
เจ้าชัยน้อย ตัวหนังสือ มีรสแบบ ' ใบพัด '
"เจ้าชัยน้อย" เป็นผลงานของ "ใบพัด" ซึ่งเป็นนามปากกาของ "ภาณุมาศ ทองธนากุล" เจ้าของผลงานชื่อเก๋ไก๋และช่างล้อเลียน โดยใบพัด ตั้งใจให้เจ้าชัยน้อยเป็นตัวแทนของคนที่กำลังสับสนกับเสียงข้างในของตัวเอง
"เจ้าชัยน้อย" เป็นผลงานของ "ใบพัด" ซึ่งเป็นนามปากกาของ "ภาณุมาศ ทองธนากุล" เจ้าของผลงานชื่อเก๋ไก๋และช่างล้อเลียน โดยใบพัด ตั้งใจให้เจ้าชัยน้อยเป็นตัวแทนของคนที่กำลังสับสนกับเสียงข้างในของตัวเอง
มัลลิกา นามสง่า [email protected]
ครั้งแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านพยายามตั้งใจสะกดทุกตัวอักษรแล้วว่า หน้าปกหนังสืออ่านว่า "เจ้าชัยน้อย" นั่นคือถูกต้อง แต่ก็พานคิดไปถึง"เจ้าชายน้อย"ผลงานของอองตวน เดอ แซง-เตก ซูเปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส ทุกเมื่อไป ทั้งๆ ที่มีชื่อคนเขียนกำกับไว้อยู่แล้วคือ "ใบพัด" ถึงกระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า หนังสือเจ้าชัยน้อยจะต้องล้อเลียน-เลียนแบบ-ดัดแปลงมาจากเจ้าชายน้อยบางล่ะ ทว่าเมื่อได้อ่านไปทีละหน้าๆ จนถึงไม่มีหน้าให้พลิกอีก ลืมนึกถึงเจ้าชายน้อยไปเลย มีแต่เจ้าชัยน้อยผู้ที่่ผ่านพบคนใดๆ ที่ไหนๆ ก็นำมาซึ่งความสุขและรอยยิ้ม
หนังสือ "เจ้าชัยน้อย" เป็นผลงานของ "ใบพัด" ซึ่งเป็นนามปากกาของ "ภาณุมาศ ทองธนากุล" เจ้าของผลงานชื่อเก๋ไก๋และช่างล้อเลียน (แต่เนื้อหาไม่ลอกเลียน) เช่น ขอขอบใจในความไม่สะดวกโปรดหาเรื่องใส่ตัว เซียนน้อย Underdog Talk เสียดาย...คนอินเดียไม่ได้อ่าน และ ฟินแลนด์ไม่มีแขน ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นผลงานของเขาในรอบ 8 ปี ที่เริ่มประกอบอาชีพนักเขียน
เมื่อมีโอกาสได้พูดคุย ข้อสงสัยที่ว่า ทำไมต้องตั้งชื่อล้อเลียนผลงานวรรณกรรมชื่อดังจึงถูกหยิบยกมา เขาหัวเราะร่าก่อนหนึ่งยก "เป็นวิธีที่จะอธิบายให้คนเข้าใจได้ภายในเวลา 2 วินาทีว่า หนังสือของใบพัดเป็นยังไง เรียกว่า พอเห็นเปลือกนอกตรงนั้นแล้วก็พอเดาได้คร่าวๆ ว่า ตัวหนังสือของหมอนี่มันคงต้องกวนๆ หน่อย และน่าจะมีมุมขำๆ ให้เห็น ซึ่งทุกคนก็รู้แหละว่า ชื่อเรื่องมันไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุด ส่วนที่เหลือนอกจากชื่อเรื่องต่างหากที่สำคัญกว่า เป็นส่วนที่นักเขียนต้องรับผิดชอบแล้วละว่า พอยั่วคนอ่านเข้ามาอ่านแล้วมีอะไรให้เขาคุ้มค่าที่อุตส่าห์เสียเวลามาอ่านหรือเปล่า ถ้าทำให้เขาผิดหวัง เขาก็โห่ให้"
เหตุผลที่เขาตอบมานั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว จากจำนวนคนซื้อหนังสือเขาอ่านจนทำให้พิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่สองแล้ว เพราะชื่อที่ยั่วความอยากรู้อยากเห็นและยั่วอารมณ์นี่ล่ะส่วนเนื้อหานั้นจะมีส่วนคล้ายกับหนังสือที่นำชื่อมาล้อหรือเปล่านั้น เขารีบตอบโดยพลันเหมือนตั้งท่ารอคำถามนี้อยู่แล้วว่า "ล้อเลียนแต่ชื่อก็รู้สึกผิดแล้วครับ (หัวเราะ) เนื้อหานี่ตัวใครตัวมัน ของสูงอย่างนั้นไม่ควรไปแตะครับ"
เมื่อได้ฟังข้อเท็จจริงจากคนเขียนแล้ว นับตั้งแต่บัดนี้จงลืมเจ้าชายน้อยไปเสีย แล้วมาทำความรู้จักกับ "เจ้าชัยน้อย" "เริ่มจากการสะดุดกับคำว่า ไร้เดียงสา คือในการใช้ชีวิตในโลก เรามักจะถูกสอนว่าถ้าจะเอาตัวรอดได้ อย่าไร้เดียงสานะไอ้หนู เราเองก็เชื่ออย่างนั้นมาตลอด แต่วันหนึ่งเกิดคิดสนุกๆ ขึ้นมาว่า เออ ถ้ามันมีเด็กหนุ่มสักคนที่ออกไปผจญโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายโดยมีแค่ความไร้เดียงสาเป็นอาวุธเนี่ยมันจะเป็นยังไง เรียกว่าเอาความไร้เดียงสามาเล่นให้สุดๆ ไปเลย
"ด้วยรูปลักษณ์ของหนังสือมันอาจสื่อสารกับกลุ่มวัยรุ่นได้ดีที่สุด แต่ความจริงแล้วอยากให้ใครก็ได้ที่อยากกลับไปทำความรู้จักกับคำว่า ไร้เดียงสา อีกครั้ง และเราก็จะได้เห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่ เจ้าชัยเจอระหว่างการเดินทาง มีมุมไหนที่ทำให้เรา สิ้นเดียงสา ไปได้บ้าง ความน่าเป็นห่วงอย่างหนึ่งของเจ้าชัยน้อยสำหรับการสื่อสารกับวัยรุ่นก็คือ การเดินทางในชีวิตจริงๆ นั้นมันไม่ได้มีแง่มุมของความกล้าขบถต่อกฎเกณฑ์หรือมิติด้านโรแมนติกเพียงอย่างเดียว เบื้องหลังของการเดินทางจำเป็นต้องเตรียมตัว ต้องมีความรู้และต้องรอบคอบ จะมีสักกี่คนที่จะเดินทางไปในชีวิตไปตลอดรอดฝั่งได้โดยมีเพียงความไร้เดียงสาเป็นอาวุธ"
ใบพัด ตั้งใจให้เจ้าชัยน้อยเป็นตัวแทนของคนที่กำลังสับสนกับเสียงข้างในของตัวเอง "เอ...ตกลงแล้วเอาไงดี มีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็โอเคดีนี่ ถ้ากำลังเป็นลูกจ้างในบริษัท ก็ถือว่ามีชีวิตในระดับพอทนได้ อยู่รอดไปได้ แต่การแค่มีชีวิตรอดไปวันๆ มันพอแล้วเหรอ หรือเราควรลุกขึ้นมาทำอะไรกับความฝันที่ตัวเองมี แล้วเจ้าชัยก็ลองทำให้เราเห็นว่า การออกเดินทางของเด็กหนุ่มที่ไม่เคยออกจากบ้านไปเที่ยวไหนมาก่อนเลย มันทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรบ้างระหว่างทาง นี่ถ้าไม่ออกมาเดินทางเนี่ยเสียดายแย่เลย โลกใบเดิมของใครๆ ได้กลายเป็นโลกใบใหม่ของชายไร้เดียงสาคนนี้ไปแล้ว"
ทุกๆ แห่งที่เจ้าชัยไปเยือนมักเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด และเหตุการณ์มักขึ้นต้นด้วยร้ายแต่ปลายดีเสมอ นั่นเพราะความไร้เดียงสาอันบริสุทธิ์ของเจ้าชัยน้อย ที่ช่วยให้ปัญหาผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แถมยังมีข้อคิด การกระทำดีๆ ให้ผู้อ่านฉุกคิดตามไปด้วย
"สนุกที่สุดเลย ก็ตอนที่ต้องหาวิธีแก้วิกฤตต่างๆ ในเรื่องด้วยสิ่งของที่อยู่ในห่อผ้าของเจ้าชัย ซึ่งของที่ถูกหยิบขึ้นมาใช้ เราแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าจะใช้แก้วิกฤตยังไง อย่างการที่เจ้าชัยเขารอดพ้นโจรอันธพาลด้วยแก้วสเลอปี้ หรือไปเปลี่ยนใจเศรษฐีจอมโลภด้วยการใช้เมนูร้านข้าวต้ม คือที่ผ่านมาเราจะสนุกมากเวลาเห็นอะไรทำนองนี้จากสิ่งรอบตัว เคยเห็นคนที่ถอนหนวดในที่สาธารณะด้วยการเอาเหรียญบาทสองเหรียญมาหนีบกันแล้วถอนไหมครับ ผมชอบอะไรแบบนี้มาก มันตลกดี เหรียญไม่ได้มีไว้ใช้ถอนขนซะหน่อย แต่ก็เข้าใจเขานะ ใครจะพกแหนบติดตัวตลอดเวลา แถมแหนบมันมักจะเป็นอุปกรณ์ที่เวลาอยากใช้มักจะหาไม่ค่อยได้ ซึ่งเวลาที่คุณผู้ชายเขามีขนงอกออกมาบนใบหน้าแล้วอยากกำจัดมากๆ เราจึงได้เห็นอัจฉริยภาพในตัวมนุษย์ด้วยการถอนมันด้วยเหรียญบาทสองเหรียญ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ เหมือนเราเห็นอาม่าเราใช้น้ำมันพืชไว้หยอดตะเกียงเวลาทำบุญ วัยรุ่นสาวๆ ใช้น้ำยาอุทัยมาแต้มหน้าแทนเครื่องสำอาง การใช้ของไม่ตรงคุณสมบัติผมว่ามันน่ารักดี และในหนังสือเจ้าชัยน้อย เราก็จะได้เจอการแก้วิกฤตด้วยสิ่งของมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติการใช้งานของมันเลย ซึ่งอะไรพวกนี้ตอนคิดก็แค่เอาขำเข้าว่า แต่ไปๆ มาๆ มันกลับวกมาสอนเราในตอนหลังได้ว่าเวลามีวิกฤต ต่อให้ไม่ใช่ของวิเศษ แต่ถ้ามันช่วยเราได้ มันก็วิเศษแล้ว"
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนเอาความแค่ฮา แต่ทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มีคุณค่าต่อการนำมาใช้ในชีวิตได้ "ถ้าสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าข้อคิดในเรื่องส่วนใหญ่จะออกมาจากคนรอบข้างของเจ้าชัยหมดเลย ตัวเอกจริงๆ จะพูดไม่เยอะ และหน้าตาท่าทางจะเหมือนคนเขียน คือดูเป็นคนไม่ค่อยฉลาด (หัวเราะ) แต่ทุกคนมักจะคิดว่าเจ้าชัยพูดอะไรคมๆ ออกมา หรือทำอะไรแฝงปรัชญา แต่ไม่เลย เขาทำไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้แฝงอะไรที่คมคาย
ฉะนั้นเกณฑ์ในการเลือกข้อคิดในแต่ละตอน มันจึงเป็นความคิดหรือค่านิยมลึกๆ ที่อยู่ในตัวละครแต่ละตัวที่เจอระหว่างทาง คือผมมีความเชื่อว่า ทุกคนต่างรู้ข้อคิดดีๆ หรือคุณธรรมต่างๆ อยู่แล้วแหละ ไม่ต้องไปสอนเขา เขาแค่รออะไรมาสะกิดให้นึกถึง อย่างในเรื่องที่มีกลุ่มจอมยุทธ์กำลังต่อสู้กัน แต่พอ เห็นการกระทำที่ติ๊งต๊องของเจ้าชัยบางอย่าง มันก็สะกิดให้เขาพูดถึงเรื่องการเมืองที่ดี หรือการใช้อำนาจยังไงให้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ผมว่าทุกคนรู้อยู่ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แค่ต้องการให้อะไรมาสะกิด ซึ่งในเรื่องนี้เราใช้ความไร้เดียงสามาสะกิด"
หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงให้สาระบันเทิงทางตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังมีภาพประกอบที่เพิ่มอรรถรสให้เจ้าชัยน้อยอีกด้วย ซึ่งเป็นฝีมือของ "พิรักษ์"รายละเอียดการบรรยายภาพบางส่วนจะถูกตัดทอนไปให้คนวาดการ์ตูนเป็นคนเล่าเรื่องแทน ผมเขียนมันอย่างวรรณกรรมเยาวชน คือเขียนเป็นความเรียงก่อน ไม่ได้ตั้งใจให้มันจะมาเป็นนิยายภาพแบบนี้ แต่พอทางสำนักพิมพ์ a book ได้อ่านต้นฉบับและทาบทามให้มาทำงานกับ โน้ต ผมก็สนใจ และกลับไปปรับปรุงต้นฉบับเดิมให้เหมาะกับการทำงานเป็นภาพ ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าชัยน้อย ยังนำเสนอด้วยเสียง
"เป็นแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ คนหนึ่ง ที่ได้อ่านหนังสือเจ้าชัยน้อยแล้วมาบอกผมว่า เขาได้ยินเป็นเสียง ทำให้ผมมีความคิดทำหนังสือเสียงขึ้นมา ผมบันทึกเสียงแล้วมีดนตรีประกอบจากซาวด์เอ็นจิเนียร์ท่านนั้นมาเสริม" เช่นนี้แล้ว การเดินทางของเจ้าชัยน้อยจึง(ยัง) ไม่มีที่สิ้นสุด....







