
รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข งานที่รักทำแล้วสุขสนุกเสมอ
รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ชื่อนี้คุ้นหูคุ้นตาแฟนๆ โพสต์ทูเดย์เป็นอย่างดี
รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ชื่อนี้คุ้นหูคุ้นตาแฟนๆ โพสต์ทูเดย์เป็นอย่างดี
โดย..วรธาร ทัดแก้ว
รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ชื่อนี้คุ้นหูคุ้นตาแฟนๆ โพสต์ทูเดย์เป็นอย่างดี เพราะเป็นคอลัมนิสต์เขียนให้กับโพสต์ทูเดย์ ในคอลัมน์ HR วาไรตี้ ทุกวันจันทร์ในเซ็กชัน Z หน้า Z11 ด้วย
ดร.ศิริยุพา หรือ ดร.เจี๊ยบ ทำงานเป็นอาจารย์สอนที่สถาบันบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมา 20 ปีแล้ว มีผลงานวิชาการเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาตินับไม่ถ้วน ปัจจุบันได้ก้าวขึ้นเป็นกรรมการบริหารหัวหน้าหลักสูตรการบริหารบุคคลของศศินทร์
งานหลักที่ต้องทำ
ด้วยความเป็นอาจารย์ของ ดร.เจี๊ยบ นอกจากงานสอนหนังสือที่ทำมาตลอด 20 ปีแล้ว ก็ต้องทำงานวิจัยและมีผลงานวิชาการปรากฏอยู่ในวารสารวิชาการนานาชาติชั้นนำอยู่ตลอด ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เชื้อเชิญเข้ามา อันเป็นหนึ่งงานที่ทำให้ทราบความเคลื่อนไหวหรือทิศทางของประเทศ
นอกจากนี้ ในฐานะหัวหน้าหลักสูตรการบริหารงานบุคคลก็ดูแลรับผิดชอบในการออกแบบหลักสูตร การเปิดรายวิชารวมถึงการติดต่อเลือกสรรอาจารย์ผู้ทรงวุฒิและมีคุณสมบัติที่ต้องการจากต่างประเทศเข้ามาสอนที่ศศินทร์ เช่น จากอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ เป็นต้น
“การออกแบบหลักสูตร การเปิดรายวิชานั้น ถ้ามัวอยู่แต่ในห้อง นั่งอยู่หอคอยงาช้าง วันหนึ่งนั่งนึกว่าวันนี้จะสอนอะไรไม่ได้แล้ว เพราะการศึกษาเป็นธุรกิจไปแล้ว เราต้องมีคู่แข่งถึงแม้เรามิได้ทำเพื่อกำไรแต่ก็ต้องทำเพื่อความเป็นเลิศ แล้วศศินทร์ก็มาจากจุฬาลงกรณ์ แล้วจุฬาลงกรณ์ก็เป็นเสาหลักของแผ่นดิน ฉะนั้นด้านวิชาการต้องเป็นเลิศ การที่จะผลิตออกมาเราต้องรู้ตลาด รู้ความต้องการของนายจ้างว่าเขาต้องการลูกจ้างแบบไหน ทำให้เราสามารถกำหนดได้ว่าควรจะสอนอะไร ออกแบบยังไง เพราะบางทีก็มีปัญหาในวงการศึกษาว่าเรียนสูงๆ แต่เอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ของเรา (ศศินทร์) ต้องมิใช่อย่างนั้น เรามีภาคสนาม การปฏิบัติการ”
สำหรับงานสุดท้ายก็คือ การทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ เช่น การรับเชิญไปวิทยากรบรรยายให้ความรู้กับสถาบัน องค์กร บริษัท และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการทำการกุศลทั้งหลาย เป็นต้น
สนใจค้นคว้าไม่หยุดนิ่ง
ดอกเตอร์ยอมรับว่า ทั้ง 5 ด้านต้องทำพร้อมกัน เรียกว่าจนสั่งสมเหมือนเป็นเหล้า ยิ่งนานวันก็จะมีความเข้มข้นขึ้นจากประสบการณ์ต่างๆ ที่ได้เก็บเกี่ยวมาตลอด 20 ปี แม้เป็นงานที่ค่อนข้างหนักแต่ก็รู้สึกสนุกและมีความสุขเพราะงานวิชาการหรืองานการศึกษาเป็นงานที่ชอบอยู่แล้ว อย่างการสอนหนังสือก็มีความสุขกับการที่ต้องวิเคราะห์และตอบคำถามของลูกศิษย์ การได้เห็นลูกศิษย์เข้าใจในสิ่งที่สอน หรือในฐานะนักวิชาการอยู่แวดวงการบริหารงานบุคคลก็มีความสุขกับการที่มีคนมาตั้งคำถามทุกวัน หรือหน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่อยากได้ข้อมูลก็เดินเข้ามาหาทำให้ได้อัพเดตความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยไม่หยุดนิ่ง ดิฉันมองอะไรเห็นโอกาสไปหมด แม้กระทั่งการเดินทางท่องเที่ยวเจออะไรสะดุดใจก็เอาเป็นเคสมาสอนมาทดสอบ ใส่ใจ ไขว่คว้าหาความรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา จนมาถึงจุดนี้ได้ก็ทำให้มีช่องทาง แล้วโอกาสวิ่งเข้ามาหา เพราะจะเห็นว่าหน่วยงานเอกชนหรือสื่อต้องการข้อมูลก็เข้ามาติดต่อกับเราบางทีเขาอยากได้ข้อมูลว่าถ้าขึ้นค่าจ้าง 300 บาท จะมีผลกระทบอะไร ซึ่งของอย่างนี้เราได้ให้ข้อมูลกับทางสื่อตลอด ทำให้งานวิชาการของเราออกไปสู่สังคมไม่ได้อั้นอยู่ในวงวิชาการอย่างเดียว”
ดอกเตอร์ย้ำว่า งานวิชาการคือแฟชั่นอันหนึ่ง แต่เป็นแฟชั่นที่มีความคลาสสิกและมีเทรนด์ด้วยคือ ต้องตามสมัย ได้แก่ เข้าใจผู้บริโภค บางครั้งก็ต้องล้ำสมัย ซึ่งทั้งนี้การเป็นคนทำงานวิชาการต้องเป็นคนทันโลก ทันชีวิตจริง ไม่ใช่รู้แต่ทฤษฎี แต่นำเอามาใช้ไม่ได้
“ตลอดเวลาที่ผ่านมาในแง่ของความเป็นครู ดิฉันรู้สึกชื่นใจที่ได้ไปยืนอยู่หน้าชั้นเรียน ได้เห็นสายตาของนักเรียนที่เข้าใจในสิ่งที่เราสอน พวกเขาสนุกกับสิ่งที่เราพูด เขาสามารถเอาไปใช้ได้จริง แก้ปัญหาของเขาได้จริง เหมือนเป็นหมอรักษาคนไข้แล้วไข้หาย อันนี้ถือเป็นรางวัลชีวิตซึ่งมีค่ามากกว่าเงินค่าจ้างในการสอน นอกจากนี้ ผลงานวิชาการหรือบทความต่างๆ ของดิฉันได้ถูกเผยแพร่ไปในสื่อมีเดียต่างๆ เช่น เว็บไซต์ หนังสือพิมพ์ วารสารทั้งไทยและเทศ มีหลายคนเอาไปโควตใช้เยอะ ก็รู้สึกว่าเป็นรางวัลชีวิตตลอดที่ทำงานด้านนี้มา 20 ปีเต็ม”
ความชอบสไตล์ ดร.เจี๊ยบ
ท่องเที่ยว : ชอบท่องเที่ยว แต่ขอเป็นดินแดนที่มีอารยธรรม สถาปัตยกรรม มีของโบราณ หรือเป็นเมืองเก่า เช่น อียิปต์ ไปดูพีระมิด ดูมัมมี่ ถ้าไปตุรกีก็ดูปราสาทเพชร เป็นต้น เพื่ออยากรู้ว่าเขามีอารยธรรม มีเรื่องราวน่าสนใจยังไง เรียกว่าไปดูจะต้องได้ความรู้กลับมาจะไม่ยอมเสียเที่ยว
ชิมอาหาร : คล้ายๆ กับท่องเที่ยวนะ ดิฉันชอบอาหารที่มีประวัติศาสตร์และมีเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับตัวมัน มันน่าสนใจดี ชอบชิมแต่จะไม่ชอบกินเยอะกลัวอ้วน อยากจะชิมอะไรก็จะหาข้อมูลของร้าน อาหาร และเรื่องราวของอาหาร อย่างเคยไปฮ่องกงเห็นคนเรียงแถวเข้าซื้อติ่มซำเป็นแถวยาวเหยียดก็เอาด้วย มิใช่อยากกินของแพง แค่อยากรู้รสชาติอาหาร ทำไมคนถึงเข้าแถวซื้อขนาดนั้น
อ่านหนังสือ : ชอบอ่านทุกประเภท อ่านทุกวัน ไม่ได้อ่านไม่ได้ ประจำวันก็อ่านหนังสือพิมพ์ ดูพาดหัวข่าว เลือกเจาะข่าวที่ต้องรู้ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ พอรู้เรื่องเกี่ยวกับอาชีพเราก็ต้องอ่านบิสซิเนส วีค ไทม์ เป็นต้น เพื่อหาวัตถุดิบหาประเด็นมาจุดประกายในการเขียนคอลัมน์ หนังสือธรรมะก็อ่านของหลวงพ่อชา ศิษย์ของท่าน เช่น ท่านสุเมโธ ท่านมิตซูโอะ ชอบอ่านมากกว่าฟังเทศน์เพราะอ่านแล้วเกิดจินตนาการ อ่านครั้งแรกได้มุมหนึ่ง ครั้งที่ 2 ได้อีกมุมหนึ่ง
นั่งสมาธิ : ในแง่ของความสุขการทำสมาธิทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งกายและใจหลังจากที่ต้องทำงานมาตลอดทั้งวัน บางครั้งนอกจากทำสมาธิก็มีการออกกำลังกายด้วยการทำโยคะเบาๆ
เลี้ยงสุนัข : “เลโอ” คือ สุนัขแสนรู้น่ารักและนิสัยดีมาก มีเขาอยู่ด้วยชีวิตมีความสุขในอีกแง่มุมหนึ่ง เหมือนมีเพื่อนรู้ใจ หายเหนื่อยเมื่อเห็นความฉลาดแสนรู้ของเขา เช่น เวลาขับถ่ายก็ถ่ายเป็นที่เป็นทางบนกระดาษที่เตรียมให้ หรือถ้าเขาลงจากที่นอนไม่ได้ก็จะพยายามช่วยตัวเองก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็เห่า 1 ครั้ง 2 ครั้ง แค่นี้เราก็รู้ว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ







