posttoday
รักน่านเบาๆ ภาค 1

รักน่านเบาๆ ภาค 1

14 กันยายน 2554

ว่างๆ หนูดีชอบเปิดเพลง “รักกันเบาๆ” ฟังค่ะ หนูดีว่า เพลงนี้น่ารักดี ฟังได้บ่อยๆ คนแต่งก็ช่างคิด

ว่างๆ หนูดีชอบเปิดเพลง “รักกันเบาๆ” ฟังค่ะ หนูดีว่า เพลงนี้น่ารักดี ฟังได้บ่อยๆ คนแต่งก็ช่างคิด

โดย..หนูดีวนิษา เรซ

ว่างๆ หนูดีชอบเปิดเพลง “รักกันเบาๆ” ฟังค่ะ หนูดีว่า เพลงนี้น่ารักดี ฟังได้บ่อยๆ คนแต่งก็ช่างคิด

ล่าสุดนี้ เพิ่งบินไปทำงานที่ จ.น่านมาค่ะ หลังจากเริ่มไปบรรยายให้เด็กๆ นักเรียนใน จ.น่านฟังมาทุกปี ปีละครั้งติดกันมา 3 ปีแล้ว หนูดีก็เกิดอาการตกหลุมรักเมืองเล็กๆ เงียบสงบแห่งนี้เข้าเต็มเปา ในที่สุดเมื่อต้นปี นั่งถามตัวเองว่า “แก่ๆ อยากแก่ที่ไหน” ก็ได้คำตอบมาทันทีว่า “อยากไปแก่ที่น่าน” ได้คำตอบแบบนี้ ก็เลยขอคุณแม่บินไปเป็นเพื่อน ไปดูที่แปลงงามๆ น่ารักๆ ที่นั่นเพื่อซื้อเก็บไว้ก่อน วางแผนไกลจริงๆ ค่ะ เพราะว่าจะแก่จัดก็คงอีกสี่สิบห้าสิบปี ก็ได้แต่ภาวนาว่า คนน่านจะเข้มแข็ง เก็บรักษาความงามของเมืองนี้ไว้ เพื่อว่าวันหนึ่งที่เราแก่แล้วจะได้ไม่ต้องเดินถือไม้เท้าผ่านสตาร์บัคส์ไม่รู้กี่สาขากลางเมืองน่านเข้า

แล้วตัวหนูดีเองก็เริ่มต้นรณรงค์ให้คนที่ไปท่องเที่ยวเมืองนี้ไปแบบ “รักกันเบาๆ” อย่าไปทำอะไรประหลาดๆ โดยเฉพาะคนเมืองที่ไปซื้อที่แล้วคิดจะทำโรงแรมดีไซน์แปลกๆ ประมาณมีทั้งแบบแอฟริกา อิตาลี ฝรั่งเศส อะไรก็ไม่รู้สารพัด โปรดอย่าทำเลยค่ะ น่านก็คือน่าน ไม่อยากให้น่านกลายเป็น ปาย หรือ เชียงคาน ที่ทุกวันนี้ หนูดียกเลิกการไปเที่ยวที่เหล่านี้โดยถาวร ไม่รู้จะไปทำไมแล้ว มันไม่เหลือเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่ลึกลับอีกต่อไป กลายเป็นเหมือนจำอวดอะไรสักอย่างที่มีไว้แสดงให้คนเมืองดู หนูดีว่า มันปลอมๆ จนไม่เห็นความจำเป็นที่จะเสี่ยงชีวิตบินขึ้นเครื่องบินเล็ก หรือขับรถวนไม่รู้กี่ร้อยโค้งเพื่อเข้าถึงอีกต่อไป

ไม่รู้ใครเป็นคนเริ่มเทรนด์ “รีไทร์แต่ยังหนุ่มสาว แล้วไปปลูกรีสอร์ตอยู่ปาย” กันแน่ แต่ที่รู้ๆ ถ้าจับตัวได้ หนูดีก็อยากจะบอกคนๆ นั้นว่า ถ้าอยากรีไทร์จริงๆ แล้วไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ควรไปแบบให้เกียรติวัฒนธรรมเจ้าถิ่น ไปปลูกเรือนแบบเขา ไปกินอยู่แบบเขา อย่าเอาอีโกและความชอบดั้งเดิมของคุณตั้งแต่อยู่ในเมืองไปทำให้วัฒนธรรมพื้นบ้านเขาปนเปื้อนแบบนี้ เห็นแล้วมันเศร้า แน่นอนว่า ทุกคนมีสิทธิจะเถียงว่า เขามีเงินซื้อที่ดิน มีเงินปลูกตึก ใครจะทำไม แต่ไม่ใช่เพราะความคิดแบบนี้หรอกเหรอ ที่สิ่งที่สวยงามแบบชาวบ้านต้องหายไปทีละวัฒนธรรม ทีละภาษาถิ่น ทีละหมู่บ้าน หนูดีว่า นี่เป็นความคิดแบบ “คนขาว” น่ะค่ะ ที่คิดว่า ตัวเองเจ๋งที่สุด ภาษาที่ตัวเองพูดนี่ดีที่สุด ศาสนาตัวเองดีที่สุด พอไปประเทศไหน ถ้าไม่ล่าอาณานิคมเขา ก็เอาสิ่งที่ตัวเองชิน ไปทำให้เขาปนเปื้อนหมด

หนูดีเคยมีครูสมัยอยู่ฮาร์วาร์ด เอาภาพแม่แอฟริกันกำลังอุ้มลูกตัวเล็กๆ นั่งเงยหน้ามองคนผิวขาว แล้วใส่แคปชันบรรยายออกจากปากเหมือนการ์ตูนจนทำให้หนูดีและเพื่อนนักเรียนคนอื่นหัวเราะกันใหญ่ประมาณ คนขาวพูดว่า “เธอน่าสงสารมาก เธอโง่มาก ฉันจะช่วยชีวิตเธอให้ดีขึ้น” ส่วนแม่แอฟริกันตอบกลับว่า “ไปให้พ้น” คำเดียวสั้นๆ แต่ได้ใจความทีเดียว

แม้จะเป็นคนอเมริกันถึงครึ่งตัว แต่หนูดีกับหนูหวานกลับทนนิสัยหลายๆ อย่างของคนอเมริกันไม่ได้ โดยเฉพาะแนวคิดแบบ “ฉันเจ๋งกว่าใคร” นี่ เจอที่ไหนก็ทนไม่ได้ที่นั่น จนต้อง “จัดให้” ไปหลายครั้ง

หนหนึ่งเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เราสองพี่น้องมาพักผ่อนที่เชียงใหม่ ตื่นเช้ามาที่กาด อากาศกำลังดี กำลังเดินชมอาหารสารพัดชนิดที่กาดกันเพลินๆ ก็ได้ยินเสียง “อิ้วๆๆๆๆๆๆๆ” ซึ่งเป็นเสียง “อี๋ ยี้” แบบฝรั่งๆ พอหันไปมองก็เห็นเด็กวัยรุ่นสาวอเมริกันคนหนึ่ง กำลังยืนอยู่หน้าแผงขายแมลงทอดหลากชนิด แล้วก็พูดเสียงดัง (มาก) คงคิดว่าคนเมืองไม่เข้าใจแน่ๆ แต่แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า “นี่มันน่าทุเรศมาก อาหารอะไรแบบนี้ สกปรก กินเข้าไปได้ยังไง” แล้วก็แชะรูปใหญ่ คงกะเอาไปอวดให้เพื่อนๆ ฝรั่งดู เราสองคนพี่น้องปรึกษากันว่า จะจัดการอย่างไรดี เรื่องจะปล่อยผ่านไปเฉยๆ ฝันไปเถอะ เพราะสวรรค์ท่านต้องมีตา ถึงส่งเราสองคนออกมาเช้าตรู่แบบนี้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีแม่ค้าในกาดแน่ๆ

ว่าแล้ว น้องหวานก็บุกก่อนเลยค่ะ เป็นทัพหน้า เธอเท่มากในสายตาหนูดี จัดการไปบอกนิ่มๆ แต่เสียงสังหารมากกว่า “ถ้ามันสกปรกมากนัก ก็อย่าดูอย่าถ่ายรูปและอย่ามาร้องกรี๊ดๆ แล้วดูถูกอะไรที่มันเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบนี้” และทัพหลังก็ตามมาเสริมทันทีค่ะ เราไม่ปล่อยให้น้องเดียวดายแน่นอน หนูดีก็บอกไปบ้างว่า “คือถ้ามันน่าเกลียดนัก ทนอะไรไทยๆ ไม่ได้ ก็จงอย่ามาเที่ยวเมืองไทย เพราะเราก็ไม่ยินดีต้อนรับให้คนมาดูถูกเราเหมือนกัน” ซึ่งพ่อของน้องเด็กทีนเอจก็เดินมาปกป้องลูกว่า เด็กไม่ได้อยากมาเมืองไทยสักหน่อย เขาบังคับมาเอง อ้าว คุณพ่อ เข้าข้างลูกซะจนเป็นแบบนี้น่ะสิ พ่อแม่รังแกฉันชัดๆ ...เลยได้รับการ “จัดเต็ม” จากสองพี่น้องชาวไทยค่ะ อาจดุไปนิด แต่เรื่องศักดิ์ศรีชาวไทยนี่ ไม่ยอมให้ใครลบหลู่ (แต่ก็ไม่กล้าบอกเขาว่า อีกครึ่งหนึ่ง เราก็อเมริกันเหมือนคุณนั่นแหละ ทำเนียนๆ เป็นไทย 100% ไปค่ะ)

กลับมาพูดถึงเรื่องนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปน่าน หนูดีว่า “คนมาเยือน” ทำให้น่านปนเปื้อนได้ยากค่ะ เพราะส่วนมากไปแป๊บๆ แบบมาเร็วเคลมเร็ว ไม่ค่อยสร้างความเสียหายอะไรได้มาก แต่ “คนมาอยู่” นี่สิคะ นี่ล่ะที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังจากได้คุยกับชาวน่านหลายๆ คน ก็พบว่า พวกเขาก็เป็นห่วงเหมือนกัน จนถึงขั้นมี “ประชาคมน่าน” ออกมา เป็นคณะกรรมการที่พบกันเป็นประจำเพื่อกำหนดนโยบายแนวทางพัฒนาเมืองของน่าน เช่น กำหนดว่า มีเซเว่นอีเลฟเว่นได้กี่สาขา อยู่ตรงไหนได้บ้าง ส่วนห้าง “ดอกบัว” ที่ไม่ว่าจะไปเปิดที่ไหน ก็มักได้รับการก่อม็อบต่อต้านจากชาวเมืองเสมอๆ ก็ได้รับการยินยอมให้เปิดได้ แต่ขอให้ออกไปนอกเมืองหน่อย และขอให้มีการว่าจ้างคนน่านประมาณ 90% ยกเว้นให้เฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่เป็นคนกรุง และขอความอนุเคราะห์ใช้ลานจอดรถจัดเป็นตลาดท้องถิ่นประจำสัปดาห์

ส่วนการที่คนกรุงเทพฯ จะไปเหมาที่ดินแปลงใหญ่ๆ แล้วสร้างโรงแรมประหลาดๆ อันนี้ ทำยากเลยค่ะ เพราะการขายที่ดินแปลงใหญ่ ต้องผ่านคณะกรรมการก่อน ไม่มีการทำโดยพลการ เพื่อรักษาเมืองน่านไว้ไม่ให้กลายเป็น “ปาย 2” ซึ่งเพราะเห็นว่ามีกลุ่มประชาคมนี่ล่ะ หนูดีถึงได้กล้าซื้อที่แล้วฝากตัวเป็นคนน่านไปแล้วเรียบร้อย สัปดาห์นี้ เนื้อที่หมด เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะมาเล่าให้ฟังใหม่ค่ะว่า น่าน น่ารักอย่างไร

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI