
อริยมรรคอริยผล (1) หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ
ผมเชื่ออันหนึ่งว่า ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันรักษาธรรมวินัย แบบฉบับของครูบาอาจารย์ไว้
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
ผมเชื่ออันหนึ่งว่า ถ้าพวกเราพร้อมเพรียงกันรักษาธรรมวินัย แบบฉบับของครูบาอาจารย์ไว้ อย่าไปหลงเถลไถลแบบใหม่ๆ แบบเขาว่าโลกเจริญ ก็เลยลืมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
โลกมันเจริญแค่ไหนมันเพียงแค่กามเท่านั้นแหละ ผลที่สุดโรคเอดส์รุมหัวมันหมดแล้ว มันเจริญของโลกนี่ มันจะอัศจรรย์สักเท่าไร
ธรรมะเรามันอัศจรรย์จริงๆ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้หมู่พวกเชื่อในธรรมในวินัย ขนาดผมไปอยู่กับฝรั่งไม่รู้จักกันเขายังให้กินนะ เพราะเราตั้งใจปฏิบัติธรรม ดูแล้วไม่มีญาติพี่น้องเลย ทำไมเขาให้กิน เวลาเจ็บป่วยเขาก็รักษาให้
อานุภาพคำสอนพระพุทธเจ้าวิเศษจริงๆ
ขอให้เชื่อในธรรมในจิตใจศรัทธาของเรายึดมั่น ขอให้หมู่พวกลูกหลานทุกคนที่เข้าบวชมานี้ อย่าไปมุ่งว่าให้โยมเขามีศรัทธา ให้คนนั้นมีศรัทธา ไม่ต้อง ขอให้เรามีศรัทธาคนเดียว ให้ปฏิบัติจริง ทำจริง ยังไม่ต้องมองคนอื่น ให้มองตัวเรา พระพุทธเจ้าพระองค์ก็มองพระองค์ก่อน พระองค์ไม่ได้วิ่งไปสอนโลกก่อน พระองค์สอนพระองค์จนเสร็จกิจแล้ว พระองค์จึงสอนคนอื่น ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ท่านทนทุกข์ทรมานจนกว่าจะนี่
เหมือนกับหลวงปู่มั่น ผมไปดูไปอยู่ใกล้ชิดแล้ว ท่านไม่ค่อยเอาใจใส่เรื่องญาติโยมเท่าไร ท่านเอาใจใส่พระเราสามเณรเรา ถ้าเราดีแล้วโยมเขาก็ดีด้วย ท่านพูดอย่างนั้นนะ ผมจำชัดจริงๆ เพราะฉะนั้นผมเองถึงอยู่นี่ก็ตาม ถึงอยู่อเมริกาก็ตาม ผมไม่ได้ลดละในการปฏิบัติตัวเอง ไม่ได้ประมาทในตัวเองทำอยู่เสมอ แม้แต่ประเทศอเมริกาว่าต่างรัฐ หรือประเทศที่เจริญ หรืออริยประเทศที่เจริญแล้วก็ตาม ผมไม่ได้มองอย่างนั้น
คำสอนพระพุทธเจ้าสอนกิเลส ไม่ได้สอนอันอื่น อยู่ที่ไหนก็ชำระที่นั่น ปฏิบัติที่นั่น
ผมก็ทำมาตลอด ไม่ได้ลดละ ฉะนั้นขอให้พวกเราช่วยกัน ตั้งใจปฏิบัติดูแล
ต่อไปเรื่องธรรมะของพวกเราจะต้องช่วยกันทะนุบำรุงรักษา สำหรับผมเองตอนระยะนี้รู้สึกว่าไม่คล่องแคล่วไม่สะดวก แต่พูดให้ฟังแล้วว่า ทีแรกก็ตั้งใจว่าครูบาอาจารย์ก็น้อยองค์ แล้วก็ไปอยู่โน้น (อเมริกา) มาก็หลายปีแล้ว ก็คิดเตรียมว่าจะพาพระภิกษุสงฆ์ ผมตั้งใจในพระภิกษุสงฆ์ของเรามากกว่าชาวบ้าน เพื่อจะได้ช่วยกันประพฤติปฏิบัติ รวมทั้งญาติโยมด้วย พอเตรียมมาแล้ว พอจะมาจริงๆ อยู่ในราวอาทิตย์กว่าเท่านั้น มันเป็นยังไงก็ไม่ทราบ ตอนนั้นเราก็สวดมนต์คล่องแคล่ว เดินจงกรมสมาธิ ตอนเย็นสวดธรรมจักร ตอนเช้าสวดสติปัฏฐานทุกวันเลย เริ่มสวด แต่ก่อนก็ไม่ค่อยสนใจสวดเท่าไร สังเกตดูเราปฏิบัติเร่งเข้าไป แปลกอันหนึ่งที่เราปฏิบัติ
ได้เวลาแผ่เมตตานะ ไม่เมตตาตัวเอง ไปเมตตาแต่คนอื่น อหังสุขิโตโหมิ เป็นมานานเหมือนกัน ปฏิบัติอยู่มาตอนใกล้จะมานี้ มันเหมือนกับลืมตัวหรือไม่รู้ตัว หายไปเลย แม้แต่ว่า นโม ก็ไม่จบ ทำไมอยู่ๆ เราสวดได้ดีๆ ก็ไปยังไง แต่ขณะที่ลืมตัวอยู่นั้นน่ะ มันเป็นคล้ายกับอันที่เป็นคราวก่อนที่เป็นอยู่ถ้ำศรีแก้ว แต่ตอนเป็นที่อยู่ถ้ำศรีแก้วนั้น ก็เป็นด้วยเราตั้งใจปฏิบัติ ตั้งแต่เราพิจารณาอริยสัจ 4 พอพิจารณาอริยสัจ 4 เราก็คิดว่า ทุกข์ก็ดี สมุทัยก็ดี มรรคก็ดี เราก็พออธิบายได้คล่อง พอกำหนดเรื่องนิโรธไม่รู้เรื่อง ก็เลยมาว่าตัวเอง เอ้า ตัวเราไม่เคยดับ แต่นี่มันจะรู้ได้ยังไง เพราะความดับนี้มันต้องให้มันปรากฏรู้จริง จะเดาเอาไม่ได้ จะคิดวิจารณ์|ไม่ได้
ก็เลยมาภาวนาเพื่ออยากให้รู้จักนิโรธนี่เอง
ด้วยเหตุนี่พอเราเร่งภาวนาไปแล้ว มันได้เงื่อนไขมา
จนในคืนนั้นสุดท้ายก็จิตมันสงบไปนี้ จนเกิดความรู้สึกในจิตใจนี่ มันต่อสู้ไปเห็นสัญญากับเวทนา เป็นตัวข้าศึกที่ขัดข้องในเรื่องนิโรธนี่ นี้เองตัวสำคัญก็เลยต่อสู้กัน เหมือนกับเป็นศัตรูกัน ถ้าไม่กูก็มึง
อันนี้มันเกิดในจิตนะ ไม่ใช่เราปรุงแต่งได้
พอต่อสู้แล้ว มันสว่างแล้วนี่ เณรเก็บบาตรเก็บอะไรไปแล้ว มันก็ต่อสู้กัน เดินบิณฑบาต ก็ยังสู้กันไม่ถอย ตลอดถึงมาบิณฑบาตแล้ว ฉันแล้ว ยถาให้พรแล้ว มันก็สักแต่ว่าพูดไปไม่ผิดหรอก แต่จิตมันต่อสู้กัน มันไม่ถอยนี่ ไม่เคยเป็นอย่างนั้นมา แต่ก่อนมันก็เป็น แต่มันก็ไม่ถึงสู้กันขนาดหนัก พอจัดอาหารฉัน ยถาเสร็จแล้ว เก็บของเสร็จแล้ว พอเดินจะไปถึงกุฏิ ปรากฏว่ามันถอนออกเลยที่นี่
ถอนสัญญากับเวทนานี่ มันถอนกำลังเดินนะ ไม่ใช่นั่งสมาธินะนี่
พอมันถอน ปรากฏว่าถอนทิ้งจนลงในเหว เหมือนกับเราถอนต้นไม้ที่มันรวมกันแล้วก็ทิ้ง
พอถอนแล้วมันก็ด่าตัวเองว่า มันโง่ (ฉิบหาย) เท่านี้มันก็ไม่รู้ มันก็สะอื้น เอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนี้ แต่จิตหนึ่งมันก็บอกว่า อ้าวมันรู้ก็รู้แล้ว ถอนก็ถอนแล้ว จะไปคิดอะไรทำไม มันวิจารณ์อยู่ มันค่อยหายไป พอหายไปแล้ว จากนั้นมันก็สงบวิเวก ถ้าพูดถึงความสงบทั้งกลางวันกลางคืน มันไม่ได้นี่เลยนะ มันมีแต่ความเบาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน
ในวันหนึ่งตอนเช้าหลังฉันแล้ว พอนั่งกำหนดจิตมันก็แวบ มันก็พูดว่า มันพลิกจิตเหมือนกับพลิกแผ่นดินว่า แผ่นดินเหมือนกับเราเคยอยู่อย่างนี้ มันพลิกไปอย่างนั้น แล้วก็บอกว่า เราพลิกได้ พลิกจิตได้แล้ว ไปอย่างนั้นนะ แต่เราก็เอ๊ะ ทำไมนะ มันถอนไม่ลง พอนานอีกวันหลัง แวบอีก ปรากฏว่าเดินในป่าแล้วก็ไม้ซากขนาดนี้ ตัดแล้ว ขอนที่ตัดอยู่มันนอน มันผุหมดแล้ว ขอนนั้นกระพี้กับเปลือกมันก็ผุหมดแล้ว เราก็จับดึง พอดึงก็เห็นว่ามันก็ยังมีอยู่ติดกับดินอยู่ กว่าจะดึงออกก็ต้องออกได้ แต่ก็มีเตือนบอกว่า โอ๊ะ ไม่จำเป็นจะต้องดึงออกหรอก เพราะมันตายแห้งหมดแล้ว มันผุแล้ว เหลือแต่แก่น มันไม่งอกงามอีก ก็เลยไม่ดึง ก็ทิ้งไป ทิ้งก็เดินไป เอ๊ะ มันกลางวันนี่ ไม่ใช่เรานั่งหลับหรือนอนหลับ แต่ตอนนั้นมันก็จิตเบาอยู่ ไม่ได้กำหนดว่า กลางวันหรือกลางคืนในความรู้สึก แต่พอระยะที่เป็นอย่างนั้นนะ มันลืมหมดเหมือนกันนะ
ตอนนั้นน่ะเทศน์ไม่ได้เลย พูดอย่างอื่นไม่ได้เลย แต่เรื่องธรรมะ เรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องอะไรนี้มันคล่องมาก แต่มันเทศน์ไม่ออก เทศน์ไม่ได้ พูดไม่ได้ เอ๊ ทำไมมันหายไปไหนหมด ธรรมะนี่ แต่มันไปรู้อันนั้น แต่ธรรมะที่จะพูดมันไม่ออก จนเขาให้อธิบายธรรมะมันพูดไม่ได้ ตั้งแต่เข้าพรรษาจนมาถึงเดือนสามในงานวัดสุทธาวาส เขาก็นิมนต์ขึ้นธรรมาสน์ ก็บอกว่าเทศน์ไม่ได้ ธรรมะมันไม่มีเลย มันหายไปเลย มันดับไปหมดนี่ พอตั้ง นโม แล้วก็เทศน์ไม่ได้ ลงธรรมาสน์ไปเฉยๆ
จึงมารู้เอาว่า ต้องการดับ อยากรู้ดับ มันดับ มันก็ดับให้รู้ มันดับจนจากนั้นมาก็เรื่องธรรมะไม่ค่อยได้ปรารภ เพราะว่าหลวงปู่ฝั้นก็ไม่สบายป่วย ก็ได้ดูมาตลอด ถึงมารักษาท่าน แต่ต่อมาภายหลัง ธรรมะก็ค่อยขึ้นมาๆ ตอนหลังก็เทศน์เก่งเหมือนแต่ก่อน ไปอยู่อเมริกาก็เทศน์อยู่ตลอด พอตอนนี้อีก มันหายเหมือนกัน แต่มันไม่หายด้วยแบบอย่างนั้น
หายแวบเดียว มันบอกว่า กิจจะทำหมดสิ้นแล้ว ไม่มีกิจแล้ว เลิก กิจจะทำอีกไม่มีแล้ว เครื่องมืออะไรทุกอย่างก็ไม่มีประโยชน์อะไรก็ตัดทิ้งหมดเลย
ตัวมรรคประหารตัวนั้นมันไปจนพิจารณาอะไรไม่ทันนะ พอมันประหารแล้ว มันไปปรากฏว่า บริสุทธิ์ บริสุทธิ์แล้ว แล้วก็ศีล สมาธิ ปัญญานี่ไม่ต้องศึกษาและไม่ต้องเกี่ยวข้องแล้ว แม้แต่กำหนดไปถึงอริยมรรคอริยผล มันก็กำหนดไปหมดแล้ว กามโลก รูปโลก อรูปโลก ทำลายหมดเลยนะ มันปลด แต่มันแปลกๆ มันทำลายในมรรคนี่ทำลายไม่มีเหลือ ไม่มีเศษ
แม้แต่จิตมันก็ทำลายนะ จิตก็ทำลาย
แม้แต่อรหัตตมรรคก็ทำลายอีก ไม่เอาไว้ |ไม่ได้อุทธรณ์แต่นิดเดียวเลย อันนี้มันแปลก|อันนี้แหละ
ที่ครูบาอาจารย์ท่านเทศน์ ท่านสอนมาที่พูดถึงอรหัตตมรรคว่า เรื่องจิต มีจิตแล้วมันกระทบ มันมีอารมณ์ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ทำลาย แม้แต่ตัวมรรคเอง ตัวนี้เองก็ทำลายไปด้วยกันนะ ไม่มีเหลือเลย ทีนี้พอมันทำลายหมดแล้ว มันมาปรากฏลมละเอียดแจ่มใสละเอียดที่ประชุมกันอยู่ ให้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกิเลส อุปธิอะไร ทั้งที่มันเป็นธาตุอยู่ คุมกันอยู่ แต่มันก็เย็นสบายโดยไม่มีอุปสรรคอะไรขัดข้อง เวลาเราเดินเรานึกเราอยู่ได้ด้วยลมอันนี้ ความสุขความทุกข์อะไรก็ลมหายใจอยู่ด้วยกัน ผ่องใสเท่านั้นเองที่ปรากฏขึ้นมา
พอจากนั้นตั้ง นโม ก็ระลึกไม่ได้เลย หายไปหมด จนไปหาหมอ ไปตรวจค้นทุกอย่างไม่เห็นมีอะไร พูดก็พูดได้ ฉันก็ฉันได้ทุกอย่างสมบูรณ์|ทุกอย่างเลย แต่อันนั้นน่ะ มันไม่พูดเลย เหมือนเป็นคนใบ้ไปเลย ก็เลยกำหนดเลยไปได้ความอันหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ แม้พระองค์จะมีปัญญาปรีชาอย่างไร จะตัดกิเลสอย่างสิ้นแล้ว พระองค์เสวยวิมุตติสุขถึง 7 อาทิตย์ 49 วัน แต่เรากำลังธรรมดานี่
ต้องพักอยู่เพื่อสร้างตนที่มันเปลี่ยนระบบใหม่ จะต้องอยู่แบบนั้น
นี่ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้เกือบเดือนแล้วยังไม่ถึง 7 อาทิตย์ เหมือนกับพระองค์นะ แต่พระองค์นั้นไม่พูดกับใครเลย ไม่ฉันเลย เพราะฉะนั้นพระองค์จึงพักผ่อนได้เต็มที่ได้ 49 วัน เพื่อจะได้มาโปรด แต่ส่วนเรานี้เราไม่ได้ตั้งใจโปรด เราเป็นแต่เพียงสาวกรู้ตามเห็นตามปฏิบัติตามเท่านั้นเอง เราจะพักอยู่เท่าไรก็ไม่รู้ ไม่เหมือนพระองค์
ที่นี่เดี๋ยวนี้มันก็พูดอะไรไม่ค่อยคล่องเลย ไม่ทราบมันอะไร แม้แต่ในจิตในใจมันก็เปลี่ยนไปหมด มันไม่เอาอะไรแล้ว เพราะฉะนั้นที่เราเคยตั้งใจว่าจะสร้างจะทำอะไร มันถอดทิ้งหมดเดี๋ยวนี้ มันไม่เอา โดยที่ว่ามันไม่เอาแล้ว มันทำลายแล้ว แต่มาปรากฏที่แปลกว่า แม้แต่มรรคมันก็โดนทำลาย
อันนี้มันขัดกับครูบาอาจารย์ที่ทำทางนี้มา แล้วที่ว่าจิตก็โดนทำลายไปด้วย ทีนี้จะถามว่าเมื่อจิตทำลายแล้วอยู่ได้อะไร
มันก็อยู่ได้โดยรูปโดยเศษที่อริยมรรค|ไม่ทำลาย
อริยผลยังมีอยู่ ผลมันยังมีอยู่ผลเศษที่มีอยู่ เหมือนกับหลวงปู่ฝั้นมรณภาพแล้ว แต่เสียงของท่านยังอยู่ยังจะฟังได้อยู่ แต่หากว่าอันนี้มันไม่ใช่อยู่ยั่งยืน มันก็ประกอบกันอยู่ชั่วคราว เมื่อนานไปๆ มันก็หมดด้วยกัน อันนี้รูปก็ยังเหลืออยู่ประกอบอยู่
แล้วจึงมารู้ว่าพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสว่า ถ้าหากว่าเจริญอิทธิบาท 4 แล้ว ทำให้สมบูรณ์แล้ว จะอยู่ทั้งกัปก็ได้ เราก็มารู้อันนี้แหละ เพราะอิทธิบาท 4 ที่พระองค์เจริญแล้ว เจริญตั้งแต่บำเพ็ญบารมีนั่นเอง ไม่ใช่มาเจริญทีหลัง อิทธิบาท 4 นี้ แต่เมื่ออริยมรรคมาประหารแล้ว อริยผลเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นจากมรรคตัวนั้น มันรักษาไว้ด้วยอกุศล ด้วยกิเลส มันอยู่ด้วยรูปธรรม แต่มีผลที่ปรากฏขึ้นมาไม่ใช่เกี่ยวเนื่องด้วยจิต เมื่อหมดเหตุปัจจัยอันนี้แล้วมันก็ดับไปตามกันในระยะหนึ่ง
เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ก็ดี นี่ก็ดี ท่านอยู่ได้ระยะหนึ่งๆ ไป ค่อยๆ หมดไปๆ แต่มันปรากฏว่า เมื่อมันดับแล้ว สภาวธรรมที่ไม่ใช่ว่าดับ|สูญนะ มันไม่ได้ว่าดับสูญ ก็ไม่ได้ว่ามิจฉาทิฐิ สัมมาทิฐิอันนั้นก็ถูกทำลายหมดแล้ว มรรคมันทำลายหมด มันไม่ได้เลย
ที่นี่คำว่าดับ มันไม่ได้ว่ามันทำลายสูญแล้ว มันก็ไม่ปรากฏอันนั้นอีก แม้แต่สีแสงอะไรก็ไม่ปรากฏ เหลือแต่ดับ
ดับตัวนี้ไม่มีวันที่จะกลับคืนมาอีก เพราะมันไม่มีเชื้ออะไรที่จะนี่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเสียเลย แต่ตอนนี้เราอยู่ได้เฉพาะวันๆ ไม่ได้หมายว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร อดีตเป็นอย่างไร อะไรมันจะเป็นอย่างไร มันอยู่มันจะอยู่ได้ยังไง มันจะเกิดจะดับยังไง มันไม่ได้กำหนดอะไรมาก
นี่มันแปลก พอมันปรากฏว่ามันเป็นอยู่อย่างนี้แล้ว มันตัดหมดแล้ว ทีนี้คนก็สงสัยว่าหมดแล้ว ก็ยังพูดอย่างนี้อยู่ ความรู้สึกอันนี้ เรื่องกัปที่มันตัดนั่นมันเป็นส่วนเหตุ ส่วนผลที่ยังเหลืออยู่ มันปรากฏก็เหมือนกับเครื่องที่มันยังเหลืออยู่ที่ยังไม่หมดนั่นเอง ที่ปัจจัยมันยังเหลืออยู่ มันปรากฏตั้งแต่มีลมหายใจแล้วก็แต่มันรู้อยู่ แต่มันจะพูดไม่ออกนี้ แต่บางทีอาจจะหมดกาลนี้ มีกำลังขึ้นมาก็อาจจะพูดได้ก็ได้
สิ่งเหล่านี้ ตอนนี้มันพูดอะไรไม่ค่อยได้เลย แบบเหมือนกับคราวก่อนมันอยู่ทั้งเดือนแล้วก็ยังพูดอะไรไม่ได้ จนนานจึงค่อยคืนกลับขึ้นมา แต่มันรู้อยู่ อันนี้แหละที่แปลก แปลกที่ว่า มรรคที่ประหารนั้นน่ะ ไม่เคย ไม่ถาม ไม่ศึกษา ไม่มีอะไรเลย คล้ายกับมันไม่ให้เอาอะไรเหลือเลย แม้แต่จิตเหลือมันก็จะเกิดอุทธรณ์ ไม่งั้นคนจะว่า ยังงั้นยังงี้ ไม่ได้เลย มันไปเลย ที่มารู้จากผลที่มันยังเหลืออยู่นี้เอง แต่ตอนนี้เราพูดยังไม่เต็มปาก เพราะฉะนั้นที่พูดนี้ ไม่ใช่ว่าเราคิดมาพูด เพราะสิ่งที่ปรากฏถึงตัวนั้น พูดให้หมู่เพื่อนฟังก็อยากให้หมู่เพื่อนใครคนใดประสบเหตุการณ์อย่างไร ขอให้บอกหรือให้เล่าให้ฟังเพื่อจะได้เป็นพยานขึ้นมา หรือถ้าหากว่าหมู่พวกทุกองค์เร่งทำความเพียรไม่เหลวไหล และศาสนธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า เฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพ้นทุกข์แน่นอน
ขอให้พวกเราพยายาม รู้แน่นอน แต่ไม่ใช่ว่ารู้โดยคิด โดยนึก โดยตรอง ที่เราก็เคยคิด เคยนึก เคยตรองมาแล้ว บางทีก็คิด เอ๊ เราสำเร็จอรหันต์แล้วอย่างโน้นอย่างนี้ หรือกิเลสยังเหลือบ้าง มันก็เคยติด แต่เวลามันจริงๆ มันไม่ใช่ความคิด มรรคแต่ละครั้งๆ มันเป็นผลพลังของธรรมะที่เราได้ฝึกฝนอบรมมาประชุมกัน เหมือนเขาสะสมระเบิดอย่างนั้นน่ะ สะสมต่างๆ พอมารวมกันแล้ว พอได้ชนวนแล้วก็ระเบิดครั้งหนึ่ง
มรรคไม่ใช่ว่าเท่าที่เราเป็นสาวกหรือรู้ตามพระพุทธเจ้า มีแต่ทำลาย มันรู้แต่ทำลาย ไม่ใช่ว่ามันเจริญ มันได้อะไร ส่วนผลก็ค่อยกำหนด ค่อยดูว่า ผลในระยะนั้น เรื่องสุขเรื่องทุกข์มันไม่ได้พูดถึง ดีชั่วมันก็ไม่มี ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมายอะไรในนั้นเลย
(ติดตามตอนจบสัปดาห์หน้า)







