
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ (ตอน ๑๔)
ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ
ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ว่าพระพุทธศาสนามีโครงสร้างหลักธรรมอย่างไร และจะชี้ให้เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ของพุทธศาสน์กับปรัชญาการดำเนินชีวิต เพื่อความพรั่งพร้อมแห่งสุขภาวะของมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อให้เราสามารถนำเศรษฐศาสตร์ไปสู่เศรษฐธรรม สำหรับสรรค์สร้างสังคมให้ได้มีความสุขอย่างยั่งยืน
ขออาราธนาหลวงพ่อได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : เอกลักษณ์ของชุมชนวิถีพุทธที่แท้จริงอาชีวะ ไม่มุ่งเน้นการทำลายกัน พระพุทธศาสนาจึงเป็นไปเพื่อสันติที่แท้จริง... ไม่ค้าขายในศัสตราวุธ ยาพิษ ค้าสัตว์ ค้ามนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นมิจฉาอาชีวะ เป็นอาชีพต้องห้ามของชาวพุทธ นั่นคือไม่ค้าเลย จึงเห็นได้ว่า นี่คือธรรมะในการดำเนินชีวิตที่แท้จริง อาชีพที่นำไปสู่การเบียดเบียนกันทั้งปวง จึงเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือ นอกเหนือจากการห้ามดังที่ประกาศในวณิชชา ๕ แล้ว ยังเน้นสนับสนุนการประกอบอาชีพให้ก้าวไปสู่ความสัมฤทธิผลของความมั่งมี และเมื่อมั่งมีแล้วให้กระจายไปสู่ผู้ด้อยโอกาสให้อยู่ร่วมกับสังคมได้
ปัญหาของโลกตะวันตกคือ การพยายามกระจายทรัพยากรที่มีน้อยไปสู่ผู้มีความต้องการสูง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ความต้องการกับทรัพยากรจะสมดุลกัน เพราะความต้องการนี้เป็นคุณค่าทางภาวะจิตใจของสัตว์ทั้งหลาย ที่มีความต้องการอย่างไม่เคยพอเพียงเลย ฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลย ในทางโลกตะวันตก ดังที่กล่าวว่า นัตถิ ตัณหา สมานาที... นี่จึงขัดแย้งกับการจัดการกับการดำเนินชีวิต จึงเห็นได้ว่าหลักทางโลกตะวันตกต้องคิดกระบวนการจัดการตลอดเวลา ทั้งกระบวนการผลิต บุคคล จึงต้องมีการบริหาร การค้นหา เงินทุน ที่ภาครัฐสวัสดิการเข้าไปร่วม ต้องมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่เคยนิ่ง และไม่เคยนำมาซึ่งความสุขอย่างแท้จริง เพราะเคลื่อนไหวมากกว่าความจริงที่มี
พระพุทธศาสนาเข้าใจความจริงเรื่องนี้ จึงให้มีการเรียนรู้เป็นแสงทองแห่งชีวิต ให้ความรู้ สัมมาทิฏฐิ เพื่อให้การเคลื่อนไหวของชีวิตไปสู่ทิศทางที่ถูกต้องและยอมรับสภาพในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ คือ ความไม่เที่ยงและความเป็นอนัตตา ที่ทำให้มนุษย์ลดละความอยาก ความต้องการ ความเป็นตัวตนลงได้ และจะทำให้เกิดการใช้สอยทรัพยากรได้อย่างพอเหมาะ พอควร ถ้ามนุษย์เข้าถึงธรรมนี้ การเข้าถึงทรัพยากรเพื่อประชาคมโลก จะไม่เป็นปัญหาเลย สำคัญคือจะทำให้เกิดดุลยภาพของการขับเคลื่อนภาคสังคมด้วย การอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนาคุณภาพ จะสอดคล้องกัน เป็นการเคลื่อนตัวในทิศทางที่ยั่งยืนในสุขภาวะ ในการเข้าไปสู่การดำเนินชีวิตเพื่อพัฒนาการต่างๆ เน้นการอนุรักษ์ เกื้อกูล และตกผลึกความคิดในหลักธรรม คือ หลักแห่งความสันโดษ หลักแห่งความมักน้อย และเห็นคุณค่าความสันโดษ ความมักน้อย ซึ่งหลักธรรมนี้ต้องกลับมาอบรมให้บุคคลในสังคมเห็นคุณประโยชน์ของความสันโดษ ฟังดูเหมือนกับว่า ความมักน้อยจะไม่ก้าวไปสู่ความสัมฤทธิผล ความพรั่งพร้อม ซึ่งที่จริงผิด มีบางทฤษฎี พระพุทธศาสนาสอนให้ค้าขายอย่างไม่ขาดทุน (อ้างอิงพระสูตร) และมีอีกหลายๆ คำสั่งสอนที่ก้าวไปสู่ความพรั่งพร้อมในปัจจัย ๔ นอกเหนือจากการค้าขายแล้ว มีการให้แสวงหาอย่างถูกควร และสอนให้ใช้สอยบริโภควัตถุดิบอย่างรู้คุณค่า ให้รู้จักการบริโภค ให้รู้จักการใช้ประโยชน์ที่อิงธรรมชาติอย่างพอเหมาะพอควร เป็นการจัดระบบให้ทั้งหมด นี่สามารถยกตัวอย่างพระพุทธดำรัสได้ทั้งหมด
แสดงว่า พระพุทธศาสนาได้แสดงถึงความรู้ความเข้าใจในโลกนี้อย่างแท้จริง จึงพยายามบริหารจัดการให้บุคคลและสังคม อยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ นี่จึงเป็นจุดโดดเด่นของพระพุทธศาสนา... นั่นคือ พัฒนาบุคคล จัดระบบสังคมที่เกื้อกูลกัน และให้อยู่ในธรรมชาติสิ่งแวดล้อม... ทั้งหมดต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างมีดุลยภาพ จึงมีหลักฐานเกิดขึ้นจากการสั่งสอนอบรมให้บุคคลและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีวินัย อารยวินัยจึงสำคัญมากในพระพุทธศาสนา เช่น ฆราวาสธรรม วินัยของผู้ครองเรือน ของพระสงฆ์ เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีการจัดระบบให้ผู้ครองเรือน หรือคฤหัสถ์เกิดการเคลื่อนไหว อยู่ในบริบทของพระพุทธศาสนา เพื่อมุ่งไปสู่ความเจริญ ความสุข ที่มีประโยชน์และความสุขเป็นสำคัญ เราจึงเห็นวินัย เช่น พระสงฆ์นี้นอกเหนือจากไม่เบียดเบียนต่อกันแล้ว ยังไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และให้ใช้สอยสิ่งแวดล้อมอย่างพอเหมาะ เป็นการใช้สอยทรัพยากรนั้นอย่างรู้คุณค่าและอนุรักษ์ทรัพยากรนั้นให้สืบเนื่องต่อไปข้างหน้า พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรมาก เพราะคำนึงว่าสัตว์ทั้งหลายอยู่ได้ต้องอิงสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่อัศจรรย์มาก
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







