posttoday
ผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง

ผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง

11 กันยายน 2554

โดย...ว.วชิรเมธี

โดย...ว.วชิรเมธี

การสร้างทางสายกลางระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตนี้ เราต้องฝึกให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะหากไม่ฝึกไม่พัฒนา เมื่อทำงานไปหลายคนอาจเสพติดการทำงานหนักจนพานคิดไปว่า ผลของการทำงานก็คือเรื่องเดียวกันกับคุณภาพชีวิต โดยหารู้ไม่ว่าบางทีผลสัมฤทธิ์ของงานที่เพิ่มขึ้นๆ นั้น ต้องจ่ายด้วยคุณภาพชีวิตราคาแสนแพง เช่น ยิ่งมีความรับผิดชอบสูง มองในแง่การทำงานแสดงว่ามีตำแหน่งสูงขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แต่มองในแง่สุขภาพอาจยิ่งทรุดต่ำลง เพราะต้องแบกความเครียดมากขึ้น

เมื่อความเครียดมากขึ้น บุคลิกภาพก็เปลี่ยนไป ไม่อยากพูด ไม่อยากสังสรรค์กับใคร อารมณ์เสียกับเรื่องต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เวลาสำหรับตัวเองและครอบครัวก็น้อยลง พอมีวันหยุดก็ไม่อยากไปไหน อยากนอนให้สาแก่ใจเพียงอย่างเดียว เวลากิน เวลาอยู่กับครอบครัวก็ไม่วายคิดถึงแต่เรื่องงาน แม้จะกลับบ้านแต่หัวค่ำ แต่เมื่อกินข้าวเสร็จ ก่อนนอนก็ไม่วายลุกขึ้นมานั่งพิจารณาเอกสารหรืออ่านอีเมลงาน บางทีทำอยู่อย่างนี้จนตีสองตีสามจึงเข้านอน

ครั้นถึงตีห้าหกโมง ก็ต้องรีบตื่นขับรถไปทำงาน อาหารเช้าก็ไม่ได้กิน นอกจากกาแฟแก้วเดียวเมื่อไปถึงที่ทำงาน แฟ้มงานก็สุมกองอยู่บนโต๊ะแล้ว สายๆ หน่อยมีแขกเข้ามาพบ พอเที่ยงก็นั่งกินข้าวบนโต๊ะทำงาน กินไปตาก็กวาดดูเอกสารงานไปพลาง มือข้างหนึ่งจับช้อน มืออีกข้างพลิกดูเอกสาร หูยังเสียบบลูทูธฟังไปคุยไป บ่ายๆ ถึงเย็นติดประชุมกับคณะกรรมการบอร์ดอีกสองสามนัด สี่โมงโทรตามคนรถให้ไปรับลูก ลูกเป็นตัวแทนห้องแสดงละคร ทำกิจกรรม แม่หรือพ่อก็แทบไม่ว่างไปให้กำลังใจ

พอหกโมงเย็นก็ขับรถออกจากสำนักงานรถติดไปอยู่บนทางด่วนร่วม 2 ชั่วโมง ตลอดเวลานี้ก็หงุดหงิดอารมณ์เสีย ต่อโทรศัพท์หาคนนั้นคนนี้ไปทั่ว คุยไปพลางบ่นไปพลาง ในหัวมีแต่ความขุ่นมัวของอารมณ์ ทุ่มหรือบางวันสองทุ่มจึงฝ่ารถติดกลับถึงบ้าน เมื่อถึงบ้าน ลูกๆ ทำการบ้านอยู่กับพี่เลี้ยงแล้วก็แยกไปนอน พ่อกับแม่ทำได้อย่างดีแค่หอมลูกหนึ่งฟอดแล้วก็พูดออกไปเหมือนหุ่นยนต์ว่า “พ่อ/แม่รักลูก หลับฝันดีนะคะ”

 

ผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง

จากนั้นรีบอาบน้ำอย่างลวกๆ แล้วออกมานั่งกินอาหารมื้อสุดท้ายของวันตาจ้องดูโทรทัศน์อย่างแกนๆ ไม่ได้ตั้งใจดูอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรอย่างต่อเนื่อง ละครก็ไม่สนใจ บ้านเมืองก็น่าเบื่อ เกมโชว์ก็มีแต่ตลกและดาราหน้าซ้ำๆ โผล่มาให้ฮาแบบฝืดๆ ด้วยมุขเดิมๆ กี่ปีก็เป็นอย่างนี้ กินข้าวเสร็จเข้าห้องนอนเห็นสามีหลับเป็นตายเพราะเหนื่อยหนักไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ตัวเองยังตาสว่าง อย่ากระนั้นเลย หยิบไอแพดคู่ใจมาเปิดอีเมลเช็กดูงานที่ยังคั่งค้าง จากนั้นองค์คนทำงานจนเสพติดลงประทับ

นั่งทำงานเพลินต่อไปจนถึงตีหนึ่งหรือตีสองจนตาล้าเต็มที จึงข่มตานอน เอ๊ะ เหนื่อยขนาดนี้ทำไมยังนอนไม่หลับ (ร่างกายผิดปกติขนาดนี้ก็ยังไม่รู้สึก) ลุกขึ้นมาหยิบยานอนหลับใส่ปาก 2 เม็ด แล้วก็ล้มตัวลงนอนในสภาพอิดโรยเพื่อที่จะรีบตื่นมาอีกทีตอนเช้าในสภาพนอนไม่เต็มอิ่ม แต่ไม่มีทางเลือก ถึงอย่างไรก็ต้องตื่นไปทำงาน

ชีวิตที่ใช้ไปอย่างสมบุกสมบันเช่นนี้ มีราคาที่ต้องจ่ายแพงเหลือเกิน

ในขณะที่คุณได้ตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น มีอำนาจมากขึ้น ความรับผิดชอบมากขึ้น

แต่คุณภาพชีวิตของคุณกลับหายไป คุณไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ที่ทำอะไรซ้ำๆ เหมือนถูกวางโปรแกรมเอาไว้แล้ว

ไม่นานหลังจากการใช้ชีวิตอย่างชนิดนอกทางสายกลาง ร่างกายและจิตใจก็ประท้วงคุณด้วยการแสดงให้เห็นว่าใจหนักอึ้งไปด้วยความเครียด อารมณ์มีแต่ความขุ่นมัว ร่างกายถ้าไม่ผ่ายผอมเพราะไม่ได้ดูแล ก็อ้วนเผละเพราะกินไม่เลือก มนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นก็ลดน้อยถอยลงไป ความมีชีวิตชีวาก็ติดลบ รอยยิ้มเสียงหัวเราะนานๆ ครั้ง คนรอบข้างจึงจะได้เห็น ขณะที่ร่างกายก็อุทธรณ์ด้วยการเหนื่อยง่าย กินอาหารไม่อร่อย วันหนึ่งเหนื่อยล้าเต็มที่แวะไปให้หมอตรวจสุขภาพ หมอวินิจฉัยว่า เสียใจด้วยคุณป่วยเป็นโรคร้าย คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี

นี่คือ ชีวิตของมนุษย์ในสังคมนิยมบริโภค

นี่คือ ชีวิตของมนุษย์ในเมืองที่ต้องแข่งขันกันทำมาหากินและมุ่งไปสู่กำไรสูงสุด

นี่ไม่ใช่ชีวิตสำเร็จรูปของคนเมืองทั้งหมด แต่นี่คือภาพจำลองของคนส่วนใหญ่ในเมืองทุกวันนี้ ที่ต่างคนต่างทำงานจนหลงลืมกลับมาดูแล “กายใจ” ให้คืนสู่ความสมดุล เป็นความสมดุลที่กายและใจควรได้รับ แต่เรากลับมองข้ามมันไป เพื่อที่จะกลับมาตระหนักรู้อีกครั้งหนึ่งว่าความสมดุลหรือทางสายกลางสำคัญแค่ไหนก็ต่อเมื่อเราได้สูญเสียความสมดุลนั้นไปแล้ว

ชีวิตที่ดี ไม่ใช่ชีวิตที่มีเงินมากหรือมีอำนาจล้นฟ้า มีชื่อเสียงฟุ้งกระจายเสมอไป

แต่ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่มีความสมดุลของกายและใจ ของงานและของชีวิตอย่างลงตัว

คุณมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์ แต่หากคุณไม่มีความสุขเพราะกายป่วยและใจเครียด สิ่งที่คุณมียังจะมีความหมายอีกไหม

หลักสมดุลงาน สมดุลชีวิต จึงเป็นหลักที่คนทำงานทุกคนควรนำมาเป็นแนวทางในการทำงานและการใช้ชีวิตอยู่เสมอ ในทางปฏิบัติ หากเราอยากสร้างชีวิตคน ชีวิตงานให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ก็ควรเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า

“คนต้องสำราญ งานต้องสัมฤทธิ์”

ไม่ใช่ “งานสัมฤทธิ์ แต่ชีวิตไม่สำราญ”

หรือเขียนเตือนตนไว้ในห้องทำงาน เพื่อเป็นการเตือนตนไม่ให้เสพติดการทำงานจนเสียคุณภาพชีวิตว่า

“การทำงานประสานกับคุณภาพชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง”

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน