้ำ 5. เดือน 11 แข่งเรือไล่น้ำให้น้ำลด ไม่ท่วมข้าวจนตาย 6. เดือน 12 ลอยกระทง ลงเรือขอขมาดินและน้ำ 7.เห่เรือ มาจากไหน ? เมื่อไร ? 8.อู่เรือพระราชพิธี
หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ…
สำนักพิมพ์ : โพสต์บุ๊กส์
ชื่อหนังสือ : พระแก้วมรกต มาจากไหน ? (145 บาท)
นาค มาจากไหน ? (ราคา 285 บาท)
เรือพระราชพิธี และเห่เรือ มาจากไหน ? (145 บาท)
ผู้เขียน : สุจิตต์ วงษ์เทศ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายการตลาด
สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ 02-240-3700 ต่อ 1627, 1633 และ 1655
www.postbooksonline.com และ www.facebook.com/postbooks







