
วินิตา เจนวัฒนวิทย์ ขอดูแลสุขภาพคนไทยไปพร้อมกับดูแลโลก
วินิตา เจนวัฒนวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
วินิตา เจนวัฒนวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ ผู้ผลิตเวชภัณฑ์และฟาร์มาฟู้ดของไทยที่ได้มาตรฐาน PIC/S (มาตรฐานการผลิตยาระดับโลก) ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารสาวที่ใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและปัญหาโลกร้อนมากเป็นพิเศษ โดยไม่เคยมองข้ามจุดเล็กๆ ยิ่งเทรนด์ของสิ่งแวดล้อมมาแรง คนไทยเริ่มหันมาใส่ใจปัญหาโลกร้อน ยิ่งเข้าทางเธอล่ะ
ทุกวันเธอจะให้ความสำคัญในการดูแลรักษาโลกใบนี้อย่างมาก เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าเวลาแปรงฟันจะใช้น้ำใส่แก้วแทนการเปิดน้ำทิ้งไว้ น้ำ ไฟฟ้า ปิดทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ เวลาใช้ก็ใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกันเวลาไปซื้อของจะนำถุงผ้าติดรถติดมือไปด้วยตลอด เรียกว่าถุงพลาสติกน้อยมากที่จะได้เห็นเธอนำกลับมาบ้าน
“เวลาไปซื้อของก็จะนำถุงผ้าไปด้วยเสมอ เผื่อว่าอาจมีของอะไรๆ ที่ใส่ถุงได้ก็จะได้ใส่ ไม่ต้องให้ทางร้านใส่ถุงพลาสติกให้” ผู้บริหารสาวบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหนึ่งในวิธีการรักษ์โลกที่เธอทำอยู่เสมอ
ไม่เพียงแค่ตัวเธอเท่านั้นที่ให้ความสำคัญในการดูแลโลกและรักษาสิ่งแวดล้อม แต่บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ และบริษัทในเครือก็ได้ทำธุรกิจแบบห่วงใยสิ่งแวดล้อมด้วย
วินิตา เล่าแนวคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมของบริษัทว่า ไบโอฟาร์มก่อตั้งเมื่อปี 2517 ดำเนินกิจการด้านเวชภัณฑ์ในประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการเป็นตัวแทนนำเข้ายาสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ด้วยปรัชญาในการทำงานว่า “Better Product for a Better Life” ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้จัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตลอดจนนำเสนอเทคโนโลยีในการผลิตใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอยู่เสมอเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่ดี จนได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และได้ขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง
โดยตลอดระยะเวลากว่า 37 ปีที่เราดำเนินธุรกิจมานั้น องค์กรจะเน้นปลูกฝังและมีนโยบายอย่างชัดเจน เพื่อให้พนักงานทุกคนได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มจากการดูแลและใส่ใจในเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว เช่น การติดป้ายให้ปิดแอร์ในห้องประชุมภายหลังการใช้งานเสร็จ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ การนำกระดาษที่ใช้แล้วมารีไซเคิลให้คุ้มค่าที่สุด
“องค์กรเองก็จะมีนโยบายและแนวทางการปฏิบัติเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมให้โลกด้วยการนำกระดาษที่ใช้แล้วขององค์กรและบริษัทในเครือทั้งหมด นำมารีไซเคิลเปลี่ยนเป็นแพ็กเกจยา แทนการซื้อกระดาษใหม่ที่จะนำมาผลิต ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถลดภาวะโลกร้อนได้เพิ่มมากขึ้น”
นอกจากนี้ ภายในองค์กรยังได้นำระบบไอทีเข้ามามีส่วนช่วยในการทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดการใช้กระดาษ เช่น จากเดิมการให้พนักงานเซลส์สั่งสินค้าผ่านทางกระดาษก็เปลี่ยนมาสั่งผ่านระบบไอที ซึ่งสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระดาษประมาณ 30-40% รวมถึงการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรก็ให้ติดต่อผ่านทางอีเมล เป็นต้น
ขณะที่ตัวตึกของบริษัทจะติดฟิล์มกรองแสงเพื่อลดความร้อนที่จะเข้ามาในตัวอาคาร ช่วยไม่ให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักจนเกินไปถือเป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศให้ยาวนานขึ้น มีการตั้งเวลาเปิดปิดไฟและเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ ทำให้สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ค่อนข้างมาก รวมถึงสุขภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในห้องน้ำตามอาคารต่างๆ ก็เลือกใช้แบบประหยัดน้ำ
“ทุกๆ เดือนองค์กรจะมีการประชุมเกี่ยวกับการใช้พลังงาน เช่น น้ำมัน ไฟฟ้า ซึ่งรวมไปถึงการใช้กระดาษ น้ำ และทรัพยากรที่จำเป็นอื่นๆ โดยในการประชุมแต่ละฝ่ายก็จะมีแนวทางในการประหยัดพลังงานมานำเสนอ ซึ่งปรากฏว่าที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานต่างๆ จะลดลงต่อเนื่องทุกปี”
นอกจากนี้ บริษัทได้เปิดโอกาสให้พนักงานในทุกฝ่ายเขียนโครงการอันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่อยากทำในคอนเซปต์ “จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศได้อย่างไร” ทั้งนี้เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกให้กับพนักงานในการที่จะรักษาโลกและสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่
อย่างไรก็ตาม นอกจากจะบริหารองค์กรด้วยนโยบายในการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว เธอยังนำหลักการและแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในการดูแลครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการสอนให้ลูกสาวทั้งสองคนรู้จักประหยัดในการใช้สิ่งของต่างๆ เช่น ใช้กระดาษรีไซเคิล การนำหนังสือเก่าไปบริจาค หรือเสื้อผ้าของลูกสาวคนโตที่ยังใช้ได้ก็นำมาให้น้องสาวคนเล็กได้ใส่
ส่วนการใช้พลังงานก็จะพยายามสอนให้ลูกๆ ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด รู้จักประหยัดน้ำ-ไฟ เวลาไปเที่ยวหรือซื้อของก็จะใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ซึ่งเธอเชื่อว่าการปลูกฝังพวกเขาตั้งแต่เด็กๆจะช่วยให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแนวคิดในการที่จะดูแลรักษาโลกของเราต่อไปในอนาคต
รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอฟาร์ม ทิ้งท้ายว่า ในแง่ธุรกิจไบโอฟาร์มนอกจากจะต้องทำให้คนไทยได้รับยาที่มีคุณภาพมาตรฐานโลกในราคาคนไทย ผลิตโดยคนไทยแล้ว บริษัทยังลงทุนด้านการพัฒนาและวิจัยยาตัวใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีแผนออกเวชภัณฑ์ใหม่ปีละ 10 ตำรับ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยใช้งบประมาณปีละ 15-20 ล้านบาท สำหรับการศึกษาพัฒนาวิจัยและสังเคราะห์ยาตัวใหม่ เพื่อมุ่งหมายให้ผู้บริโภคคนไทยได้มีโอกาสใช้ยาที่มีคุณภาพทัดเทียมกับยาจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็จะให้ความใส่ใจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพของคนไทยอย่างมีความรับผิดชอบ







