
เที่ยวไปในความทุกข์
Destination ฉบับนี้อาจจะแปลกตาท่านผู้อ่านไปหน่อย เพราะผมกำลังจะพาท่านทั้งหลายไปท่องเมืองพระนครศรีอยุธยา
Destination ฉบับนี้อาจจะแปลกตาท่านผู้อ่านไปหน่อย เพราะผมกำลังจะพาท่านทั้งหลายไปท่องเมืองพระนครศรีอยุธยา
โดย..จำลอง บุญสอง
Destination ฉบับนี้อาจจะแปลกตาท่านผู้อ่านไปหน่อย เพราะผมกำลังจะพาท่านทั้งหลายไปท่องเมืองพระนครศรีอยุธยา เมืองท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ในวันที่มีประชาชนที่นั่นกำลังเผชิญกับทุกข์ ทุกข์เพราะเป็นเมืองรับบาปแทนอีกหลายๆ จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานครที่ผมอาศัยอยู่ด้วย
เริ่มจากการขับรถไปตามถนนสายปทุมธานีสุพรรณบุรี ถนนเส้นนี้ไปไม่ยากเพราะเป็นถนนที่ทำขึ้นมาไม่นานนัก แม้จะมีน้ำท่วมเป็นระยะๆ ก็ไม่เป็นปัญหาในระยะต้นๆ แต่พอปลายทางก่อนที่จะเลี้ยวไปถึงสมบัติบุรี ซึ่งเป็นจังก์ชันของถนนที่มาจากปทุมธานีสายหนึ่ง อยุธยาสายหนึ่ง และสุพรรณบุรีอีกสายหนึ่ง มีน้ำท่วมมาก รถวิ่งได้เพียงเลนเดียว ทำให้รถทั้งสามสายติดยาวเป็นกิโลๆ ปลายทางที่มีความยาวไม่เกิน 5 กิโลเมตร ผมต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงกว่าจะผ่านไปได้ ขออนุญาตตำหนิการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงหน่อยว่าปัญหาแค่นี้แก้ไม่ได้ก็อย่าไปทำมาหากินอะไรเลยครับ แบ่งถนนที่ว่างๆ อีกซีกหนึ่งให้รถที่ติดวิ่ง ก็สามารถระบายรถที่ติดอยู่ได้แล้วครับ
ผมได้ยินข่าวว่าเมืองสุพรรณฯ น้ำไม่ท่วม ท่วมพอเป็นพิธี หรือท่วมอย่างเสียไม่ได้ ก็ต้องไปเห็นด้วยตาตนเองก่อนผมถึงจะเชื่อ ไปแล้วก็เห็นได้ว่าที่บางปลาม้านั้นน้ำไม่ท่วม เพียงแต่ปริ่มๆ เข้าใจว่าที่ตลาดเก้าห้องน่าจะท่วม แต่ก็ไม่ได้เข้าไปดู เพราะกลัวว่าจะไปดูที่อื่นไม่ทัน
วิ่งมาถึงสุพรรณฯ ผมจึงถึงบางอ้อว่าน้ำที่นี่ท่วมไม่มากนัก ยกเว้นบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำท่าจีนจริงๆ วิ่งไปที่อุทยานมังกรสวรรค์ อุทยานมังกรฯ ก็ไม่ท่วม ส่วนถนน 10 เลน ซึ่งผมไม่รู้ว่าเขาจำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่เพื่อรองรับรถที่วิ่งเพียงไม่กี่คัน (เมื่อเทียบกับนครปฐมหรืออีกหลายๆ จังหวัด) ไปทำไม ก็พบว่าน้ำที่ใครเขาว่ากันว่า “ท่วมเพื่อโชว์” นั้นมีไม่มากจริง
ไหนๆ ก็มาแล้ว ผมก็ขับรถเลยไปให้ถึงตลาดสามชุก แหล่งกินแหล่งเที่ยวของคนกรุงสักหน่อย พอไปที่นั่นก็พบว่าน้ำปริ่มตลิ่งก็จริง แต่ก็สามารถเข้าท่วมบ้านได้บางบ้านเท่านั้น ผมยังเยาะคนที่นั่นเลยว่าขอมาอาศัยอยู่เมืองสุพรรณฯ ด้วยคน เพราะน้ำไม่ท่วม
ออกจากสุพรรณฯ ไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็เห็นคนที่นั่นกำลังเกี่ยวข้าวพร้อมๆ กับทำนาครั้งที่สองกันจริงตามที่ไทยรัฐลง
หลายคนบอกว่า นักการเมือง “ผู้มีอิทธิพล” บางคน บังคับไม่ให้น้ำไหลเข้าจังหวัดนี้มากนักเพื่อรักษาฐานทางการเมืองของเขาเอาไว้ โอ้โฮ...ผมไม่คิดว่าจะมีใครใจชั่วได้ขนาดนั้นแน่ ถ้ามีจริงเราก็ต้องให้คนลพบุรี อยุธยา อ่างทอง และปทุมธานี ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งลับนี้ ไป “ฟ้อง” ฟ้องทั้งศาลแพ่งและศาลอาญา เพราะไปประกอบอาชญากรรมต่อจังหวัดอื่นนั่นแหละ
ไปที่อ่างทองตามถนนสุพรรณบุรีอ่างทอง โอ้โฮ...ถนนอะไรเรียบเป็นบ้า ถนนกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงแท้ๆ ยังสู้ไม่ได้ ไปแล้วก็เข้าไปดูวัดขุนอินทประมูลกันหน่อย เพราะที่นี่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาคกลาง เพิ่งพาผมมาทำสารคดีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ ไปถึงริมถนนทางเข้าวัดก็พบว่าท่านเจ้าอาวาสกำลังอำนวยการอยู่ที่นั่นพอดี ท่านกรุณาให้คนขับเรือนำเราไปส่งยังวัด เมื่อไปถึงจึงพบว่าพระนอนของที่นั่นท่านนอนอยู่ท่ามกลางน้ำท่วมรอบๆ องค์จริงๆ ดีที่ว่าองค์พระสูงกว่าน้ำที่ท่วมเล็กน้อย ไม่เช่นนั้นท่านผู้อ่านคงได้เห็น “พระนอน” สรงน้ำแน่
กว่าจะออกมาได้ก็ค่ำมืดแล้วผม และพรรคพวกที่ไปด้วยก็เลยไปกินข้าวที่ร้าน...ร้านนี้เป็นร้านเก่าแก่ ทำข้าวตามสั่ง ขายมาตั้งแต่รุ่นก๋ง เป็ดย่างของเขานุ่มจริง เกี๊ยวน้ำก็อร่อย ทั้งนุ่มทั้งหอมเพราะหมูหมัก ที่สุดยอดก็คือ “ต้มยำผู้กอง” อาหารจานนี้ประกอบด้วยผักกาดกระป๋องต้มกับหมูสับ แต่หมูสับของเขาไม่ธรรมดาเพราะเป็นหมูสับบด เขาปรุงได้อย่างมีรสชาติทีเดียว ไม่ได้เพียงแต่เปรี้ยวเพราะผักกาดดองเท่านั้น แต่ยังได้รสเปรี้ยวจากมะนาวจริงๆ อีกด้วย ยิ่งได้พริกขี้หนูซอยเข้าด้วยแล้ว ซดน้ำจนหมดก็ยังไม่อิ่มเลย ลืมบอกไปว่าร้านเขาอยู่ในตลาดโพธิ์ทอง ได้รับตราเชลล์ชวนชิมด้วย ร้านนี้เจ้าของอายุมากแล้ว ใครพูดไม่ถูกใจโก๋ก็ไม่สน สส.ที่ว่าใหญ่ๆ โดนมาแล้ว
ผมต้องนอนที่อ่างทองเพราะเสียเวลากับการเดินทางมาก อ่างทองก็คือจังหวัดที่เป็นอ่างและเคยถูกน้ำท่วมมาทุกปี ประวัติการถ่ายทำข่าวน้ำท่วมของผมก็มีอ่างทองอยู่ในลิสต์ด้วย การไปตอนกลางคืนจึงทำให้ผมหวั่นใจว่าอาจจะถูกน้ำท่วมถ้าเขื่อนแตก แต่คืนนั้นก็ปรากฏว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ รุ่งเช้าไปถ่ายภาพอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา อุ๊...แม่เจ้า เหลืออยู่สักฟุตเดียวน้ำก็เข้าได้แล้ว ผมภาวนาขออย่าให้เขื่อนตลาดอ่างทองพังเลยเจ้าประคุณเอ๋ย ถ้าน้ำเข้าได้ก็เกือบมิดหลังคาทีเดียว ปัญหาไม่ใช่เรื่องน้ำท่วมหรอกครับ ปัญหาอยู่ที่ไฟฟ้าชอร์ตต่างหาก คนที่ตายเพราะไฟฟ้านี่ไม่น้อยนะครับ แต่ตีเป็นตายเพราะจมน้ำทั้งนั้น
ตื่นเช้าก็หาทางเข้าอยุธยาให้ได้ เพราะจุดมุ่งหมายอยู่ตรงนั้น หนทางจากตรงนั้นเข้าได้ก็ด้วยเส้นเสนา ก็เลยขับรถไปที่นั่น พอเลยเสนาไปเล็กน้อยผมก็ต้องจอดรถอยู่ริมถนน เพราะน้ำข้างหน้าท่วมเกินกำลังรถปิกอัพแก่ๆ ของผมจะฝ่าไปได้
โบกรถสิบล้อขายมะพร้าวที่อยู่ “สี่แยกวรเชษฐ์” ได้ก็เลยขอติดรถเข้าไป ผมปีนไปอยู่หลังคารถแบบที่เคยทำตอนหนุ่มๆ ระหว่างทางเห็นคนถูกน้ำที่ไหลเชี่ยวพัดออกนอกถนนจะตายมิตายแหล่ ผมไม่ได้ลงไปช่วยเพราะรถที่เราอาศัยไปไม่ยอมหยุดเพราะกลัวว่าเครื่องจะดับ เห็นบางคนที่อยู่แถวนั้นวิ่งไปช่วย ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าช่วยได้ทันหรือเปล่า เพราะรถวิ่งอ้าวไปแบบไม่เหลียวหลังเสียแล้ว ผมภาวนาขอให้เขารอดปลอดภัย
กอหญ้าขนาดใหญ่ถูกน้ำพัดขึ้นมาบนถนนที่ถูกน้ำท่วมมาก มันทำให้พื้นที่ถนนเสียไปพอสมควร แถมยังทำให้มองไม่เห็นว่าตรงไหนเป็นถนน ตรงไหนเป็นคลอง น่ากลัวมาก รถที่วิ่งกันแต่ละคันไม่ว่าจะเป็นโฟร์วีลหรือรถสิบล้อตะบึงสวนกันด้วยความกลัวว่าเครื่องจะดับด้วยกันทุกคัน ปลาน้อยใหญ่ไม่เคยว่ายข้ามถนนก็ได้ว่าย ผู้คนบ้างก็ทอดแหหาปลา บ้างก็เอาสวิงมาไล่ตะครุบปลาที่ว่ายผ่าน บ้างก็ดักข่าย ปลามีทั้งตัวใหญ่และตัวเล็ก ตัวเล็กเพิ่งออกจากไข่มีมาก เพราะน้ำท่วมทำให้การเจริญพันธุ์ปลาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาสร้อยและปลาหมอ ผมเห็นเขาทอดแหได้เป็นกระป๋องๆ ทีเดียว
ลงจากรถที่สี่แยกวรเชษฐ์ก็โบกรถต่อไปยังสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่จะไปวัดไชยวัฒนารามที่แตกลงจนเป็นข่าวดัง วัดนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเพราะเจดีย์สวยแบบขลังๆ ผมเพิ่งมาที่นี่ก่อนที่เขื่อนจะแตก และไม่คิดว่ามันจะแตกเพราะหนุนกันหลายชั้นเหลือเกิน แต่ในที่สุดก็สู้แรงดันของน้ำไม่ได้
วันนี้ผมไม่ได้ขับรถเข้าด้านข้างอย่างที่เคยทำช่วงในอาทิตย์ที่ผ่านมา ต้องใช้เรือเข้ามาทางด้านหลังแทน ที่ต้องเข้าด้านหลังก็เพราะว่าขืนเข้าด้านข้างแบบเดิมอาจจะถูกน้ำเชี่ยวพัดเรือล่มเอาได้
วัดไชยวัฒนารามกลางน้ำท่วมสวยแปลก ยิ่งได้เรือที่พายไปดักตาข่ายรอบๆ ด้วยแล้วยิ่งงามเข้าไปใหญ่ ที่เขียนมานี่ไม่ใช่ว่าซาดิสม์กับความเสียหายนะครับ มันสวยจริงๆ
ถ่ายรูปหลายมุมรอบๆ วัด นึกในใจว่ากรมศิลปากรต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อบูรณะแน่นอน แถมยังมีอีกหลายแห่งที่ต้องทำด้วย
เกือบจะ 6 โมงแล้วเราถึงได้กลับ หวั่นใจว่าถ้าไม่มีรถกลับ อ.เสนา ผมจะนอนที่ไหน ขนาดเจ้าของพื้นที่ยังไม่มีที่นอนเลย ผมจะมีที่นอนได้อย่างไร
ฟลุกครับ พวกเราได้รถปิกอัพที่รู้จักกับพรรคพวกผมที่ไปด้วยพอดี พวกเขามาเผาศพยายที่ถูกน้ำท่วมตายพอดี พูดถึงคนตายจากน้ำท่วมแล้วผมไม่เชื่อว่าคนตายเพราะจมน้ำ แต่เชื่อว่าส่วนหนึ่งตายเพราะถูกไฟดูดไม่น้อยเลย
พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ต้องหันกลับไปมองพวกที่กันไม่ให้น้ำเข้าท่วมพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น
ท่านผู้อ่านครับ พวกผมคณะช่างภาพกำลังคิดกันอยู่ว่าจะทำนิทรรศการภาพถ่ายเกี่ยวกับน้ำท่วมในครั้งนี้ เพื่อรณรงค์หาเงินไปช่วยผู้สูญเสียจากน้ำท่วม ซึ่งรอความช่วยเหลืออยู่จำนวนมากมาย ความเสียหายครั้งนี้ประเมินค่ามิได้ ส่วนหนึ่งที่ต้องช่วยเหลือคือเด็กนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และห้องสมุด ที่เสียหายไปในการนี้ ผมหวังว่าผมกับท่านผู้อ่านคงจะได้ทำบุญด้วยกันนะครับ ส่วนจะเมื่อไหร่ อย่างไร ผมจะเรียนให้ท่านทราบอีกทีครับ







