
ทองสีม่วง : นวัตกรรมใหม่วงการเครื่องประดับทอง
หากเอ่ยถึงทองคำหลายคนคงนึกถึงโลหะสีเหลืองทอง มีความวาว อ่อนนุ่ม
หากเอ่ยถึงทองคำหลายคนคงนึกถึงโลหะสีเหลืองทอง มีความวาว อ่อนนุ่ม
โดย..สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
หากเอ่ยถึงทองคำหลายคนคงนึกถึงโลหะสีเหลืองทอง มีความวาว อ่อนนุ่ม ทนต่อความร้อนและการกัดกร่อนได้ดี จึงถูกนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งด้านทันตกรรมและอุตสาหกรรม เช่น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นโลหะที่มีค่าในตัวเอง จึงถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ตลอดจนนำไปใช้ในการผลิตเครื่องประดับ ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทุกยุคทุกสมัยจวบจนปัจจุบัน
ทราบหรือไม่ว่าอันที่จริงทองคำไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สีเหลือง (Yellow Gold) เท่านั้น ยังมีสีขาว (White Gold) สีชมพู (Pink Gold) รวมถึงสีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้า เขียว ดำ และม่วง เป็นต้น โดยสีต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการผสมธาตุหรือโลหะอื่นลงไปในทองคำด้วยสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดสีต่างๆ แล้ว ยังเปลี่ยนสมบัติทางกายภาพของทองคำให้มีความแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย
หากย้อนไปเมื่อราว 23 ปีที่ผ่านมา ทองคำประเภทหนึ่งที่มีการกล่าวถึงกันอย่างค่อนข้างมากคือ “ทองสีม่วง” (Purple Gold) ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมและได้สร้างความแปลกใหม่ ช่วยแต่งแต้มสีสันให้แกว่งการเครื่องประดับทองได้เป็นอย่างดี
ทองสีม่วงคืออะไร
ทองสีม่วง (Purple Gold) ไม่ใช่ทองที่ถูกชุบด้วยสีม่วงบริเวณผิว แต่เป็นโลหะผสมระหว่างทองคำ และอะลูมิเนียมในสัดส่วนประมาณร้อยละ 75:25 จึงมีค่าความบริสุทธิ์ของทองคำอยู่ที่ราว 18 กะรัต (หรือไม่ต่ำกว่า 750 ส่วนต่อ 1,000 ส่วน) ทั้งนี้ การได้มาซึ่งทองสีม่วงถือเป็นการพลิกหน้าประวัติศาสตร์เครื่องประดับทองคำในตลาดโลก ซึ่งได้รับการกล่าวถึงสีสันที่สวยงาม แปลกใหม่ เป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเครื่องประดับทอง ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย โดยทองสีม่วงที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการตกแต่งร่วมกับวัสดุชนิดอื่น เช่น ทอง ทองขาว เพชร และอัญมณีชนิดต่างๆ
ปัจจุบันประเทศที่สามารถผลิตทองสีม่วงได้เป็นผลสำเร็จมีเพียง 6 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อิตาลี แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และไทย
ข้อจำกัดของทองสีม่วง
แม้ว่าจะมีสีสันสวยงาม แต่เครื่องประดับทองสีม่วงก็มีระดับราคาที่สูงกว่าเครื่องประดับทองสีเหลือง สีขาว และสีชมพู ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า กอปรกับขั้นตอนการผลิตที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนและต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะแม้ว่าอะลูมิเนียมจะทำให้เกิดสีม่วงในทองคำ แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ชิ้นงานเครื่องประดับทองมีความเปราะและแตกหักง่ายยากต่อการขึ้นรูป อีกทั้งการนำชิ้นงานซึ่งไม่สมบูรณ์จากกระบวนการผลิตมาหลอมเพื่อนำกลับมาผลิตใหม่นั้นมีต้นทุนค่อนข้างสูง จึงอาจส่งผลให้การผลิตและการบริโภคเครื่องประดับทองสีม่วงยังอยู่ในวงจำกัด
ทองสีม่วงในไทย
ปัจจุบัน ดร.ขจีพร วงศ์ปรีดี อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป สาขาวัสดุศาสตร์ (อัญมณีและเครื่องประดับ) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการผลิตทองสีม่วงได้เป็นผลสำเร็จคนแรกของไทย อยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของทองสีม่วงให้เหมาะสมกับการผลิตเครื่องประดับ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดคือสามารถลดความเปราะและเพิ่มความอ่อนนุ่มให้แก่ทองสีม่วงได้มากขึ้น และมีแผนที่จะต่อยอดไปสู่ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมเครื่องประดับในอนาคต
งานวิจัยดังกล่าวจะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับทองของไทย แต่การจะพัฒนางานวิจัยนี้จากกระบวนการที่เกิดในห้องปฏิบัติการไปสู่โรงงานผลิตเครื่องประดับ จนกระทั่งได้สินค้าออกสู่ตลาดต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งคณะผู้วิจัย บริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ผู้บริโภคจำเป็นอย่างยิ่งต่อการผลักดันให้เครื่องประดับทองสีม่วงเป็นที่รู้จักจนกลายเป็นสินค้า ซึ่งเป็นที่ต้องการในหมู่ผู้บริโภคเครื่องประดับทองของไทย
จากทฤษฏีของ Michael E. Porter ศาสตราจารย์ด้านการบริหารกลยุทธ์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งได้กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “Competitive Advantage: Creating and Sustaining Superior Performance” ว่าการผลิตสินค้าที่มีความแตกต่างจากของคู่แข่ง (Differentiation Strategy) ถือเป็นกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)
เครื่องประดับทองสีม่วงถือเป็นสินค้าที่ค่อนข้างใหม่และแตกต่างจากเครื่องประดับทองที่พบเห็นโดยทั่วไปในตลาดโลก และเมื่อวิเคราะห์การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ตามทฤษฎี Five Forces Model พบว่าแรงกดดันภายในอุตสาหกรรมการผลิตทองสีม่วงอยู่ในเกณฑ์ต่ำอันเนื่องมาจากการมีจำนวนคู่แข่งขันน้อยราย ดังนั้น หากประเทศไทยมุ่งที่จะก้าวไปข้างหน้าสู่การเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเครื่องประดับทองสีม่วงที่สำคัญในตลาดโลกภายใต้การประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม
&<2288;







