posttoday
สอยดาวสอยใจ

สอยดาวสอยใจ

19 พฤศจิกายน 2554

ขีดจำกัดของคนอยู่ตรงไหน?

ขีดจำกัดของคนอยู่ตรงไหน?

โดย..กาญจน์ อายุ

สำหรับของฉันอยู่ที่น้ำตกภูสอยดาวตีนเขาก่อนขึ้นไปลานสนที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล1,650เมตร หรือประมาณ6.5กิโลเมตร จากพื้นดิน ฉันขีดเส้นจำกัดตัวเองไว้ตรงจุดเริ่มต้นนี้ เพราะเกรงกลัวกับความยากลำบากที่จะต้องเดินเท้าขึ้นไป

ขีดจำกัดของเด็กคนนั้นอยู่ตรงไหน?

ฉันหันไปเห็นลูกหาบที่ต้องแบกสัมภาระของนักท่องเที่ยวขึ้นไปยังลานสน“เธอ”เป็น“ลูก”หาบตัวจริง เพราะเป็นลูกสาวของคนหาบของแถวนั้น เธอตัวสูงยังไม่ถึงเอวฉัน ถ้าให้คาดคะเนเธอคงเรียนประมาณชั้นประถมต้น แต่เวลานี้เป็นช่วงปิดเทอม เธอจึงมาช่วยพ่อและแม่แทนที่จะอยู่เล่นกับเพื่อนด้านล่าง บนหลังของเธอแบกกระเป๋าเป้น้ำหนัก4กิโลกรัม ได้เงินค่าหามกิโลกรัมละ20บาท รวมแล้วเธอจะได้เงิน80บาท เป็นค่าตอบแทน

ขีดจำกัดของเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ได้อยู่ที่ตีนเขาเหมือนฉัน ฉันไม่ทราบว่ามันอยู่ตรงไหน หรือเธอมีมันหรือเปล่า ฉันชื่นชมเธอในใจในความขยัน ความพยายาม และความกตัญญู ในขณะเดียวกันฉันได้พังทลายขีดจำกัดที่ฉันขีดขึ้นเองด้วยภาพของเด็กคนนั้น“ฉันจะไม่หยุดอยู่แค่ตีน แต่ฉันจะขึ้นไปสู่ตะวันบนลานสนข้างบนนั้น”

สอยดาวสอยใจ

บนลานสนภูสอยดาวช่วงเดือน ก.ค.-ต.ค. จะเป็นช่วงที่ดอกหงอนนาค ดอกสร้อยสุวรรณา กระดุมเงิน ดอกชมพูนุช ผลิดอกบานทั่วทุ่งล้อมรอบด้วยต้นสนสามใบบนพื้นที่ประมาณ3,000ไร่ เป็นภาพทุ่งดอกไม้และสานสนที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในเดือน ต.ค. ที่ใกล้หน้าหนาวขึ้นทุกที นักท่องเที่ยวจะได้รับลมหนาวเป็นของสมนาคุณจากธรรมชาติ

คนที่จะเดินขึ้นเขาต้องขึ้นก่อนเวลา14.00น. หลังจากนี้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ขึ้น เพราะต้องใช้เวลาขึ้นเขาประมาณ4-6ชั่วโมง พอคำนวณแล้วถ้าเริ่มขึ้นตอนบ่าย 2 จะถึงลานสนประมาณ18.00-20.00น. ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทางจะยากขึ้นและอันตรายขึ้น เพราะแสงอาทิตย์จะหมดไปเมื่อเวลาประมาณ 6 โมงเย็น

ขอแนะนำว่า นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขึ้นเขาเป็นประจำ ขอให้จ้างลูกหาบแบกสัมภาระขึ้นไป ค่าจ้างกิโลกรัมละ20บาท เพราะหากแบกขึ้นไปเองแล้วให้ลูกหามแบกขึ้นไปให้ระหว่างทางจะถูกคิดราคาพิเศษ เรียกว่าราคา“เก็บตก”ถูกแพงแล้วแต่ระยะทางมีตั้งแต่100-300บาท

ฉันสะบัดขีดจำกัดของตัวเองไปให้ไกลแล้วเริ่มก้าวย่างไปสู่ลานสนภูสอยดาว เส้นทางนั้นไม่คดเคี้ยว แต่สูงชันไปตามแนวเขา มีเนินให้พิชิตทั้งสิ้น5เนิน แต่ละเนินตั้งชื่อได้น่าท้อแท้เป็นอย่างยิ่ง เริ่มต้นด้วยเนินแรก“เนินส่งญาติ”กว่าจะเดินมาถึงเนินนี้ต้องใช้เวลาเดินจากจุดเริ่มต้นมาประมาณ300เมตร กินแรงเรียกเหงื่อเอาเรื่อง โดยเฉพาะจุด“บันไดเหล็กสีเขียว”ที่เห็นเมื่อไหร่ต้นขาต้องสั่นระริกๆ เพราะมันคือช่วงที่สูงชันเป็นพิเศษ ทำให้ทางอุทยานแห่งชาติภูสอยดาวต้องลงทุนทำบันไดเหล็กให้นักท่องเที่ยวไต่ได้ง่ายขึ้น ไม่อยากจะคิดถึงสมัยก่อนที่จะมีบันได นอกจากต้นขาจะสั่นแล้วใจคงสั่นระรัวเพราะความเหนื่อยด้วย

สอยดาวสอยใจ

ชื่อเนินส่งญาติ ท่าจะตั้งขึ้นมาจากข้อเท็จจริง เพราะใครที่เดินต่อไปไม่ไหวก็จะมาส่งญาติ ณ จุดนี้ สำหรับนักเดินเขามือใหม่อย่างฉัน ฉันอยากจะวิ่งไปเก็บคำว่าขีดจำกัดมามัดขาแล้วหยุดเดินเสียตรงนั้น แต่ฉันมาไกลเกินกว่าที่จะเดินกลับแล้ว อีกทั้ง“ใจ”ของฉันมันดันวิ่งนำไปถึงทุ่งดอกไม้ข้างบนเรียบร้อยแล้วด้วย ฉันจึงทำได้แค่หยิบยาดมขึ้นมาสูดเข้าปอดฟอดใหญ่แล้วก้าวเท้าพาร่างอ้วนกลมเดินต่อไป

ความชันของเนินส่งญาติหนักเอาการ แถมระยะทางไปสู่เนินที่สองก็ไกลถึง1.2กิโลเมตร ระหว่างเดินนั้นฉันพยายามพาความคิดไปจากความสูงชัน ฉันคิดถึงความสวยงามของทุ่งดอกไม้ คิดถึงความภาคภูมิใจในตัวเองเมื่อทำสำเร็จ คิดถึงเพื่อนที่กรุงเทพฯ คิดถึงงานเขียนชิ้นนี้ว่าจะลำดับการเขียนอย่างไร สารพัดเรื่องในหัวละเลงพัวพันแล้วอยู่ดีๆ มันก็รวมตัวกลายเป็นเรื่อง“ความชัน”และ“ความเหน็ดเหนื่อย”เรื่องเดิมที่ฉันพยายามไม่คิดถึงมัน

ระหว่างทางความคิดของฉันถูกชะงักไว้ชั่วครู่ด้วย“สามเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่”ผู้เฒ่าผู้แก่ของผืนป่าประกอบด้วย ต้นไทร ลำพูป่า และตะแบกแดง ทั้งสามเฒ่ายืนต้นอยู่ใกล้กันให้ความร่มเย็นแก่ผืนป่าด้านล่าง ทำให้เห็นมอส ตะไคร้น้ำ เฟิร์น และเห็ดป่าขึ้นอยู่ทั่วบริเวณนั้น ห่างไปไม่ไกลคือจุดที่เคยพบ“กระโถนพระฤาษี”ไม้ดอกที่ไม่มีลำต้นและใบ แต่จะออกดอกเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ เป็นดอกที่หาพบได้ยาก เมื่อถามจากเจ้าหน้าที่อุทยานที่เดินขึ้นลานสนภูสอยดาวอยู่เป็นประจำ ยังบอกว่าไม่ได้เห็นกระโถนพระฤาษีมานานจนเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีมันในป่านี้

สอยดาวสอยใจ

เดินไปดูไปฉันก็เดินทางมาถึง“เนินปราบเซียน”(เห็นไหมคะท่านผู้อ่าน ชื่อเนินมันทำให้ท้อก่อนขึ้นแล้ว)“แต่ฉันไม่ใช่เซียนดังนั้นฉันไม่ต้องกลัวโดนปราบ”คิดแง่บวกได้ดังนี้ก็ยิ้มสู้เดินไต่เขาต่อไป เนินนี้ต้องเดินขึ้นจนไปถึงยอดเนินประมาณ500เมตร น้อยกว่าเนินแรกกว่าครึ่ง แต่ความยากยากกว่าสมชื่อปราบเซียน ฉันเริ่มคิด“ขนาดเซียนยังถูกปราบแล้วคนอย่างฉันจะเหลืออะไร”คิดแง่ลบได้ดังนี้ก็ยิ้มสู้เดินไต่เขาต่อไป

ฉันก้มหน้าก้มตาเดินเริ่มไม่สุงสิงกับใคร เริ่มไม่คิดถึงเรื่องอื่นยกเว้นลานสน เวลาเหนื่อยก็หยุดพักดื่มน้ำที่เตรียมมา ฉันได้เทคนิคการดื่มน้ำเวลาเดินป่ามาจากเจ้าหน้าที่อุทยานว่าต้องค่อยๆ จิบ อย่าดื่มพรวดเดียวเพราะอาจทำให้จุกได้ ฉันฟังมาดังนั้นก็ทำตามไม่ได้เสียที เพราะกระหายน้ำมากและตลอดเวลา จึงใช้เทคนิคส่วนตัว“ดื่มจนหยุดกระหายและอย่าดื่มจนทนไม่ไหวแล้ว”ผลของการใช้เทคนิคนี้คือ“น้ำหมดตั้งแต่เนินที่สอง”โชคดีที่เจอลูกหาบที่แบกน้ำของคณะขึ้นมาจึงขอน้ำมาต่อชีวิตได้อีกหนึ่งขวด และหลังจากนั้นก็ใช้วิธีของเจ้าหน้าที่อุทยาน

สิ่งจำเป็นที่สุดของการเดินป่าสิ่งแรกคือ“กำลัง”อย่างสองคือ“น้ำสะอาด”เพราะขณะเดินเราจะเสียเหงื่อตลอดเวลา ดังนั้นร่างกายจึงต้องการน้ำเข้าไปทดแทน โดยเฉพาะเส้นทางสูงชันที่ต้องใช้พละกำลังมากด้วยแล้ว ถ้าขาดน้ำไปร่างกายจะช็อกเพราะภาวะขาดน้ำได้

สอยดาวสอยใจ

ได้สอบถามข้อมูลจากลูกหาบว่า“เคยมีคนเดินขึ้นไม่ไหวแล้วต้องแบกลงบ้างไหม?”คำตอบคือ“มี ส่วนมากเป็นคนแก่”ค่าจ้างแบกคนแล้วแต่น้ำหนักและระยะทาง ราคาประมาณอยู่ที่1 หมื่นบาทขึ้นไป แต่ถ้าคนอ้วนมากก็เป็นอีกกรณี เพราะลูกหาบเองก็ไม่ไหวจะแบกเหมือนกัน

การได้สนทนากับลูกหาบระหว่างทางจะได้ทราบเรื่องน่าทึ่งตลอด เช่น เรื่องแบกคนที่กล่าวไปแล้ว หรือเรื่องอายุของลูกหาบ“พี่อายุเท่าไหร่”ฉันถาม“สี่สิบเก้า”เขาตอบ“บนหลังกี่โล”ฉันถาม“สี่สิบเก้าโล”เขาตอบ ฉันตกใจทั้งเรื่องอายุและน้ำหนัก อีกทั้งยังตะลึงในความหนุ่มของลุงที่ฉันเผลอเรียกว่าพี่ไปแล้ว นี่สิหนอประโยชน์ของการออกกำลังกาย

ลูกหาบเดินแซงฉันไปหลายคน ตอนนี้ฉันมุ่งหน้าสู่เนินที่สามแล้ว“เนินป่าก่อ”สองข้างทางจะมีต้นก่ออยู่มาก จึงเป็นต้นเรื่องของชื่อนี้ ระยะทางระหว่างเนินปราบเซียนถึงยอดเนินป่าก่ออยู่ห่างกันถึง2กิโลเมตร แต่ความลาดชันจะน้อยกว่าส่งญาติและปราบเซียน ดังนั้นเคล็ดลับการเดินในจุดนี้คือ ความอดทนและการกำหนดลมหายใจ เพราะ 2 กิโลขึ้นเขาจะไกลกว่า 2 กิโลในพื้นที่ราบแม้ว่าจะชันน้อยก็ตาม

ระดับความเร็วในการเดินเริ่มน้อยลงไปตามความเหนื่อยล้าของร่างกาย ทุกคนในคณะต่างพักกันถี่ขึ้น บ้างยืนนิ่งๆ บ้างนั่งพัก การนั่งพักนั้นไม่ควรนั่งงอขา ควรยืนขาออกให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และไม่ควรพักนาน เพราะกล้ามเนื้อที่ยืดกำลังได้ที่ของเราจะกลับไปยึดเกร็งเหมือนเดิม

สอยดาวสอยใจ

ที่เนินป่าก่อนี้จะมีพื้นที่ราบให้การเดินกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ไม่นานให้ใจเหลิง เพราะด่านต่อไปคือ“เนินเสือโคร่ง”ที่ต้องเดินขึ้นเนินระยะทาง700เมตร ฟังจากชื่อแล้วไม่ต้องกลัว แม้ว่าป่านี้จะมีเสืออยู่จริงแต่มันไม่เดินออกมาในทางมนุษย์เดิน นามเสือโคร่งมาจาก“ต้นกำลังเสือโคร่ง”ที่พบมากบริเวณนี้ เปลือกของไม้ชนิดนี้นำมาเป็นยาสมุนไพรได้ กลิ่นคล้ายการบูร ช่วยบำรุงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็น และแก้ปวดเมื่อยได้ดี ในตอนนี้หาพบได้ยากแล้ว เพราะมนุษย์จะลอกเปลือกของมันจนเหลือแต่แก่น ทำให้ต้นกำลังเสือโคร่งยืนต้นตายในที่สุด

700เมตร แห่งความลาดชันบนด่านเนินเสือโคร่งไม่ใช่สุดยอดแห่งความชัน ใครที่ใกล้หมดแรงขอให้เรียกลมปราณและกำลังใจจากทั่วสารทิศให้พร้อมเผชิญกับด่านสุดท้ายเนินที่ห้า“เนินมรณะ”ความยากตามชื่อ สิ่งที่เราทุกคนต้องจำไว้เสมอคือ“ห้ามม้วยมรณาเป็นอันขาด”

แม้ว่าระยะทางจะเด็กๆ เพียง300เมตร จากเนินเสือโคร่ง แต่เด็กคนนี้แสบนักเล่นทำให้ต้องพักทุกสามขั้นบันได การเดินขึ้นเนินมรณะคือการเดินขึ้นบันไดที่ชันที่สุดในสี่เนินที่ผ่านมา และเป็นแบบนี้ไปตลอด300เมตร ถ้าเนินมรณะนี้อยู่ที่เนินแรกความยากคงลดลง เพราะกำลังขายังดีอยู่ แต่มันกลับอยู่เนินสุดท้ายที่ขาทั้งสองข้างเริ่มล้าแล้ว ความเหนื่อยจึงสะสมและความเมื่อยก็เริ่มระบม

สอยดาวสอยใจ

ฉันมองอนาคตของฉันไปยังยอดภูเขาที่ฉันต้องเดินขึ้นไป สลับกับมองพระอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ ฉันเรียกพลังจากทุกส่วนมาไว้ที่หัวใจเพียงจุดเดียว แล้วก้าวขาขึ้นบันไดแห่งความชันไปสู่ชัยชนะเบื้องบน เมื่อฉันเหนื่อยฉันหยุดดูพระอาทิตย์และรับสายลมยามเย็นเรียกพลังจากธรรมชาติ มันทำให้ฉันมีพลังขึ้นได้จริง และคิดในใจ“ข้างบนนั้นจะสวยขนาดไหน”

300เมตร ใช้เวลา2ชั่วโมง ในที่สุดลานสนภูสอยดาวก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแล้ว อากาศหนาวเริ่มพัดมาเมื่อแสงของอาทิตย์หมดลง ฉันยังมีชีวิตอยู่บนยอดเนินมรณะและต้องเดินต่อไปยังลานกางเต็นท์อีก1,500เมตร ถึงจุดนี้ความภาคภูมิใจในตัวเองมันเอ่อล้นอยู่ข้างในจนไม่รู้สึกว่าระยะทางนี้มันไกลแล้ว ฉันรีบเร่งฝีเท้าให้ไปถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว แม้ว่าต้นขาและน่องจะปวดมากก็ตาม ฉันอยากถึง“ลานสนภูสอยดาว”จนขาสั่นแล้ว

บนลานสนไม่มีร้านอาหารและบ้านพักให้บริการ มีเฉพาะลานกางเต็นท์ ห้องน้ำ สุขา และมีเต็นท์ ถุงนอน และเตาถ่านให้เช่า น้ำที่ใช้ทำภารกิจส่วนตัวต้องเดินไปตักจากลำธารด้วยตัวเอง ซึ่งเวลานี้น้ำในลำธารเย็นมาก คนหนึ่งน่าจะใช้ไม่เกินหนึ่งถังหูหิ้ว เพราะน้ำเย็นถึงกระดูกคงไม่มีใครคิดสระผมหรืออยากราดน้ำลงตัวมาก

ในเรื่องน้ำนี้ ช่วงหน้าแล้งจะไม่มีน้ำให้ใช้ ทำให้อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวจะปิดการท่องเที่ยวบนลานสนภูสอยดาวนี้ เพราะแหล่งน้ำในลำธารเป็นแหล่งเดียว อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาให้ธรรมชาติได้ฟื้นตัวด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานฯ“นายมั่ง ปราณี”บอกว่า อุทยานฯ จะเปิดให้ขึ้นได้ช่วงเดือน ก.ค.-ม.ค. แต่ละคนจะพบประสบการณ์ไม่เหมือนกัน เพราะเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างหน้าฝนและหน้าหนาว หน้าฝนจะขึ้นยากกว่า แต่จะเห็นดอกไม้และต้นไม้ที่สมบูรณ์ ส่วนหน้าหนาวขึ้นง่ายกว่า จะเห็นดอกไม้ชนิดน้อยกว่า แต่จะได้สัมผัสอันหนาวเย็น

สอยดาวสอยใจ

และนอกจากความหนาวยังเต็มไปด้วยน้ำค้างที่ยิ่งดึกยิ่งตกอย่างแรง ใครไม่แข็งแรงจะไม่สบายได้ง่ายๆ แต่ก่อนหลบเข้าเต็นท์ไม่มีใครไม่ชื่นชมกับหมู่ดาวที่มารวมตัวกันบนนี้ คำว่า“ดาวล้านดวง”มันมีอยู่จริงทุกคืน แต่คนกรุงเทพฯ อย่างฉันไม่เคยมองเห็น เพราะแสงสีในเมืองมันบังตา ความสวยงามของจุดเล็กๆ บนท้องฟ้ามันทำให้หัวใจของฉันพองโต“มันคุ้มค่ากับการเดินทาง”นี่คือความคิดแรกของฉันเมื่อได้เห็นของขวัญชิ้นนี้ และเป็นความคิดเดียวกับคนอื่นอีกหลายคนที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“หายเหนื่อย”“คุ้มแล้วที่ขึ้นมา”

ฉันพยายามหาดาวไถ ดาวสามดวงที่เรียงตัวกัน อยู่ที่กรุงเทพฯ ฉันเห็นดาวสามดวงนี้ง่าย เพราะมันจะสว่างกว่าดวงอื่น แต่บนลานสนภูสอยดาวนี้ ฉันหาดาวไถไม่เจอ เพราะฉันกำลังงงกับดาวอีกเป็นหมื่นเป็นแสนดวงที่เรียงระเกะระกะอยู่เต็มท้องฟ้า

ดาวบนลานสนมันดูเหมือนอยู่ใกล้กว่าปกติ เหมือนฉันสามารถเอื้อมมือไปสอยดาวลงมาได้ แต่ในความเป็นจริงฉันทำได้เพียงสอยดาวด้วยใจเก็บลงมาอยู่ในความทรงจำจดจำความสวยงามของดวงดาวที่มันคงไม่รู้ตัวว่ามันช่างสวยงามขนาดนี้

ท่านผู้อ่านก็คงไม่เข้าใจว่าดวงดาวบนลานสนภูสอยดาวช่างงดงามขนาดไหน ถ้าไม่ได้ขึ้นไปเห็นด้วยใจตัวเอง

ฉันนอนนับดาวสู้กับกระแสน้ำค้างได้พักใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปนอนในเต็นท์ ด้วยใจระทึกว่าพรุ่งนี้เช้าฉันจะเจอกับอะไร แต่การนอนท่ามกลางความหนาวกับเครื่องนุ่งห่มที่ไม่อุ่นพอ ทำให้นอนไม่หลับ นี่คือหนึ่งเรื่องที่ฉันไม่พร้อม เพราะคิดว่าข้างบนนี้อากาศจะไม่หนาว (ประเมินจากสถานการณ์อากาศด้านล่างที่ร้อนอบอ้าวแล้วคิดเอาเองว่าข้างบนคงไม่หนาวเท่าไร) ดังนั้นใครที่จะขึ้นภูสอยดาวตั้งแต่เดือนนี้ไปจนถึงเดือน ม.ค. ขอให้เตรียมเครื่องกันหนาวให้หนาพอ เพราะอากาศข้างบน“มัน หนาว มาก”

สอยดาวสอยใจ

นอนคดตัวใต้ถุงนอนตลอดคืน ก็ถึงเวลาแห่งแสงอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดเต็นท์เข้ามา ทุกคนตื่นแล้วเดินไปยังทิศทางเดียวกัน“ลานสนภูสอยดาว”มีต้นสนสามใบขึ้นปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น ลำต้นสูงชะลูด แผ่กิ่งก้านเป็นเส้นสายแปลกตา ด้านล่างเป็นทุ่งดอกไม้ป่าที่ช่วงเดือนนี้เริ่มร่วงโรยแล้ว ดอกที่มีมากและขึ้นชื่อคือ ดอกหงอนนาค เมื่อดอกบานจะเห็นเป็นทุ่งสีม่วงทั้งผืน สลับกับดอกสร้อยสุวรรณาสีเหลืองสด เป็นเฉดสีที่ตัดกันเสียจริง นอกจากนี้ยังมีดอกชมพูนุชและกล้วยไม้อีกหลายสายพันธุ์ให้ศึกษาและชื่นชม

น้ำค้างตามยอดหญ้าเปล่งประกายเมื่อแสงแดดกระทบ กลายเป็นทุ่งหญ้าสีทอง ลูกหาบที่เห็นทุ่งดอกไม้ครั้นยังเต็มไปด้วยดอกไม้บอกว่า“ตอนนี้ดอกไม้หายไปมาก เพราะต้นหญ้าขึ้นมาทดแทน เกิดจากคนที่มาเดินจะเกี่ยวดอกหญ้าไปตามขากางเกงแล้วไปแพร่พันธุ์ต้นหญ้าตามจุดที่มีดอกไม้แทน”แล้วต้นหญ้าก็เจริญเติบโตเร็วเกินกว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จะตามตัดได้หมด จึงปล่อยให้มันเติบโตไม่ตามธรรมชาติไป

แต่ถึงอย่างไร แม้ต้นหญ้าจะขึ้นแซมมากกว่าดอกไม้ บรรยากาศของลานสนภูสอยดาวก็ยังงดงามสำหรับคนเมืองอย่างฉันอยู่ดี เพราะในเมืองต้นหญ้าหนึ่งต้นยังเห็นได้ยาก ความสวยงามที่คนท้องถิ่นบอกว่ามีน้อยลง ฉันคิดว่ามันก็ยังสวยงามอยู่ไปตามสภาพและเวลาของมัน

แสงแดดเริ่มเลียผิวจนเหงื่อเริ่มออก ถึงคราวต้องลงจากลานกลับไปทางเก่าที่ขึ้นมา ระยะทางที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ และลูกหาบกล่าวอย่างเดียวกันว่า“สบาย”ด้วยพลังที่เติมมาเต็มที่ผสมกับคำว่าสบายที่เขาว่ากัน ทำให้ใจฉันฮึกเหิมก้าวย่างลงจากเขาอย่างมั่นใจ

เมื่อถึงกลางทางของเนินมรณะ ฉันขอถอนหายใจดังๆ และขอถอนคำพูดที่เจ้าหน้าที่และลูกหาบบอก“จริงอยู่มันไม่เหนื่อยเท่าขาขึ้น แต่มันเกร็งขาและจิกเท้าทุกก้าว”ขาขึ้นฉันต้องต่อสู้ต่อความลาดชัน แต่ขาลงฉันต้องเผชิญกับความลาดเอียง โชคดีที่หยิบไม้ไผ่แถวเต็นท์มาช่วยค้ำหน้า ไม่เช่นนั้นฉันคงหน้าคว่ำเพราะความเอียงของเขาไปหลายทีแล้ว

ขาขึ้นฉันใช้เวลาเดินทาง6ชั่วโมง ขาลงฉันใช้เวลา3ชั่วโมงครึ่ง พร้อมอาการขาสั่นมากกว่าขาขึ้น บางคนบอกว่าขาลงโหดกว่าขาขึ้น เพราะใช้กำลังขามากกว่า บางคนโชว์แผลตาปลาที่เท้าให้ดู และบางคนก็ประกาศกร้าวว่า“ภูสอยดาว ขอขึ้นครั้งหนึ่งในชีวิตพอ”

ส่วนหนึ่งในคำพูดนี้ฉันเห็นด้วย“ภูสอยดาว ขอขึ้นครั้งหนึ่งในชีวิต”แต่“ยังไม่พอ”เพราะที่ลานสนยังไม่ใช่ยอดภู จากลานสนต้องเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ2.5กิโลเมตร ไปกลับใช้เวลาประมาณ8ชั่วโมง แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าหนทางจะไม่มีการทำขั้นบันไดให้ ต้องใช้สองมือสองเท้าไต่เขาขึ้นไปเอง ผู้พิชิตตัวจริงต้องลองภูสอยดาวดูสักครั้ง แต่สำหรับสมัครเล่นอย่างฉันเดินขึ้นไปถึงลานสนภูสอยดาวได้ก็ดีใจหนักหนาและเก็บไว้คุยโวได้ตลอดชีวิตแล้ว

สอยดาวสอยใจ

ความภาคภูมิใจและความทรงจำบนลานสนอิ่มอกอิ่มใจจนล้นออกมาเป็นรอยยิ้มที่ให้เป็นรางวัลกับตัวเอง ฉันยิ้มให้ตัวเองตลอดทางจากอุตรดิตถ์ไปแพร่ เพื่อกลับไปนั่งรถสามล้อเที่ยวชมเมืองแพร่ตามเส้นทาง“นั่งสามล้อ ผ่อเฮือนเก่า เล่าขานตำนานเมืองแป้”มีสองเส้นทางให้เลือกชม แต่สถานที่เด่นที่ทั้งสองเส้นทางพาไปดูคือ“บ้านวงศ์บุรีและคุ้มเจ้าหลวง”สถานที่ถ่ายทำละครเรื่องรอยไหม ฉันถามลุงสงกรานต์ เหลืองขาว ประธานชมรมสามล้อแพร่ว่า“ก่อนมีรอยไหม มีนักท่องเที่ยวมาชมสถานที่ทั้งสองเยอะไหม”ลุงแกตอบ“มีบ้าง แต่พอละครเล่น แล้วคนรู้ว่าเป็นที่ไหนทั้งคนแพร่ทั้งนักท่องเที่ยวก็แห่กันมาดู”

ละครสมัยนี้ช่วยส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวไปเสียแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อาชีพท้องถิ่นอย่างปั่นสามล้อชมเมืองก็ได้รับอานิสงส์พานักท่องเที่ยวไปตามรอยละคร ได้รายได้รอบละ250-300บาท เป็นรายได้พิเศษที่เป็นกอบเป็นกำอยู่ ซึ่งอาจกลายเป็นรายได้หลักของชมรมไปถ้ากระแสโครงการนี้ดี

ขณะนั่งสามล้อขาทั้งสองข้างยังปวดเมื่อยจากภูสอยดาวอยู่ จะก้าวขึ้นลงรถก็ทำได้ในระดับเชื่องช้า จนอายลุงสงกรานต์ที่อาวุโสแล้วแต่กลับกระฉับกระเฉงกว่า เห็นตัวเองขยับร่างกายในสภาพนี้แล้วไม่ถือโทษโกรธภูสอยดาวเลย เพราะอีกไม่นานร่างกายก็จะกลับมาเป็นปกติ แต่ความรู้สึกภูมิใจและความสวยงามของธรรมชาติที่อยู่ในใจนี่สิมันอยู่ตลอดไป

ลานสนภูสอยดาว ได้สอยใจของฉันไปเสียแล้ว

การเดินทาง:บินตรงจากดอนเมือง-แพร่ ด้วยสายการบินโซล่าร์แอร์ให้บริการทุกวันพุธ-ศุกร์ และวันอาทิตย์ สอบถามโทร.02-535-2448-9จาก จ.แพร่-อุตรดิตถ์ ใช้เวลาประมาณ5ชั่วโมง อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อยู่ที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ สอบถามโทร.055-419-234

การเตรียมตัว:ควรใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าเดินป่าที่มีน้ำหนักเบาและยึดเกาะได้ดี เตรียมอุปกรณ์ทำอาหาร ได้แก่ หม้อ กระทะ ช้อน จาน ไฟแช็ก เต็นท์พักแรมและถุงนอน (ในกรณีนำขึ้นไปเอง) และของใช้อื่นๆ อาทิ ยาประจำตัว ไฟฉาย ยากันยุง ถุงขยะ ทิชชูเปียก

คำแนะนำ:ดอกไม้จะบานสะพรั่งช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. นักท่องเที่ยวต้องขึ้นเขาก่อนเวลา14.00น. ตามกฎของอุทยานฯ และก่อนขึ้นควรออกกำลังกายและเตรียมใจรับสภาพความเหนื่อยขณะเดินขึ้นและลง

เรื่องน่ารู้:ภูสอยดาวมีความยากระดับ3ของการปีนเขา ถ้าเทียบกับภูกระดึงแล้วจะยากกว่าเป็น3เท่า

สอบถาม:ต้องการข้อมูลการท่องเที่ยวของ จ.แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สอบถาม ททท.สำนักงานแพร่ โทร.054-521-118และ054-521-127หรือwww.tourismthailand.org/phare

 

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้