posttoday
ดวงหน้าอสูร

ดวงหน้าอสูร

04 ธันวาคม 2554

อะไรสิงสู่คนให้ทำเช่นนั้น? ความเลวทรามเยี่ยงอสูรงั้นหรือ? หรือคุณธรรมความดีของเหล่าเทพเทวา

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

เสียงร้องเรียกทำให้เด็กๆ ที่กำลังง่วนกับกองดินทรายผุดลุกขึ้น วิ่งกรูกันไปลานหน้าบ้านของใครบางคน ที่นั่นเด็กอีกกลุ่มกำลังยืนล้อมวงผลัดกันดูของบางอย่างในมือ ครั้นพวกเรามาถึงจึงเห็นว่าของสิ่งนั้นทำขึ้นจากดินเผารูปทรงคล้ายเกือกม้าขนาดเท่าฝ่ามือผู้ใหญ่ ปั้นเป็นใบหน้าบูดเบี้ยวแสยะเขี้ยวยิงฟันชวนให้พรั่นสะพรึง มันเหมือนหัวปีศาจที่เกรอะกรังด้วยคราบไคลจากอดีตโพ้น

เด็กหลายคนเหลือบแลมันด้วยอาการตื่นๆ บางคนเหมือนไม่ใส่ใจแต่ไม่วายฉายแววกังวลในสายตา เสียงบางคนร้องเหมือนครางคงเพราะตื่นเต้นกับการค้นพบที่ไม่ควรพบ

แต่เด็กคนหนึ่งไม่อาจละสายตาจากมันได้ ใบหน้ายักษาที่คล้ายกำลังร้องคำรามราวกับเรียกหาให้เขายอมสยบไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เด็กคนนั้นถามหาคนที่ขุดใบหน้ายักษ์ แล้วเสนอแลกของมันกับของเล่นทันสมัยจากต่างแดน ที่ญาติใจดีอุตส่าห์หิ้วมาอวดพวกตูดบ้านนอก 

“มึงเอาไปเถอะ” เจ้าคนที่ขุดของพิสดารได้บอก “พ่อบอกว่าที่บ้านกูจะรวยยิ่งกว่าตาเฮ็งที่ตลาดใน ขายที่ได้เมื่อไหร่จะสร้างบ้านให้ใหญ่กว่านายกฯ ชาติชายอีก ของเล่นอย่างมึงกูจะซื้อกี่อันก็ได้”

เขาจำไม่ได้ว่า ขอบใจว่าที่เจ้าสัวที่ดินหรือเปล่า เพียงแต่ว่าเจ้าคนที่ขุดหน้าอสูรได้ไม่ได้รวยเหมือนคุยโว ในวันที่คนกลุ่มหนึ่งยกรถถังไล่ผู้นำประเทศ หลังจากนั้นหลายเดือนพ่อของมันผูกคอตายที่ปลายนา ด้วยสภาพเยี่ยงคนอนาถา อีกหลายคนไม่ตาย แต่อาการสาหัสเพราะตกจากความฝันเฟื่องกะทันหัน
อสูรของเขายังแสยะเขี้ยวอย่างนิ่งงัน แต่อสูรอีกตัวเริ่มแผลงฤทธิ์อย่างช้าๆ

*****************************

ดวงหน้าอสูร

“หน้าอสูร หน้ากาฬเขาก็เรียก” พระคุณเจ้าเพ่งพินิจแผ่นดินเผาประหลาด “ที่วัดนี้ก็มี ทางกรมศิลป์เขาว่าเป็นเชิงชายกระเบื้องสมัยอยุธยา สวยแต่ไม่น่าดุดันเท่าของไอ้หนูมัน สมแล้วที่พวกบ้านเขาจะหวาดๆ ที่ซ่อนของพรรค์นี้ในบ้านมาเป็นปี”

ชายสูงวัยกับเด็กรุ่นพยักหน้ารับ

“จริงของคุณ (สรรพนามเรียกพระสงฆ์ด้วยความเคารพ) แถบบ้านเราเมื่อก่อนเป็นเมืองโบราณ มีเตาเผาเครื่องเคลือบเป็นโคกดอนสุดลูกหูลูกตาจะปราบที่ทำไร่ทำนา ขุดเจอของเก่าของโบราณกันเป็นกระบุง แต่หน้ายักษ์อย่างนี้ไม่เคยเจอ”

เจ้าอาวาสยื่นหน้าถามเด็กรุ่น “ว่าไงเรา จะฝากวัดไว้ดีไหม?”

เขาเม้มปากขมวดคิ้วขึงขัง จนพระคุณเจ้าอดขบขันไม่ได้

“ได้ยินว่าเอ็งหัวดีคงรู้เรื่องรู้ราวบ้าง แต่เขาจะส่งเอ็งไปเรียนกับญาติที่เมืองเจ้าพ่อขุนด่านไม่ใช่หรือ เออดีจะได้เป็นใหญ่เป็นโต ยุคนี้ทหารเขาครองเมือง...แต่ต่อไปคนเขาจะยอมหรือได้ยินว่าจะก่อหวอดกันแล้ว” น้ำเสียงของท่านทอดถอนอย่างไรไม่อาจรู้ แต่สายตาของญาติผู้ใหญ่หม่นหมองลงไม่ต่างกัน

“เอาเถิดเอ็งเอามันไปเป็นเพื่อนก็ดี ชะตาเอ็งมันพลัดบ้านพลัดถิ่น มีอสูรเป็นเพื่อนยังดีกว่ามีเพื่อนเป็นอสูร ปะเหมาะเคราะห์ร้ายเอ็งก็กราบไหว้อสูรของเอ็ง เผื่อเทวดาท่านไม่ว่าง”

ไม่รู้เพราะอะไรชายสูงวัยกับพระคุณเจ้าจึงหัวเราะกับถ้อยคำนั้น หรืออาจเป็นเพราะไม่มีความสุขเหลืออยู่บนใบหน้าของเด็กน้อยที่กำลังเดินทางจากบ้านเกิดอีกครั้ง

ขณะมุ่งหน้าสู่เมืองศิวิไลซ์ ก่อนที่รถจะเคลื่อนผ่านอารามเก่าแก่ เขาแลเห็นลายปูนปั้นบนยอดพระปรางค์ปรักหักพัง ฝูงยักษ์ยืนถือกระบองทะมัดทะแมงด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาปูดโปน แยกเขี้ยวตวาดไล่ทุกความชั่วร้ายที่หมายกล้ำกรายสิ่งศักดิ์สิทธิ์

มันคือโฉมหน้าเดียวกับเศษดินเผาในกระเป๋า

*****************************

“มันจะเป็นเสนียดเอาน่ะสิ” หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วเข้าหากัน น้ำเสียงขุ่นอย่างเห็นได้ชัด “ที่บ้านเราคนทะเลาะกันไม่เลิก เพราะเราเก็บของพรรค์นี้ไว้ในบ้าน มันเป็นเสนียด เป็นของร้อน เอาไปให้พ้นบ้านซะทีเถอะ”

เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว แลมองแผ่นดินเผาในมือที่ติดตัวมานานหลายปีด้วยความกังวล คิดแล้วหลายตลบยังหาคำพูดมาโต้เถียงไม่ได้ นับแต่ย้ายเข้ามาพักพิงเรือนนี้ ลูกสาวกับแม่เจ้าบ้านทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน บางครั้งก้าวร้าวด้วยคำผรุสวาทถึงกับทำให้เขาวิตกในใจว่า ลูกสาวบางคนของป้าอาจถึงเฉียดมหานรก แต่บางครั้งทั้งแม่กับลูกคู่นี้ก็ดีกันใจหายเหมือนเทพธิดาโอภาปราศรัย

แต่นี่มันเกี่ยวอะไรกับใบหน้าอสูรที่รักของเขาเล่า?

“เอาไปถวายวัดเถอะ พี่เราจะเลิกทะเลาะกับป้าเสียที พี่ข้างบ้านที่เป็นอาจารย์หมอดูโน้นน่ะเขาแม่น เขาว่าของเก่าพวกนี้มีวิญญาณติดมา มันจะเข้าสิงใจคนให้มีปากมีเสียงกัน”

สายตาของเด็กหนุ่มยังคงจับจ้องที่จอโทรทัศน์ เหมือนไม่ไยดีต่อคำขาดของเจ้าบ้าน การชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนดำเนินไปอย่างเร่าร้อน ใบหน้าของผู้คนเต็มเปี่ยมไปด้วยความเดือดดาล ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันยามด่าทอฝ่ายตรงข้ามปฏิปักษ์ พวกเขาคงเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่เมื่อห้าปีก่อนล่ะกระมัง?

เขายังจำวันแรกที่พามันมาที่นี่ได้ ใบหน้าอสูรเดินทางมาถึงเมืองหลวง เป็นวันที่เสียงปืนลั่นกรุง ผู้คนก่อจลาจลด้วยความเคืองแค้นในระบอบอันทุเรศทุรัง และเป็นผู้คนที่ล้มตายราวใบไม้ร่วง

อะไรสิงสู่คนให้ทำเช่นนั้น? ความเลวทรามเยี่ยงอสูรงั้นหรือ? หรือคุณธรรมความดีของเหล่าเทพเทวาที่เหนือกว่าคุณธรรมผู้อื่น

“จะเอายังไงล่ะเรา?” น้ำเสียงอ่อนโยน แปรเป็นคำตะคอกถาม “จะทิ้งเองหรือฝากพี่เขาไปถวายวัดบ้านเกิดหือ?”

“ตามใจ” เด็กหนุ่มลุกเดินหนีไป ทิ้งใบหน้าอสูรไว้บนเบื้องหลัง ถึงจะเสียดายแต่คงไม่มีทางเลือกอื่น บ้านเกิดไม่ยอมรับมันเช่นกัน บ้านไหนก็ไม่ยอมรับฝากใบหน้าอันชวนขนหัวลุก คงมีแต่วัดเท่านั้นที่เป็นทางรอดของเจ้าอสูร ส่วนทางรอดของเขาคงเป็นตำราเตรียมสอบเอนทรานซ์ที่รออยู่ในห้องอันมืดสลัว

อสูร-มันเดินทางไปยังวัดบ้านเกิดอย่างเงียบๆ พร้อมขบวนกฐิน ด้วยสีหน้าอิ่มเอิบของผู้เป็นลูกสาว และสีหน้าอิ่มบุญของผู้เป็นแม่

หลังจากนั้นการทะเลาะเบาะแว้งของแม่ลูก และชาวนครยังดำเนินต่อไป...อย่างเร่าร้อนเช่นเคย

*****************************

“คงอยู่แถวๆ นี้แหละ”

เบื้องหน้าของหนุ่มสาวคือ ลานกว้างเบื้องหน้าวิหารหลังย่อม เมื่อก่อนเป็นแค่หย่อมดินสามสี่กองรอการไถปราบปรับเป็นยกพื้นที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่ตอนนี้ เบื้องล่างนั้นคงมีแต่เขาที่รู้ว่า เต็มไปด้วยสิ่งของจากอดีตที่ชาวบ้านนำมาฝังไว้ ของที่ถูกมองเป็นเสนียดจัญไร ทั้งพระพุทธรูปหัก ของใช้ของคนตาย รวมถึงอสูรตนหนึ่ง

“อะไร?” หญิงสาวงุนงง หน้าตาตื่นๆ เหมือนหวาดกลัวไปหมด คงเพราะตอนนี้ไฟบนเชิงตะกอนกลางแจ้งยังไม่มอดลง ศพของญาติผู้สูงวัยยังไม่เหลือเป็นเถ้าถ่าน และนี่เป็นประสบการณ์เผาผีกลางแจ้งครั้งแรกของหญิงสาวจากเมืองหลวง

“ไม่ใช่ผีหรอก ไม่ต้องกลัว แต่เป็นอสูร”

“อสูร!” ดูเหมือนเธอจะยิ่งผวา เดินเบียดเข้าใกล้กว่าเดิม “คนบ้านเธอนี่แปลกๆ นะ แม้แต่เธอพอมาถึงบ้านเกิดยิ่งทำตัวแปลกกว่าเดิม แต่อสูรที่เธอว่ามันอะไรกันแน่”

“เจ้าอสูรเป็นเพื่อนตัวเดียวของเรา เสียดายที่มันเป็นเสนียดสำหรับบางคน ไม่ก็โลกนี้เป็นเสนียดกับมัน ก็เลยตัดใจฝังมันซะเลย มันก็คงเหมือนที่เราเรียนในคลาสพุทธปรัชญาไง อสูรเคยครองสวรรค์ต่อมาถูกกองทัพเทพขับไล่จนตกสวรรค์ ถึงพยายามยกทัพจะทวงวิมานคืนก็ยังถูกถีบลงต่ำเตี้ยติดดินตลอด ที่ทางของอสูรคงมีแต่ใต้ดินละมั้ง”

หญิงสาวขมวดคิ้ว แล้วแบะปาก

“เธอนี่เพี้ยนจริงๆ แต่ว่ากลับจากนี่จะไปร่วมชุมนุมกับฉันหรือเปล่า เจ้าอสูรที่เธอว่ามันไม่ได้ถูกฝังหรอก มันกลายเป็นโจรในสภา เราต้องทำอะไรสักอย่างกับพวกมัน”

ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาวพักหนึ่ง ก่อนหัวเราะกังวาน จูงมือคนรักที่ยังงงๆ เดินฝ่าหมอกยามเย็น (หรือควันจากเชิงตะกอน?)

เบื้องบนฟ้าสีดำห่อห่มแสงสุดท้ายของวารวัน มวลเมฆที่บิดตัวหมุนคว้างช่างคล้ายใบหน้าขมุกขมัวของใครบางคน...ที่คุ้นเคย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI