
ฟิลิปปินส์ ตอน Selamat Boracay สวัสดีโบราไค
ประเทศฟิลิปปินส์ คือประเทศที่ประกอบไปด้วยเกาะถึง 7,701 เกาะ ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่สวยงามของประเทศนี้คงหนีไม่พ้นทะเล
ประเทศฟิลิปปินส์ คือประเทศที่ประกอบไปด้วยเกาะถึง 7,701 เกาะ ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่สวยงามของประเทศนี้คงหนีไม่พ้นทะเล
โดย..โลก 360 องศา
ประเทศฟิลิปปินส์ คือประเทศที่ประกอบไปด้วยเกาะถึง 7,701 เกาะ ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่สวยงามของประเทศนี้คงหนีไม่พ้นทะเล ว่าแต่ประเทศนี้มีเกาะมากถึง 7,000 กว่าเกาะ แล้วมีที่ไหนสวยงามบ้าง คอลัมน์โลก 360 องศาวันนี้ ขออาสาพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับอีกหนึ่งเกาะ ที่ว่ากันว่าคือหนึ่งในเกาะที่สวยงามติดอันดับโลกเลยทีเดียว
จากเรื่องราวในฉบับที่แล้ว เราพาคุณผู้อ่านเดินทางไปยังเกาะเซบู สัปดาห์นี้เราออกเดินไปยังอีกหนึ่งเกาะ ด้วยสายการบิน Cebu Pacific Airs เหินฟ้าข้ามน้ำมุ่งหน้าลงใต้ไปยังเกาะที่มีชื่อว่า “โบราไค” (Boracay) เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ก่อนที่เราจะเดินทางไปถึงโบราไคนั้น เราต้องนั่งเครื่องมาลงที่สนามบินบนเกาะคาติกลัน (Caticlan) จากนั้นต้องต่อเรือเพื่อเดินทางข้ามไปยังเกาะโบราไค หากใครจองที่พักบนเกาะไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็จะมีพนักงานมารอรับถึงสนามบิน แต่หากเดินทางมาเองจะต้องต่อรถรับจ้างเพื่อไปยังท่าเรือ ซึ่งมีบริการเรือโดยสารทุกๆ 20 นาที สนนราคา 20 เปโซต่อคน และใช้เวลาเพียง 45 นาที ก็จะถึงเกาะโบราไค
โบราไค คือเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ และห่างจากกรุงมะนิลาประมาณ 315 กิโลเมตร ลักษณะพิเศษของเกาะนี้คือ เมื่อดูภาพมุมสูงจากแผนที่ เราจะพบว่าเกาะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกระดูก มีความยาว 7 กิโลเมตร มีส่วนที่กว้างที่สุด 2 กิโลเมตร ในอดีตที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเผ่าเอทิ (Ati) แต่ราวปี ค.ศ. 1980 ที่นี่เริ่มเป็นที่สนใจของเหล่านักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ ที่แสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่ จากนั้นความสวยงามของที่นี่ก็ถูกบอกเล่าต่อผ่านปากต่อปาก และรวมไปถึงคู่มือท่องเที่ยวต่างๆ จนในที่สุดเกาะแห่งนี้ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เกาะโบราไคได้รับการโหวตและจัดอันดับจากสื่อแขนงต่างๆ เช่น 1 ใน 25 ชายหาดที่สวยงามที่สุดในโลก จาก tripadvisor.com เว็บไซต์แนะนำการท่องเที่ยวระดับโลก และยังมีนิตยสาร Travel Leisure ซึ่งผู้อ่านร่วมกันโหวตและจัดอันดับให้ที่นี่เป็นเกาะที่สวยงามอันดับ 4 ของโลก และยังมีอีกมากมายหลายรางวัลที่การันตีถึงความสวยงามของที่นี่ แต่อย่างไรก็ตามที เราคงไม่อาจปักใจเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์ให้เห็นกับตาครบ 360 องศา
หลังจากเข้าโรงแรมที่พักและจัดแจงเก็บข้าวของแล้ว เราก็เริ่มต้นองศาแรกบนเกาะนี้ที่ D’mall แหล่งรวมสินค้าหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าและของที่ระลึก รวมไปถึงศูนย์รวมร้านอาหารที่มีให้เลือกรับประทานมากมาย ซึ่งจากการสังเกตเราพบว่าที่นี่มีให้เลือกตั้งแต่อาหารซีฟู้ดราคาแพงไปจนถึงฟาสต์ฟู้ด ราคาเริ่มต้นที่ 40 เปโซ ซึ่งจากประสบการณ์ของเราพบว่าการมีศูนย์อาหารเช่นนี้ คือทางเลือกที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความประหยัดได้ เพราะหลายสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะมักจะไม่ค่อยมีบริการเช่นนี้ นักท่องเที่ยวจึงต้องซื้ออาหารในโรงแรมรับประทาน หรือไม่ค่าที่พักได้บวกราคาไปพร้อมกับค่าอาหารแล้ว จึงทำให้มีราคาสูงและไม่สามารถเลือกรับประทานได้อย่างที่ต้องการ
ถึงแม้ว่าเกาะโบราไคจะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ การเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง การเดินเท้าเป็นสิ่งที่หลายคนเลือก แต่สำหรับใครที่ต้องการความสะดวกสบายและประหยัดเวลา เราขอแนะนำให้ใช้บริการรถสามล้อรับจ้าง หรือที่ชาวฟิลิปปินส์เรียกว่า “ไตรซิกา” ซึ่งก็มาจากคำว่า Tricycle ในภาษาอังกฤษนั่นเอง ด้วยขนาดตัวรถที่ไม่ใหญ่มาก สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 6 คน ประกอบกับถนนหนทางที่ส่วนใหญ่เล็กและแคบ รถสามล้อจึงเป็นพาหนะที่คล่องตัวที่สุดในการเดินทางบนเกาะนี้ เราสามารถเรียกใช้บริการได้ โดยคิดราคาตามระยะทาง หรือหากต้องการเหมาเป็นชั่วโมงก็ตกชั่วโมงละ 300 เปโซ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 200 กว่าบาทเท่านั้น หากใครที่ชอบการเดินทางแบบสมบุกสมบัน ชอบการนั่งรถกินลมชมวิวแล้วละก็รถไตรซิเคิลคือคำตอบ
องศาที่สองของเราบนเกาะโบราไค คือ ยอดเขาลูโฮ (Mount of Luho) ยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งการจะขึ้นไปข้างบนเราต้องเสียค่าเข้า 180 เปโซ ราคาอาจจะดูสูงไปหน่อย เพราะที่นี่เจ้าของคือเอกชน แต่เมื่อได้ขึ้นไปบนจุดยอดสุดนั้น ก็ต้องบอกว่าสวยงามจริงๆ เพราะที่นี่เราได้เห็นเกาะผ่านมุมพาโนรามิกแบบ 360 องศา เห็นน้ำทะเลสีเขียวครามสลับกับสีดำของฝูงปลาขนาดมหึมา ที่แหวกว่ายอยู่รอบๆ เกาะ ซึ่งไกด์ท้องถิ่นบอกกับเราว่า บางวันอาจจะได้เห็นปลาวาฬและฝูงปลาโลมาไล่ต้อนฝูงปลาไม่ไกลจากชายฝั่ง ต่อจากนั้นเราเดินทางต่อมาที่หาดไวต์บีช (White Beach) ชายหาดที่สร้างชื่อเสียงให้กับเกาะแห่งนี้ เพราะไวต์บีชคือชายหาดที่ทอดตัวยาวกว่า 3 กิโลเมตร มีความพิเศษคือหาดทรายสีขาวและเม็ดทรายที่มีความละเอียดมากราวกับผงแป้ง ทำให้เวลาที่เราย่ำเท้าไปบนผืนทรายจะสัมผัสได้กับความนุ่มละมุนละไม และที่สำคัญชายหาดที่นี่สะอาดมากๆ ขอย้ำว่าสะอาดจริงๆ เพราะที่นี่มีกฎห้ามนำเครื่องดื่มที่บรรจุภาชนะด้วยขวดแก้วลงไปรับประทานบนหาด ห้ามสูบบุหรี่บนหาด และห้ามทิ้งขยะ ซึ่งจะว่าไปแล้วกฎที่ว่านี้ก็มีทุกชายหาดทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย แต่ชาวบ้านตลอดจนผู้ประกอบการบนเกาะนี้ ร่วมมือกันเป็นหูเป็นตาและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการสังเกตเราจะพบกับอาสาสมัครเด็กๆ สวมใส่เสื้อโปโลสกรีนคำว่า “Volunteer” เดินตรวจตราสอดส่องอยู่เป็นระยะๆ แม้กระทั่งชาวบ้านที่มาให้บริการเจ็ตสกีและเรือนำเที่ยว จำนวนไม่น้อย สวมใส่เสื้อสกรีนข้อความที่เป็นข้อห้ามต่างๆ นอกจากนี้ การจัดระเบียบร้านค้าริมหาดไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของหาดก็ทำให้ไวต์บีชดูโล่งโปร่งสะอาดตา และมีพื้นที่ว่างสำหรับให้นักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมอย่างสะดวกสบาย ซึ่งเราเองก็ลองพิสูจน์ด้วยการเดินเท้าจากหัวหาดไปถึงท้ายหาด พบว่าแทบจะไม่มีขยะให้เห็น หากจะมีก็เพียงเล็กน้อยและไม่นานชาวบ้านหรือคนที่อยู่ละแวกนั้นก็จะเก็บไปทิ้ง จึงไม่แปลกที่หาดนี้จะมีชื่อเสียงและทำให้โบราไคได้รับการโหวตให้เป็นเกาะที่สวยงามติดอันดับโลก
หาดไวต์บีชมีกิจกรรมให้เลือกสนุกมากมาย แต่ที่เห็นจะน่าสนใจและแปลกสำหรับคนไทยอย่างเรา คือการนั่งเรือใบชมทิวทัศน์รอบๆ เกาะ สนนราคาอยู่ที่ชั่วโมงละ 700 เปโซ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดของการนั่งเรือใบคือ ช่วงบ่ายแก่ๆ ไปจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน เพราะนอกจากอากาศจะไม่ร้อนแล้ว ช่วงพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ที่นี่สวยงามและโรแมนติกที่สุดบนเกาะแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งในความรู้สึกส่วนตัวพบว่าเกาะโบราไคเหมาะที่จะมากับคนรักหรือมาฮันนีมูนจริงๆ







